การชดใช้กรรม

“ การสร้างกรรมดี ” กับ “ การชดใช้กรรม ” ความต่างที่ชาวพุทธมักแยกไม่ออก

การชดใช้กรรม
การชดใช้กรรม

“ การสร้างกรรมดี ” กับ “ การชดใช้กรรม ” ความต่างที่ชาวพุทธมักแยกไม่ออก บทความจากพระไพศาล วิสาโล

พยาบาลผู้หนึ่งเมื่อรู้ว่าคนไข้ของตนอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เธอก็อยากช่วยทำความประสงค์ครั้งสุดท้ายของเขาให้เป็นจริง  นั่นคือ “ขอกลับไปตายที่บ้านท่ามกลางญาติพี่น้อง” การชดใช้กรรม

คนไข้คนนี้เป็นคนยากจน ไม่มีเงินจ้างรถจากหาดใหญ่ไปยังบ้านเกิดที่ชัยภูมิซึ่งไกลกว่าพันกิโลเมตร เธอจึงวิ่งเต้นขอเงินช่วยเหลือจากโรงพยาบาลแต่ก็ยังไม่พอ ต้องเรี่ยไรเพิ่มเติมจากผู้มีจิตศรัทธา ขณะเดียวกันก็ต้องติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลตำบลที่ชัยภูมิเพื่อให้รับช่วงดูแลเขาเมื่อกลับถึงบ้าน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องให้ออกซิเจน เพื่อให้เขาจากไปอย่างสงบ

ทั้งหมดนี้เธอต้องทำเอง เพราะโรงพยาบาลของเธอไม่มีระบบรองรับสำหรับกรณีแบบนี้ งานประจำของเธอก็มากอยู่แล้ว เมื่อมาช่วยเหลือคนไข้รายนี้ให้กลับถึงบ้านด้วยดี ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือความรับผิดชอบ จึงทำให้เธอเหนื่อยมาก เพื่อนหลายคนยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่มีบางคนไม่เพียงยืนดูเฉยๆ แต่ยังพูดว่า สงสัยเธอเคยทำกรรมกับคนไข้คนนี้มาก่อนในชาติที่แล้ว ชาตินี้ก็เลยต้องชดใช้กรรมด้วยการวิ่งช่วยเขาจนเหนื่อยอ่อน

คำพูดดังกล่าวนับว่าน่าสนใจ เพราะระยะหลังมีคนคิดแบบนี้มากขึ้น เคยมีสามีผู้หนึ่งทิ้งงานมาดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยความใส่ใจ เขาทุ่มเทให้กับเธอตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เว้นแม้กระทั่งเช็ดอุจจาระปัสสาวะให้เธอ เพื่อนบ้านหลายคน เมื่อรู้เช่นนี้ก็พูดว่า ชาติที่แล้วเขาคงทำกรรมกับผู้หญิงคนนี้เอาไว้ ชาตินี้จึงต้องมาชดใช้กรรมด้วยการรับใช้เธออย่างลำบากลำบน

 อันที่จริงสิ่งที่พยาบาลและสามีผู้ป่วยทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่เมื่อมองว่าทั้งสองคนกำลังชดใช้กรรม (ไม่ดี) ที่เคยทำในอดีต การกระทำซึ่งควรถือเป็นแบบอย่าง ที่พึงปฏิบัติตามจึงมีสถานะไม่ต่างจากชะตากรรมของนักโทษ ที่กำลังชดใช้ความผิดที่ได้ทำมา คำพูดเช่นนี้แทนที่จะให้กำลังใจเขา กลับเป็นการซ้ำเติมเสียอีก คำถามก็คือ อะไรทำให้ผู้คนมีความคิดเช่นนั้น

คำตอบเห็นจะอยู่ตรงที่ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดเหมารวมว่า เมื่อใดที่ใครก็ตามประสบความยากลำบาก แม้เป็นผลจากการทำความดี ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรมไปเสียหมด แต่เหตุใดจึงไม่มองว่าการทำความดีแม้จะต้องประสบความยากลำบากนั้นเป็นการสร้างกรรมดี หาใช่การชดใช้กรรมไม่ พูดอีกอย่างก็คือ ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากแยกไม่ออกระหว่าง “การสร้างกรรมดี” กับ “การชดใช้กรรม”

การชดใช้กรรมนั้นหมายถึงการ “ถูกกระทำ” หรือจำต้องเผชิญกับสภาพที่ไม่พึงปรารถนาอันเป็นผลจากการกระทำของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (เช่น ขโมยถูกจำคุกเพราะลักทรัพย์หรือคนป่วยหนักเพราะติดเหล้า) ส่วนการสร้างกรรมดีนั้นหมายถึงการ “เลือกที่จะทำดี” ทั้ง ๆ ที่ไม่ทำก็ได้ ดังเช่นพยาบาลและสามีผู้ป่วยที่กล่าวถึง หากจะนิ่งดูดายไม่ยอมขวนขวายช่วยเหลือคนไข้และภรรยาก็ย่อมได้ แต่ทั้งสองกลับเลือกทำสิ่งตรงข้าม ไม่มีอะไรมาบังคับ หรือกระทำให้ทั้งสอง ต้องเสียสละอย่างนั้นนอกจากมโนธรรมสำนึก หรือเมตตากรุณาในจิตใจของตน

 อุปสรรคหรือความยากลำบากนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี ซึ่งช่วยฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้เข้มแข็งและงดงาม หากไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มุ่งมั่นทำความดีจนถึงที่สุด ย่อมถือได้ว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยกจิตใจให้สูงขึ้นในทางตรงกันข้าม หากไม่ยอมทำความดีเพราะกลัวความยากลำบาก นั่นเท่ากับว่ากำลังบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวให้เพิ่มพูนขึ้น

กฎแห่งกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงนำมาตรัสสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทำความดีและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่หากนำกฎแห่งกรรมมาใช้ในทางที่ผิดหรือด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัวไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากเท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดี ดังที่มีคนจำนวนไม่น้อยนิ่งดูดายเมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์ ทั้ง ๆ ที่คนคนนั้นอาจเป็นพี่น้องของตนด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่า หากไปช่วยเขาจะกลายเป็นการแทรกแซงกรรมของเขา หรือทำให้เจ้ากรรมนายเวรของเขามาเล่นงานฉันแทน ผู้ที่คิดเช่นนี้หารู้ไม่ว่าการเฉยเมยนิ่งดูดายเช่นนั้น แท้ที่จริงก็คือการสร้างกรรมใหม่นั่นเอง และเป็นกรรมที่ไม่ดีอันมีวิบากซึ่งตนต้องรับในอนาคต

ความเสียสละเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีความสุขด้วย แม้ทรัพย์จะพร่องไป แม้กายจะเหน็ดเหนื่อย แต่ย่อมได้บุญเพิ่มขึ้น บุญนี้แหละที่ทำให้ใจเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและวันข้างหน้าจวบจนกระทั่งวันสิ้นลม ดังมีพุทธภาษิตว่า“บุญย่อมนำให้เกิดสุขในยามสิ้นชีวิต”

ตรงกันข้าม หากหวงทรัพย์และไม่ยอมเสียสละเพราะกลัวเหน็ดเหนื่อยและลำบากกาย จิตใจย่อมไกลบุญและยากจะซึ้งถึงความสุขใจ เมื่อสิ้นลมก็ไม่มีบุญที่จะช่วยน้อมใจให้จากไปอย่างสงบ

 

เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต

ภาพ : https://pixabay.com


บทความน่าสนใจ

สติปัฏฐาน 4 “กำหนดรู้ด้วยการบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ “

Dhamma Daily : คนที่ดูถูก รังแก ทําร้ายคนอื่นจะได้รับผลกรรมอย่างไร โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Dhamma Daily : แก้กรรมเรื่องความรักตามหลักพุทธศาสนาต้องทำอย่างไร

keyboard_arrow_up