Dhamma Daily : สวดมนต์อย่างไรให้ได้ผล

สวดมนต์อย่างไรให้ได้ผล
สวดมนต์อย่างไรให้ได้ผล

Dhamma Daily : สวดมนต์อย่างไรให้ได้ผล

มีผู้สงสัยสอบถามกันเข้ามามากในประเด็นเรื่อง สวดมนต์อย่างไรให้ได้ผล พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระอาจารย์ที่ไร่เชิญตะวัน ณ ศูนย์วิปัสสนาเชียงราย ได้เมตตาตอบปัญหา 3 คำถาม เรื่องนี้ไว้ว่า

คำถามที่หนึ่ง: ตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง การสวดมนต์มีประโยชน์อย่างไรบ้างคะ หรือเป็นเพียงแค่อุบายไม่ให้เราฟุ้งซ่าน

ตอบ: ก่อนจะตอบว่าการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างไร ก็ควรทราบก่อนว่าการสวดมนต์มีความเป็นมาอย่างไร

เท่าที่ทราบ การสวดมนต์น่าจะเกิดขึ้นจากประเพณีการเล่าเรียนธรรมะที่สืบเนื่องมาแต่สมัยพุทธกาล ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระสงฆ์จะฟังธรรมจากพระองค์แล้วจำไว้ จากนั้นจะแบ่งกลุ่มกันจำพระพุทธวจนะ เช่น สายพระอานนท์จะจำพระสูตร สายพระสารีบุตรจะจำพระอภิธรรม และสายพระอุบาลีจะจำพระวินัย พระสงฆ์ที่เป็นหัวหน้าสายก็จะมีศิษยานุศิษย์ของตนมากมาย ช่วยกันจำพระพุทธวจนะ ลักษณะการเล่าเรียนพระพุทธวจนะนั้นดำเนินในแบบ “ปาก-ต่อ-ปาก” (มุขปาฐะ) คือ ครูเป็นผู้บอกพระพุทธวจนะ ศิษย์ก็จำต่อจากครู วันรุ่งขึ้นก็นำสิ่งที่จำนั้นไปท่องให้ครูฟัง เมื่อครูเห็นว่าจำได้แล้ว ก็จะมอบพระพุทธพจน์บทใหม่ให้ท่องต่อไป และเพิ่มปริมาณสิ่งที่ต้องท่องจำมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อตอนผู้เขียนยังเป็นสามเณรนั้นยังท่องบทสวดมนต์ด้วยวิธีนี้อยู่ ธรรมเนียมการ “ต่อหนังสือ” แบบมุขปาฐะเช่นนี้เองต่อมาจึงกลายเป็นที่มาของการสวดมนต์ พระพุทธพจน์นั้นเรียกด้วยชื่อสั้นๆ ว่า “มนต์” การเรียน การท่องบ่นมนต์นั้นเรียกว่า การสวดมนต์ และการสวดมนต์นั้นพอทำให้เป็นกิจวัตรบ่อยๆ จนมีเวลาที่ลงตัวแน่ชัด ก็เรียกว่าเป็นการ “ทำวัตร – สวดมนต์” อย่างที่เราใช้กันสืบมาในสังคมไทยทุกวันนี้

คำถามที่สอง: ระหว่างสวดมนต์เป็นภาษาบาลีและภาษาไทย แบบไหนได้บุญมากกว่ากันคะ  

ตอบ: ส่วนที่เราต้องสวดมนต์เป็นภาษาบาลี ก็เพราะมนต์นั้นคือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนด้วยภาษาบาลี เมื่อเรานำเอามนต์ซึ่งจำไว้ด้วยภาษาบาลีนั้นมาสวด ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีตามรูปแบบเดิม เหมือนเรานำเอาภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยกับคนไทย เราก็ยังคงต้องพูดภาษาอังกฤษเหมือนกับภาษาแม่ทุกประการ อย่างไรก็ตาม การสวดมนต์แปลเป็นภาษาไทยก็ได้บุญเหมือนกับสวดเป็นภาษาบาลีเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของการสวดมนต์ นั้นมีหลายประการ เช่น

  1. เพื่อสืบต่อพระพุทธวจนะไว้มิให้เสื่อมสูญ
  2. เพื่อถ่ายทอดพระพุทธวจนะให้แพร่หลายออกไป
  3. เพื่อศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่บันทึกไว้ในรูปบทสวด
  4. เพื่อฝึกสมาธิภาวนา
  5. เพื่อพัฒนาปัญญาให้รู้แจ้งแทงตลอด
  6. เพื่อบำเพ็ญบุญ

คำถามที่สาม: ดิฉันเคยดูรายการธรรมะเกี่ยวกับการสวดมนต์ที่นำเสนอว่า ปัจจุบันการทดลองทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสวดมนต์สามารถทำให้น้ำสกปรกเปลี่ยนเป็นน้ำสะอาดได้ และยิ่งเราสวดมนต์มากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลดีต่อน้ำที่นำมาทดลองมากเท่านั้น ไม่ทราบว่าพระคุณเจ้ามีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง หากดิฉันจะสวดมนต์ใส่น้ำสะอาดให้ผู้ที่เป็นโรคดื่ม

ตอบ: การเสกน้ำด้วยพระพุทธมนต์ เท่าที่คุณเล่ามานั้น ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นรายงานการวิจัยนั้น จึงไม่กล้ายืนยันว่าน้ำพุทธมนต์จะมีอานุภาพถึงเพียงนั้น แต่หากคุณสวดมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิและด้วยจิตบริสุทธิ์แล้วแผ่เมตตาลงไปในน้ำ ก็อาจเป็นไปได้ว่า ด้วยพลังของจิตอันบริสุทธิ์นั้นอาจทำให้ผู้ป่วยที่อาการไม่หนักหนาสาหัสนักทุเลาจากความป่วยไข้ได้ กรณีเช่นนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทั่วไปในชนบทของไทย ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงเสกน้ำให้ลูกหลานประพรมเพื่อความสวัสดีมีชัยและเพื่อความหายเจ็บไข้ได้ป่วย แม้ตอนผู้เขียนยังเด็ก โยมพ่อก็เคย “มนต์น้ำ” ให้ประพรมเวลาเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ

การสวดมนต์คือการสืบต่อ..ถ่ายทอด..เรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระอรหันต์..องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า..การสวดมนต์นั้นกล่าวกันว่า…มีบุญมาก..มีอนิสงค์มาก..เพราะสิ่งที่สวดล้วนเป็นหลักธรรมสำคัญของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น..ยิ่งถ้าผู้สวดมีความรู้…มีความเข้าใจในสิ่งที่สวดด้วยแล้ว..การสวดมนต์ก็อาจอำนวยผลสูงสุดเป็นการบรรลุุภาวะพระนิพพานก็ยังได้..ด้วยเหตุนี้..จึงกล่าวว่า..การสวดมนต์นั้น…สวดเป็นก็เห็นธรรม

 

หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย

เทวดากับการสวดมนต์ เรื่องเล่าถึงเทวดาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

5 ข้อสังเกตที่บอกว่า การสวดมนต์ของคุณนั้น กำลังพาคุณ ห่างไกลจากพระพุทธศาสนา

สวดมนต์ในใจกับการ สวดมนต์ออกเสียง แบบไหนได้บุญมากว่ากัน

Dhamma Daily : เวลาสวดมนต์มักคิดฟุ้งซ่าน อย่างนี้จะได้อานิสงส์จากการสวดมนต์หรือเปล่า

keyboard_arrow_up