พระไพศาล

บทเรียนสำคัญจากวันน้ำท่วม – พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล
พระไพศาล

บทเรียนสำคัญ

พระไพศาล วิสาโล

เมื่อรู้ว่านครสวรรค์ถูกน้ำท่วมทั้งเมืองและมวลน้ำกำลังเคลื่อนลงมา  “อ้อย” ได้เดินทางไปยังบ้านแม่ที่อยุธยาแล้วทยอยขนข้าวของขึ้นชั้นสอง น้องสาวเห็นเช่นนั้นจึงว่าเธอ “ตื่นตูม” เธอตอบไปว่า  “ไม่ประมาท” กับ “ตื่นตูม” อาจดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันนะ

หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์น้ำก็ไหลเอ่อท่วมอยุธยาถึง 2 เมตร จากอยุธยา เธอไปตั้งหลักที่บ้านของเธอเองที่ปทุมธานี เมื่อเห็นว่ามวลน้ำยังไหลมาไม่หยุด เธอก็เริ่มเก็บข้าวของ น้องสาวจึงท้วงว่าไม่ต้องขนหรอก ถึงท่วมก็ไม่มาก แต่เธอไม่สนใจ ทยอยเก็บไปเรื่อย ๆ ไม่กี่วันมวลน้ำก้อนใหญ่ก็มาถึงปทุม พอเห็นน้ำเข้ามา น้องสาวถึงได้ตระหนักว่าครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าที่คิด แต่โชคดีที่พี่สาวขนของล่วงหน้าไปมากแล้ว จึงสูญเสียทรัพย์สมบัติไปไม่มาก นับแต่นั้นเธอก็ต้องระเหเร่ร่อน แต่ก็ไม่ได้เป็นทุกข์กับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะทำใจได้กับข้าวของที่สูญเสียไป

ตรงข้ามกับ “เข็ม” บ้านของเธออยู่ที่นครสวรรค์ ซึ่งมักเจอปัญหาน้ำท่วมแทบทุกปี ตอนที่ได้ข่าวว่าน้ำท่วมพิษณุโลกนั้น เธอคิดว่าคงกระทบกับนครสวรรค์ไม่มากนัก จึงไม่ได้เตรียมการรับมือแต่อย่างใด จู่ ๆ วันหนึ่งก็พบว่าน้ำไหลเอ่อท่วมบ้านเธออย่างรวดเร็ว นอกจากโน้ตบุ๊กแล้ว ก็มีของมีค่าอีกไม่กี่ชิ้นที่เธอกับสามีขนออกมาได้ แม้จะกลับไปกู้ข้าวของที่บ้านอีกสองสามครั้ง แต่ก็ได้มาไม่มากเพราะน้ำขึ้นสูงมาก ข้าวของส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ ยังความเศร้าโศกเสียใจให้แก่เธอเป็นอย่างยิ่ง

อุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายเหลือคณานับอย่างที่นึกไม่ถึง  อันที่จริงภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดฝันของคนไทย ก่อนหน้านี้คนไทยจำนวนไม่น้อยพากันปริวิตกว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมา โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าภัยพิบัติจะมาในรูปแบบที่คุ้นเคยและเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ อย่างอุทกภัย คนไทยนั้นคุ้นเคยกับน้ำท่วมจนไม่คิดว่าจะมีอะไรร้ายแรงกว่าปีก่อน ๆ ดังนั้นจึงชะล่าใจและลงเอยด้วยความสูญเสียมากมาย

สำหรับคนที่ไม่ประมาท การเตรียมตัวอย่างเนิ่น ๆ ทำให้ไม่สูญเสียมาก จึงทำใจปล่อยวางได้ ส่วนคนที่ทำใจไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วก็คือผู้ที่ประมาท ไม่ได้เตรียมการใด ๆ ไว้เลย จึงสูญเสียทรัพย์สมบัติจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

อุทกภัยครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญมากมาย ที่เห็นได้ชัดก็คือเราไม่สามารถหลีกหนีวิบากหรือผลกรรมที่เราทำกับธรรมชาติได้ ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เรามิอาจประมาทได้อีกต่อไป อันที่จริงมิใช่แต่ภัยธรรมชาติเท่านั้น แม้ภัยชนิดอื่น ๆ ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน คนทั่วไปนั้นตราบใดที่ภัยยังอยู่ไกลตัวก็มักชะล่าใจ ไม่คิดเตรียมการป้องกัน ครั้นมันจู่โจมถึงตัวก็สายเสียแล้วที่จะรับมือกับมัน อุทกภัยครั้งนี้น่าจะเป็นข้อเตือนใจอย่างแรงว่า อย่าชะล่าใจแม้ภัยยังไม่ประชิดตัว

นอกจากนี้ อุทกภัยครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สอนให้เราตระหนักชัดถึงความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง มันกำลังบอกเราว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ไม่ช้าก็เร็วสิ่งเหล่านั้นต้องพลัดพรากจากเราไป ยิ่งยึดติดถือมั่นมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์

จะว่าไปแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเสมือนการบ้านที่ฝึกให้เรารู้จักปล่อยวาง เมื่อต้องเจอภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า มันสามารถเป็นได้ทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติ (ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงกว่านี้ในอนาคต) และภัยพิบัติที่เกิดแก่ชีวิต จะเป็นภัยพิบัติชนิดใดก็ตาม ล้วนนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งสิ้น ใช่หรือไม่ว่าความสูญเสียที่เกิดจากอุทกภัยครั้งนี้แม้จะมากเพียงใด ก็ยังเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จริงอยู่ บางคนอาจโชคดีที่รอดพ้นจากภัยธรรมชาติครั้งหน้าได้ แต่ภัยพิบัติที่เกิดแก่ชีวิตนั้นไม่มีใครหนีพ้น โดยเฉพาะความตาย วันนี้ถึงเราจะสูญเสียไปมากมาย แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็มีโอกาสที่จะหามาได้ใหม่ แม้สิ้นเนื้อประดาตัว ก็สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้อีกไม่ช้าก็เร็ว แต่เมื่อถึงวันที่เราละจากโลกนี้ไป ไม่ว่ามีเท่าไรก็สูญหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งลมหายใจ

หากเราไม่รู้จักปล่อยวางความสูญเสียจากอุทกภัยครั้งนี้ เราจะทำใจได้อย่างไรเมื่อต้องเจอความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคตโดยเฉพาะในวันสิ้นลม อย่าชะล่าใจเพราะคิดว่าความตายนั้นยังอยู่อีกไกล ผู้ไม่ประมาทย่อมเตรียมตัวเสียแต่วันนี้ โดยอาศัยเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ

 ถ้ารู้จักเก็บเกี่ยวบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เราจะได้ทรัพย์อันประเสริฐที่มีค่ายิ่งกว่าสมบัติที่สูญเสียไปอย่างเทียบกันไม่ได้ 

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

keyboard_arrow_up