ทุกข์ของคนเป็นพ่อ

ทุกข์ของคนเป็นพ่อ เมื่อลูกชายทำให้เป็นทุกข์แสนสาหัส

ทุกข์ของคนเป็นพ่อ
ทุกข์ของคนเป็นพ่อ

ทุกข์ของคนเป็นพ่อ เมื่อลูกชายทำให้เป็นทุกข์แสนสาหัส

เชื่อไหมครับว่า…ก่อนที่จะมาพบพระอาจารย์ ผมได้ทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาในครอบครัวของเรา ไปปรึกษาจิตแพทย์ก็แล้ว ปรึกษาจากญาติ ๆ ที่มีลูกก็แล้ว ทุกฝ่ายต่างแนะนำให้ผมเข้มงวดกับลูกให้มากขึ้น ผิดกับคราวนี้…

พระอาจารย์นวลจันทร์แนะนำให้ลูกชายของผมไปคุยกับลูกศิษย์ของท่านคือ พระเดวิด และคุณจอม ผมนึกเบาใจว่า อย่างน้อยลูกก็จะไม่ได้ยินความรู้สึกที่ผมกำลังจะพูดออกมา เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ คือบทสนทนาระหว่างผมกับพระอาจารย์ ที่ทำให้ผมค้นพบทางออกจากวังวนแห่งความทุกข์

พระอาจารย์ครับ ลูกผมกำลังเรียนอยู่ปีสาม ตอนนี้มีจดหมายจากทางมหาวิทยาลัยส่งมาที่บ้าน แจ้งว่าเขาจะโดนรีไทร์ ผมกับแม่เขาเป็นทุกข์มากเลยครับ”

จริง ต้องแก้กันทั้งสองฝ่ายนะแก้แบบพ่อ แม่ส่วนหนึ่งแก้แบบลูก อีกส่วนหนึ่ง และบางทีก็ต้องแก้เท่าที่แก้ได้ไปก่อน ที่ลูกเป็นอย่างนี้อาจเกิดจากเพื่อนและสังคม จริงโลกไม่ได้น่าอยู่อย่างที่คิดหรอกนะ ปัญหายังต้องเกิดแน่นอน แต่ธรรมะจะช่วยให้เราทุกข์น้อยที่สุด ยิ่งภาวนา ยิ่งทุกข์น้อยลงเรื่อยสุดท้ายจะยอมรับความทุกข์ได้ด้วยความเข้าใจ

ความดิ้นรนทางใจจะน้อยลง ความสงบจะเข้ามาแทนที่ ธรรมะจะเปลี่ยนคลื่นจิตวาจาที่ออกมาจากจิตที่เป็นปกติจะทำให้คำพูดและน้ำเสียงที่ออกมาเป็นปกติ เพราะฉะนั้นก่อนจะไปช่วยลูก พ่อแม่ต้องช่วยตัวเองก่อน”

พอได้ยินพระอาจารย์บอกว่าเรื่องนี้ต้องแก้กันทั้งสองฝ่าย ผมค่อนข้างแปลกใจเพราะที่ผ่านมาทุกคนมักเห็นว่าลูกคือตัวปัญหาและต้องแก้ที่ตัวลูก ผมจึงเริ่มเปิดเผยความทุกข์ใจที่เก็บมานานมากขึ้น

เวลามีความทุกข์เรื่องลูก ผมจะรู้สึกหดหู่ เครียดจนนอนไม่หลับห่วงแต่ว่าเราหาเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ทำงานหนักแค่ไหนลูกก็ไม่เห็นคุณค่า ผมจะใช้ชีวิตท่ามกลางความกดดันแบบนี้อย่างไรดีครับ” 

บางครั้งวิธีที่พ่อใช้จัดการกับลูกยังแคบอยู่ เพราะจิตใจเรายังเศร้าหมอง สุดท้ายพ่อต้องอาศัยกรรมฐาน การดูลมหายใจจะช่วยปรับอารมณ์เราได้ เวลาทำงาน ถ้าเราดูลมหายใจความสุขความทุกข์ก็ไม่มี เป็นภาวะที่สันติแต่ถ้าออกจากลม จิตจะเริ่มคิดถึงปัญหาใจก็วุ่นวายอีก กรรมฐานเป็นการชำระจิตใจให้สะอาด เมื่อใจสะอาดเกลี้ยงปัญญาจะแจ้ง ทางออกของปัญหาก็จะตามมา

บางทีพ่อแม่อาจต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการกับลูกบ้าง ลองนึกถึงฟุตบอลสิ ถ้าเราครองบอลนานอาจถูกคู่แข่งเสียบจนเป็นอันตรายได้ ต้องจ่ายบอลให้ปีกซ้ายบ้าง ส่งคืนกองหลังบ้างเลี้ยงบอลมีเทคนิคอย่างไร  เลี้ยงลูกก็ต้องมีเทคนิคเหมือนกัน เราต้องไม่ครอบครองบอลมากจนเกินไปเพราะอาจทำให้บรรยากาศในครอบครัวอบอุ่นจนร้อนได้  

สุดท้ายต้องบอกตัวเองว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตลูก ไม่ได้เป็นพ่อดั้งแม่เดิมเป็นเพียงพ่อเสริมแม่แต่ง เรามีหน้าที่แค่ช่วยปรับปรุงต่อเติม ตอนนี้ลูกอาจยังไม่เห็นสิ่งที่พ่อทุ่มเททำเพื่อเขาก็ไม่เป็นไร สำหรับพ่อแม่นั้น ถ้าได้ทำเต็มที่แล้ว…ก็จงพอ สักวันลูกจะรู้เองว่า เขาอาจไม่มีพ่อที่ดีที่สุดแต่เขามีพ่อที่รักเขาที่สุด”

ผมกับภรรยาเห็นด้วยกับพระอาจารย์ทุกอย่าง แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้ว่า

พระอาจารย์ครับ เวลาที่ผมกับภรรยาไม่ตามใจ ไม่ซื้อของให้ลูกมักบอกว่าเขาจะไปทำงานผิดกฎหมาย ส่งยาบ้างเล่นการพนันบ้าง เราจะทำยังไงดีครับ”

บางทีถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตเสียบ้าง เขาอาจไม่สำนึก หากทำผิดติดคุกอาจหายซ่าไปเลยก็ได้นะ ส่วนมากพ่อแม่จะคอยปกป้องคุ้มครองลูก ลูกเลยไม่แกร่งไม่เข้มแข็ง แต่ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว จะเกิดอะไรก็ให้มันเกิดไปแม้บทเรียนที่เขาได้รับจะมีราคาแพง แต่คุณอาจจะได้ลูกคนใหม่กลับคืนมา

การเสียบางอย่างไม่ได้แปลว่าสูญเสียทุกอย่าง บางทีอาจเกิดอกุศลขึ้นก่อนแล้ว กุศลค่อยทวนกลับมาให้ผลทีหลัง”

ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่า ที่เราทุกข์เพราะไปยึดเห็นว่าลูกเป็น “ของเรา” ผมจึงเริ่มคิดที่จะปล่อยวางทุกอย่าง ภรรยาผมซึ่งนั่งฟังอยู่นานเอ่ยถามพระอาจารย์บ้างว่า

บางครั้งพ่อแม่อย่างเราก็หมดกำลังใจนะคะ เพราะลูกติดเพื่อนมากเหลือเกินและมักพากันไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไปผับ  บาร์  ปาร์ตี้…”

คนที่ไม่ได้ฝึกสติจะเป็นอย่างนี้ จิตไม่แข็ง ภูมิต้านทานทางจิตใจอ่อนพร้อมจะถูกลากไปทางไหนก็ได้ ในขณะเดียวกันเพื่อนที่เขามีก็ไม่ใช่เพื่อนที่ดี สำหรับลูกพ่อแม่อาจไม่ใช่กัลยาณมิตรของเขา เพราะคลื่นจิตลักลั่นกันเกินไป ทำให้เขารู้สึกว่ามีปัญหาอะไรก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เราต้องคอยให้กำลังใจเขา พูดเชิงบวกเท่านั้น อย่าไปซ้ำเติมเขา…ไม่มีลูกคนไหนได้ดั่งใจตลอดเวลา เลี้ยงลูกนาน อาจทำให้เราเกิดธรรมะสังเวช มีลูกมีผัวก็ไม่ได้ดั่งใจ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะกลับมาเกิด  แก่เจ็บ ตาย มาใช้ชีวิตกันอีก

“เราเป็นพ่อแม่ต้องอดทนอดกลั้น ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมให้ลูกได้รู้จักเพื่อนดี ๆ เหมือนที่พระพุทธเจ้าเทศน์ว่า ควรมีกัลยาณมิตรชีวิตจะได้พบแสงสว่าง”

วันนั้นพระอาจารย์สนทนาแก้ปัญหาให้ครอบครัวของเราจนถึงตีหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เจอหยดน้ำในทะเลทราย แม้ปัญหาจะยังมีอยู่ แต่รู้สึกว่าตัวเองมีที่พึ่งทางใจแล้ว

ระหว่างการสนทนา ผมมองออกไปด้านนอก เห็นลูกชายกำลังเดินจงกรมตามที่คุณจอมแนะนำ ผมใจชื้นขึ้นมาก เพราะมองเห็นทางแล้วว่า พระเดวิดและคุณจอมน่าจะเป็นกัลยาณมิตรให้ลูกชายของผมได้ ผมเริ่มมีความหวังขึ้นมารำไรว่าลูกกำลังจะเปลี่ยนไป…

คลิกเลข 2 ด้านล่างเพื่ออ่านหน้าถัดไป

keyboard_arrow_up