ขัดศรัทธา

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ไม่อยากให้คนอื่นงมงาย แต่พูดออกไป ก็ ” ขัดศรัทธา ” เขา

ขัดศรัทธา
ขัดศรัทธา

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: เห็นคนอื่นงมงาย แต่พูดออกไป ก็ ขัดศรัทธา เขา

ถาม :

หากการพูดของเราเป็นการขัดศรัทธาผู้อื่นเราควรพูดแสดงความคิดเห็นออกไปหรือไม่

ตอบ :

ถ้าเราตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่า ศรัทธาที่คนใกล้ชิดของเรามีนั้นเป็นศรัทธาที่ค่อนไปทางงมงาย เราก็ควรห้ามปรามไว้บ้าง มิเช่นนั้นแล้วคงนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวเป็นแน่ ความศรัทธานั้นมีสองอย่าง

(1) ศรัทธาญาณสัมปยุต ศรัทธาที่ประกอบด้วยเหตุผล

(2) ศรัทธาญาณวิปยุต ศรัทธาที่ปราศจากเหตุผล

ศรัทธาที่ประกอบด้วยเหตุผล คือ ศรัทธาที่เกิดจากปัญญาหลังจากได้พิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามแล้วได้ค้นพบว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีแก่นสารจริงๆ วิญญูชนยอมรับได้ ขอให้สังเกตคำว่า “วิญญูชนยอมรับได้” ให้ดีวลีนี้จะคอยทำหน้าที่กำกับการใช้เหตุผลของเราอีกทีหนึ่งว่าถึงแม้เราจะมีเหตุผลเสมอในการเลือกที่จะศรัทธาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เมื่อนำเอาเหตุผลของเราไปเทียบเคียงกับเหตุผลของผู้รู้แล้วมันเข้ากันได้ไหม ถ้าเข้ากันได้ แสดงว่าการใช้เหตุผลของเราเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเรามีเหตุผล ทว่าปราชญ์ทั้งหลายท่านไม่เห็นด้วย ก็แสดงว่าเหตุผลของเรานั้นใช้ไม่ได้

ศรัทธาที่ปราศจากเหตุผล คือ ศรัทธาที่เกิดจากการเชื่อถือเลื่อมใสในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างผิวเผินเพียงเพราะพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกของสิ่งต่างๆ แล้วมองเห็นว่า “เข้าท่า”แล้วก็ศรัทธาอย่างหัวปักหัวปําลงไป เช่น หลายปีก่อนที่คนไทยพากันศรัทธาในจตุคามรามเทพอย่างหัวปักหัวปําเพราะเสียงเล่าลือว่าช่วยให้มั่งคั่งร่ำรวย หรือคนไทยนิยมบูชาพระที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าน่าจะเป็นพระอรหันต์ เพียงเพราะเห็นวัตรปฏิบัติของท่านดูขรึมขลัง ห่มผ้าสีกรัก พูดน้อย ฉันน้อย อยู่ป่า แค่พิจารณาจากภายนอก ยังไม่ได้ศึกษาธรรมะเลยก็ศรัทธาเสียแล้ว ศรัทธาที่ไม่ผ่านกระบวนการทางปัญญาอย่างนี้เองเป็นศรัทธาที่ง่ายต่อการกลายเป็นความงมงาย

ในศรัทธาสองประการดังกล่าวมานี้ ศรัทธาที่ประกอบด้วยเหตุผลจึงเป็นศรัทธาที่ถูกต้อง ส่วนศรัทธาที่ยากจะอธิบายด้วยเหตุผล ทั้งวิญญูชนก็ไม่รับรอง เป็นศรัทธาอันตราย มีโอกาสง่ายมากที่จะถลำพลาดไปกลายเป็นความงมงาย เมื่องมงายก็ง่ายต่อการถูกหลอก คุณควรใช้หลักศรัทธาที่กล่าวมานี้พิจารณาพฤติกรรมของคนใกล้ชิดให้ดีแล้วก็จะรู้เองว่า กำลังอยู่บนเส้นทางบุญที่แท้หรือแค่ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้าบุญกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ชาวพุทธไทยเรานั้น โดยพื้นฐานเป็นคนใจบุญ มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เวลาเห็นใครชวนทำบุญจึงมักใจง่าย ไม่ค่อยใช้ปัญญา การทำบุญโดยใช้ศรัทธานำเพียงอย่างเดียว แม้สิ่งที่ทำจะเป็นกรรมดี แต่ก็ยังมีอันตรายเคลือบแฝงอยู่ เพราะบางทีผู้ที่มาชวนให้ทำบุญนั้นไม่ใช่เนื้อนาบุญจริงๆ เป็นเพียง “กลุ่มผลประโยชน์” กลุ่มหนึ่งที่แฝงตัวเข้ามาอาศัยพระพุทธศาสนาหากินไปวันๆแต่คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเอะใจในเรื่องเช่นนี้ จึงมักตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพเหล่านี้ได้ง่าย ทำไมคนไทยไม่ค่อยเอะใจ ก็เพราะเขานำเสนอตัวเองผ่าน “พระพุทธศาสนา” ซึ่งเรานับถือศรัทธาอยู่แล้วนั่นเอง การที่เรามองไม่เห็นภยันตรายที่แฝงมาในนามของพุทธศาสนาแล้วหลงศรัทธากันง่ายๆ เช่นนี้แหละ ผู้เขียนขอเรียกว่า เป็นการตกอยู่ในท่ามกลาง “ความมืดสีขาว” กว่าจะรู้ตัวก็ถูกต้มเสียเปื่อย


ธรรมะจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี: พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา

หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่

นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected]

keyboard_arrow_up