แม่ไม่รักผม

“แม่ไม่รักผม!” วิธีวางใจ กับประโยคที่แม่คนไหนก็ไม่อยากได้ยิน บทความจากแม่ชีศันสนีย์

แม่ไม่รักผม
แม่ไม่รักผม

“ แม่ไม่รักผม !” ประโยคปวดใจที่แม่คนไหนก็ไม่อยากได้ยิน บทความจากแม่ชีศันสนีย์

ในบรรดาความรู้สึกทั้งหลาย  “ความรัก” มักเป็นคำที่สร้างให้เกิดเรื่องราวมากมายที่สุด…หากรักกันดี มีความสุข ก็เกิดเรื่องราวดีๆ…แต่ถ้ารักกันไม่ดี ไม่เข้าใจ ความทุกข์ก็ตามมาง่ายๆ ชนิดที่เลี่ยงกันอย่างไรก็ไม่พ้น แม่ไม่รักผม

วันก่อนมีคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งเข้ามาขอคำปรึกษาจากข้าพเจ้าในเรื่องความรัก เธอเล่าให้ฟังว่ามีลูกเพียงคนเดียวและรักเขาอย่างแก้วตาดวงใจ ทำทุกอย่างเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด สุขสบายที่สุด และสมบูรณ์ที่สุด เธอทำงานอย่างหนักทุกวัน วันหยุดวันพักผ่อนแทบไม่เคยรู้จัก อาทิตย์หนึ่งได้คุยกับลูกไม่กี่ประโยคเพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าเล่าเรียนและค่า (ซื้อ) ความสะดวกสบายของลูกเพื่อนๆ ของลูกมีอะไรก็พยายามหามาให้เพื่อให้ลูกมีเหมือนเพื่อนๆ

แต่ปัญหาคือ คุณแม่คนนี้ไม่รู้วิธีที่จะแสดงออกถึงความรักในแบบอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำงานและหาข้าวของดีๆ มาให้ลูกใช้สอย ซึ่งการไม่แสดงออกนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหา เพราะในการมีปากเสียงกันครั้งล่าสุด ลูกชายของเธอตะโกนเสียงดังว่า

“แม่ไม่รักผม!”

คนเป็นแม่หมดแรงทันที และคิดทันทีว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานอย่างหนัก…ยังไม่พอที่จะทำให้ลูกเข้าใจในความรักอีกหรือ การไม่เคยเข้าไปวุ่นวายในชีวิตของลูก ไม่เคยขัดใจลูกเลย…ลูกยังไม่พอใจอีกหรือ ยังว่าแม่ว่าแม่ไม่รักอีกหรือ

คำถามของเธอในบ่ายวันนั้นคือ เธออยากรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรลูกจึงจะรู้ว่าเธอรักและเป็นห่วงเขามากกว่าใครในโลก

“ทำอย่างไรให้ลูกรู้ว่ารัก”

เป็นคำถามที่ดีค่ะ สำหรับคำตอบ…เอาเข้าจริงก็เหมือนกำปั้นทุบดิน

คือถ้าอยากให้ลูกรู้ก็ต้องบอกให้ลูกฟัง และแสดงออกให้ลูกเห็น

แม้จะไม่ชิน ก็ต้องหัดทำ เพราะถ้าไม่ทำ ก็จะแก้ปัญหานี้ไม่ได้

ข้าพเจ้าจึงตอบเธอว่า คุณแม่ต้องทำทุกอย่าง อาจเริ่มตั้งแต่การสบสายตากับลูก การสัมผัส กอด หอม ไปจนถึงการใช้วาจาที่สร้างสรรค์ในบ้าน…ซึ่งทั้งหมดนั้นนับได้ว่าเป็น “ศิลปะ” ทั้งสิ้น

การได้กอดกัน หอมกัน ได้เดินเล่นด้วยกันบ้าง ได้รับประทานอาหารด้วยกันบ้าง จะทำให้เด็กสัมผัสกับความอบอุ่นทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งจะทำให้เด็กพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่เหงา

การได้พูดคุยกันบ่อยๆ จะทำให้ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปของทั้งแม่และลูก ได้แลกเปลี่ยน ได้ปรึกษาซึ่งกันและกัน ทำให้ลูกรับรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะมีแม่อยู่เคียงข้างตลอดเวลา

การปล่อยให้ลูกชายเข้าใจทุกอย่างเองโดยที่แม่ไม่เคยสื่อสารเลยบางทีเด็กอาจจะไม่มีวุฒิภาวะขนาดนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญและที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การสื่อสารกันด้วยสัมมาวาจา พูดคุยกันดีๆด้วยเหตุผล ด้วยความรัก อย่าใช้อารมณ์

สำหรับคุณแม่คนนี้ ประเด็นที่น่าห่วงใยคือ การเข้าใจผิดว่าการให้วัตถุคือการแสดงความรัก

การที่แม่สนับสนุนให้ลูกมี ลูกเป็น เหมือนที่เพื่อนเขามีหรือเป็นนั้น…

วันนี้…คนที่จะเหนื่อยอย่างสาหัสคือตัวแม่เอง

และวันหน้า…คนที่จะดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากก็คือตัวลูก เพราะถูกสั่งสมความคิดในเรื่องของวัตถุอย่างเต็มที่

ตอนนี้ยังไม่สายหรอกค่ะที่แม่ลูกจะหันกลับมาจับเข่าคุย ปรับความเข้าใจกัน และทำให้ลูกรู้ให้ได้ว่า

“ถึงไม่มี…ก็ดีได้” นั้นเป็นอย่างไร

สำหรับคุณลูกๆ ทั้งหลายที่เคย…หรือยังคงมีความคิดว่า “แม่ไม่รัก” จงรู้เถิดค่ะว่า ไม่มีใครไม่รักสิ่งที่เธอเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดเวลาเก้าเดือนหรอกนะคะ แม่ไม่ได้ต้องการให้ลูกเป็นคนเก่ง แต่แม่เพียงแค่หวังให้ลูกเป็นคนดี

สำนึกอย่างนี้ต้องมีในลูกทุกคน เมื่อใดก็ตามที่ลูกมีความสุขแม่จะสุขกว่าหลายเท่า และเมื่อใดที่ลูกมีความทุกข์ แม่จะทุกข์มากกว่าเราหลายเท่า

ขอให้รู้เถิดค่ะว่าแม่ทุกคนรักลูก

อยู่ที่ว่าแม่จะแสดงความรักอย่างไร

keyboard_arrow_up