ปริศนาธรรม 3 ประการ จาก พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช

พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช
พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช

ปริศนาธรรม 3 ประการ จาก พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช

ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวไว้ในบทความชิ้นหนึ่งว่า พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช นั้นเป็นจักรพรรดิเป็นมหาราชที่รุกรบชนะไปครึ่งค่อนโลก ทะลุทะลวงมาจนถึงอินเดียแต่อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งพระองค์ก็ทรงแพ้ภัยตัวเองหนีไม่พ้นพญามัจจุราช และก่อนจะสิ้นพระชนม์ได้โปรดให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าโดยรับสั่งให้ทำพินัยกรรมเป็นปริศนาธรรม 3 ข้อ คือ…

ข้อที่ 1 ในงานศพของข้าพเจ้า ขอให้นายแพทย์เป็นผู้แบกโลงศพ

ข้อที่ 2 ขอให้นำเอาทรัพย์สมบัติ ประดามีที่ข้าพเจ้าไปตีชิงมาได้จากบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหมด หว่านโปรยตลอดเส้นทางที่แห่ศพข้าพเจ้าไปยังจิตกาธาน หรือเชิงตะกอน

และข้อที่ 3 ขอให้เอามือของข้าพเจ้าโผล่ออกมานอกโลงทั้งสองข้างในอิริยาบถแบมือ

เมื่อมหาดเล็กได้ยินดังนั้นก็สงสัย จึงทูลถามว่า

“ทำไมจึงโปรดให้จัดการพระศพแตกต่างออกไปจากพระราชามหากษัตริย์ทั้งโลก พระองค์มีพระประสงค์อะไร”

พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์ก็ทรงอธิบายว่า…

“ประการแรก ที่เราขอให้แพทย์เป็นผู้แบกโลงศพของเรานั้น ก็เพราะเราต้องการจะบอกอนุชนคนรุ่นหลังว่า สุขภาพเป็นสิ่งที่เราจะต้องดูแลเอง ต่อให้มีหมอเทวดาเป็นหมอประจำตัว สุดท้ายก็ไม่มีหมอคนไหนยื้อชีวิตของท่านไว้ได้ ดังนั้น โปรดอย่าวางใจว่ามีหมอที่ดีที่สุดอยู่ใกล้มือการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องของเราทุกคน เราจะต้องลุกขึ้นมาตระหนักรู้ แล้วดูแลอย่างดีที่สุดก่อนจะถึงมือหมอ

“ประการที่สอง ที่เราให้หว่านโปรยทรัพย์สินประดามีที่เราไปตีเอามาได้จากบ้านน้อยเมืองใหญ่ครึ่งค่อนโลกนั้น ก็เพื่อจะเตือนคนที่อยู่ข้างหลังว่า ทรัพย์สินทั้งหลายนั้นสุดท้ายต้องส่งคืนโลกหมด ครอบครองไว้ไม่ได้สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน ฉะนั้น หาเท่าที่จำเป็นจะต้องใช้ อย่าครอบครองมากมายจนกองสูงดังภูเขาเลากาเพราะวันหนึ่งคุณต้องทิ้งสิ่งนั้นไปทั้งหมด อย่าทำตัวเป็นพวกบ้าหอบฟาง หาเงินหาทองมาสะสม เสมือนหนึ่งตัวเองจะมีอายุอยู่กินอยู่ใช้ไปสักแปดหมื่นสี่พันปี ทั้ง ๆ ที่ในความจริง มนุษย์เราทั้งหลายอายุเฉลี่ยเต็มที่แค่ 100 ปีเท่านั้น แต่คนที่อยู่ในสภาพอายุถึง 100 ปีก็แทบจะไม่มีแรงใช้เงินใช้ทองแล้ว ฉะนั้น เราไม่ควรจะหมกมุ่น ไม่ควรจะมัว ไม่ควรจะเมาตกเป็นทาสของยศ ทรัพย์ อำนาจ จนหลงลืมแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต

“ปริศนาประการที่สาม ที่ให้เอามือของเราแบออกไปนอกโลงศพนั้นก็เพื่อที่จะบอกว่า เมื่อตอนที่เราเกิดมานั้น เราร้องไห้จ้าและกำมือแน่น หมายมั่นปั้นมือว่าจะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง กำโน่นกำนี่ สารพัดที่จะกำยศก็กำ ทรัพย์ก็กำ อำนาจก็กำ กิน กามเกียรติ เรากำทุกสิ่ง ครอบงำเอาไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ท้ายที่สุด ชั้นแต่ลมหายใจซึ่งบางเบาที่สุดและแทบไม่กินพื้นที่ ก็ไม่มีใครกำเอาไว้ได้ สุดท้ายก็ต้องแบ”

นี่คือปริศนาธรรมเรื่อง “สัพเพ ธัมมานาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”

ปริศนาธรรมทั้ง 3 ประการนี้ สรุปสั้น ๆ ก็คือ

1. ให้หมอแบกโลง เป็นการสอนเราเรื่องการดูแลสุขภาพ พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราชนั้นมีพระชันษาน้อยมาก แค่30 ต้น ๆ ก็สิ้นพระชนม์แล้ว มัวแต่รบทัพจับศึก ไม่ได้ดูแลสุขภาพ เก่งแค่ไหนก็อายุไม่ยืน

2. ครอบครองแค่ไหน เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสมบัติของโลก สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน

3. ต่อให้มีศักยภาพ หยิบจับสัมผัสได้ ครอบครองเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างมากมายล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายก็ต้องปล่อย ถึงเราไม่ปล่อย ธรรมชาติก็จะทำให้เราปล่อยโดยอัตโนมัติ ฉะนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะกำจนแน่น แบ่งซะ ปันซะ ให้ซะ เพราะของที่คุณกำไว้ทั้งหมดในที่สุดมันก็จะหล่นจากมือ แต่ของที่คุณแบ่งปันด้วยการทำบุญทำกุศล สิ่งนั้นจะเป็นทรัพย์สมบัติติดตัวของคุณไป โลกิยทรัพย์ต้องเปลี่ยนเป็นอริยทรัพย์

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ถ้าไฟไหม้บ้านทรัพย์สินสิ่งใดที่เจ้าของหยิบฉวยวิ่งหนีออกจากบ้านที่ไฟกำลังไหม้ นั่นคือทรัพย์สินที่แท้จริงของเขา ส่วนทรัพย์สินมากมายที่กองอยู่ในบ้านแล้วขนออกมาไม่ได้ จะต้องถูกไฟไหม้ทั้งหมด

ฉันใดก็ฉันนั้น ก่อนที่เราจะตาย ทรัพย์สินบรรดามีทั้งหมดที่เราไม่เคยนำเอามาแปรรูปเป็นบุญเป็นกุศลเลย ทรัพย์สินเหล่านั้นจะสูญเปล่าเหมือนทรัพย์ที่ถูกไฟไหม้ ส่วนทรัพย์สินบางอย่างที่เรานำมาเปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม อันนั้นคือทรัพย์สินที่จะติดตัวเราจริง ๆ

…นี่เป็นปริศนาธรรมจากพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช ที่อาตมภาพขอฝากไว้ให้คิด

 

keyboard_arrow_up