กรรมที่ฉันทำกับข้าวตอก เรื่องเล่า กฎแห่งกรรม ที่ทำกับสัตว์

กรรมที่ฉันทำกับข้าวตอก เรื่องเล่า กฎแห่งกรรม ที่ทำกับสัตว์

เรื่องเล่า จากผู้อ่านที่กล่าวว่า หรืออาจจะเป็นเพราะ กฎแห่งกรรม ที่ทำกับสัตว์ จากการฆ่าสัตว์โดยที่ตั้งใจ ที่ทำให้ลุงคนนั้นเป็นเช่นนั้น

หากคุณเคยมองลึกลงไปในดวงตาของสุนัข คุณจะพบว่า มีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ในนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ถ้าคุณสังเกตดวงตาของมัน คุณจะรู้ว่า สุนัขเป็นสัตว์ที่สื่อสารทางสายตาได้ดีทีเดียว

บ้านฉันตั้งอยู่กลางทุ่ง ฉันจึงนอนท่ามกลางอ้อมกอดของต้นข้าวแทบทุกคืน บรรยากาศแบบนี้ใครๆ อาจมองว่าแสนโรแมนติก แต่ในความเป็นจริงบ้านฉันทั้งเงียบทั้งเหงา ในช่วงเวลาแบบนี้ เจ้าข้าวตอก สุนัขเพื่อนยากเป็นผู้ช่วยคลายเหงาให้ฉันได้มากทีเดียว มันมักจะมานอนหมอบอยู่ใกล้ๆ พลางส่งสายตาที่ (ดูเหมือน) เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจมาที่ฉัน และแน่นอนว่า วันนั้นทั้งวันมันจะไม่ทิ้งฉันไปไหน ในวันที่ฉันยุ่งกับงานจนลืมคลุกข้าวให้ แววตาของมันก็จะระคนไปด้วยการตัดพ้อ คล้ายจะต่อว่าว่า “ลืมกันได้อย่างไร”

คนที่เลี้ยงสุนัขหลายคนอาจนิยมพูดคุยกับสุนัขเพื่อคลายเหงา แต่ฉันชอบสื่อสารกับเจ้าเพื่อนยากของฉันผ่านทางสายตามากกว่า…ไม่เว้นแม้ในยามที่มันเจ็บปวดจนสุดชีวิต

ข้าวตอกเป็นสุนัขที่น่ารักก็จริง แต่มันมีนิสัยเสียตรงที่ชอบหนีเที่ยวไปวิ่งเล่นในทุ่งนา โดยไม่สนใจว่าพืชใบเขียวที่มันเหยียบย่ำคือต้นข้าวที่ชาวนาแสนหวง

“ถ้ามันกวนก็ตีมันได้นะลุง แค่นี้มันก็วิ่งแน่บกลับบ้านแล้ว”

ฉันบอกเจ้าของนาข้าวที่ทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะจัดการเจ้าข้าวตอกเสียเต็มแก่ ฉันได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าแม้แต่สุนัขที่เลี้ยงมากับมือ เขายังขายให้รถรับซื้อสุนัขจากสกลนครอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ ท่าทางคราวเคราะห์จะมาถึงเจ้าข้าวตอกของฉันแน่แล้ว

ฉันลงทุนล่ามข้าวตอกไว้ที่บ้าน แต่มันก็ร้องเสียงหลงจนฉันสงสาร ฉันปล่อยมันพร้อมกับเดินไปหาชาวนาคนนั้นพูดกับเขาตรงๆ ว่ายินดีชดใช้ค่าเสียหายที่สุนัขของฉันไปก่อไว้

คิดว่าเห็นแก่ฉันเถอะ ข้าวลุงเสียหายไปเท่าไร มาเกี่ยวคืนในนาฉันก็ได้ แต่อย่าฆ่า อย่าวางยามันนะลุง”

แต่คำตอบของลุงกลับทำให้ฉันเสียวสันหลัง

“หมาตัวเดียวลุงไม่เอาไว้หรอกนะ มากกว่านี้ก็จัดการมาแล้ว”

เช้าวันนั้นข้าวตอกวิ่งออกจากบ้านไปแต่เช้า แต่คราวนี้ไม่ต้องเสียเวลาร้องเรียก เพราะมันวิ่งกลับบ้านเอง…พร้อมกับน้ำลายที่ไหลฟูมปาก

ฉันมือไม้สั่น รีบตอกไข่ขาวใส่ปากมันเพื่อล้างพิษ แต่ก็ช้าเกินไป…ข้าวตอกชักกระตุกอยู่ราวสิบนาทีก็ล้มลง ในวินาทีที่สิ้นใจ ดวงตาของมันยังเบิ่งโพลง แววตาเหลือกลานคู่นั้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

ถ้าความเจ็บมีน้ำหนัก วันนั้นเจ้าข้าวตอกคงถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล

“ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น หลับให้สบายเถอะนะ ข้าวตอก”

ดวงตาของข้าวตอกยังไม่ปิดลง ฉันเห็นแววตาคู่นั้นแล้วได้แต่นึกผวา รีบไปหาดอกไม้ธูปเทียนมาวางไว้ใกล้ๆ ร่างอ้วนพีซึ่งบัดนี้ไม่มีลมหายใจแล้ว

“ชาติหน้ามาเกิดเป็นคนนะข้าวตอกนะ”

ฉันบอกกับมันอย่างนั้นในวินาทีที่เอื้อมมือไปปิดดวงตาของข้าวตอก ก่อนจะนำร่างที่อ่อนปวกเปียกของมันลงหลุมและกลบอย่างเบามือ พยายามร้องไห้ออกมาให้เบาที่สุดทั้งๆ ที่ภายในใจอยากสะอื้นดังๆ

ฉันปลูกมะลิต้นเล็กๆ ไว้ที่ปากหลุมเป็นอนุสรณ์สุนัขที่ฉันทั้งรักทั้งผูกพัน เวลาผ่านไปสามปีแล้ว แต่มะลิต้นนั้นก็ยังไม่เคยออกดอก…กระทั่งเช้าวันหนึ่ง

ขณะที่ฉันกำลังตื่นเต้นกับมะลิดอกแรกที่แตกออกมาเหมือนข้าวตอกไม่มีผิด เด็กหนุ่มในชุดดำก็เดินเข้ามาที่บ้านลูกชายของลุงคนนั้นเอง – ลุงที่เคย “จัดการ” เจ้าข้าวตอกของฉันอย่างไร้ความปรานี

“คุณช่วยไปอโหสิกรรมให้พ่อผมหน่อยเถอะครับ”

ฉันงงไปหมด “อโหสิกรรม” อะไรกันหรือ

“พ่อแกป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมาร่วมสามปีแล้ว ตอนป่วยตัวแกสั่นเหมือนหมาคุณตอนถูกยาเบื่อไม่มีผิด แกบ่นว่าทรมานเหลือเกิน และเอาแต่คร่ำครวญว่าทำกรรมอะไรไว้หนอถึงได้ทุกข์ทรมานอย่างนี้ อยากจะตายเสียให้พ้นเวรพ้นกรรม”

บ่ายวันนั้น ฉันเดินขึ้นไปบนเมรุพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างกันก็แต่ในขณะที่วางดอกไม้จันทน์ลงบนเชิงตะกอน ฉันกล่าวอโหสิกรรมในใจขณะที่บรรจงวางมะลิดอกเล็กๆ หนึ่งดอกลงพร้อมๆ กัน

 

ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต

เรื่อง : อนิตตา

ภาพ : https://pixabay.com


บทความน่าสนใจ

กฎแห่งกรรม เรื่องเล่าจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Dhamma Daily : แก้กรรมเรื่องความรักตามหลักพุทธศาสนาต้องทำอย่างไร

 

 

keyboard_arrow_up