คนเก่ง

ความทุกข์ของคนเก่ง บำบัดได้ด้วยธรรมะ

คนเก่ง
คนเก่ง

ความทุกข์ของ คนเก่ง – DHAMMA THERAPY

พบกับความเป็น “อกาลิโก” แห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าผ่านเรื่องราวของผู้หญิงซึ่งเป็น คนเก่ง คนหนึ่ง เกิดความทุกข์จากการเรียนในต่างแดนและการถูกคุกคามทางเพศโดยไม่คาดฝัน เธอจะหาวิธีคลายทุกข์ได้หรือไม่ ธรรมะจะรักษาใจเธอได้หรือเปล่า โปรดติดตาม

ความทุกข์ของฉันเริ่มต้นมาจากการเรียน…พ่อแม่ของฉันมีลูกสามคน ฉันเป็นคนกลางและเป็นลูกผู้หญิงคนเดียวในครอบครัว บ้านของเราเป็นร้านขายยา ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ไม่ได้บังคับหรือใส่ใจเรื่องเรียนของพวกเรามากนัก เพราะมัวแต่กังวลเรื่องทำมาหากิน

ทว่าในช่วงที่พี่ชายกำลังจะสอบเข้าปริญญาตรี งานของพ่อเริ่มอยู่ตัวจึงมีเวลาดูแลลูกมากขึ้น พ่อพยายามบังคับให้ลูกเรียนในสิ่งที่พ่ออยากให้เรียน คือคณะเภสัชกรรม ในที่สุดฉันจึงต้องสอบเข้าเรียนคณะนี้ตามความปรารถนาของพ่อ แม้จะฝืนใจตัวเองมากก็ตาม

สองปีแรกของการเรียนเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่เมื่อขึ้นปี 4 และได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือคนไข้ ฉันก็เริ่มหลงเสน่ห์คณะนี้เข้าจนได้ สุดท้ายฉันก็เรียนจนจบและได้เห็นพ่อยิ้มแฉ่งด้วยความภาคภูมิใจในวันรับปริญญา

หลังจากทำงานได้ไม่นาน ฉันก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาดที่ซิดนีย์ประเทศออสเตรเลีย

การใช้ชีวิตในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเรียนในต่างประเทศนั้นยากยิ่งกว่า หลังจากที่ฉันส่งหัวข้อเพื่อทำงานวิจัยเสร็จ ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งก็เดินมาบอกว่างานที่ฉันส่งไป หากปรับโครงสร้างอีกนิดก็จะสามารถต่อยอดไปเรียนปริญญาเอกได้เลย

ความทุกข์เข้ามาเยือนชีวิตของฉันตอนนี้เอง…

ฉันมีเวลาเพียง 3 เดือนที่จะปรับโครงงานและปรับโมเดลงานใหม่ หากทำไม่สำเร็จก็หมายความว่า ปริญญาโทฉันก็พลาด ปริญญาเอกฉันก็อด และฉันคงต้องกลับบ้านมือเปล่า

ช่วงเวลานั้นฉันคิด คิด และคิดตลอดเวลา ทว่ายิ่งคิด งานก็ยิ่งไม่ออก ฉันจึงแบกความเครียดนี้ไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าว คุยกับเพื่อน ไปเรียน เข้าห้องน้ำแม้แต่ตอนนอน ฉันก็ยังไม่สามารถหยุดคิดเรื่องงานที่จะทำได้

ระยะเวลา 3 เดือนจึงรู้สึกนานเหมือน 3 ปี…

เมื่อคิดมากเข้า ๆ จนแทบจะกลายเป็นโรคประสาท ฉันจึงลองหาทางออกจากความคิด จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงคำว่า “ว่าง” ที่มักแปะไว้ตามท้ายรถบรรทุก แล้วจึงตัดสินใจลองนั่งสมาธิดู เผื่อจะมีโอกาส “ว่าง” และ“หยุด” ได้บ้าง

ดังนั้นตอนไหนที่ “อยากว่าง” ฉันก็จะหันกลับมานั่งสมาธิทุกครั้ง หลังจากนั้นฉันเริ่มหันมากินเจและถือศีล 5 ในวันเกิด และถือศีล 8 ในช่วงเข้าพรรษา

เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ฉันยังคงทำสมาธิทุกวันและเกือบทุกเวลา แล้ววันหนึ่งขณะกำลังอาบน้ำ ฉันก็เกิดอาการ “ปิ๊ง” ขึ้นมา พร้อมกับสามารถเขียนโมเดลออกมาได้ในที่สุด

และแล้วความทุกข์เรื่องการเรียนก็ผ่านไป แต่ความทุกข์อีกอย่างก็มาเยือนจนได้…

วันหนึ่งขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ในห้องพัก พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำตึกก็ขึ้นมาเคาะประตูห้อง พร้อมกับบอกว่าจะขึ้นมาดูห้องของฉันเพราะจะปรับปรุงตึกใหม่

ฉันเปิดประตูให้เขาเข้ามา ก่อนจะคุยโทรศัพท์กับเพื่อนต่อ และโดยไม่ทันจะรู้ตัว ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาประชิดตัวจนได้กลิ่นลมหายใจของเขาซึ่งมีแต่กลิ่นเหล้า!

“คุณจะทำอะไร นี่เพื่อนฉันยังอยู่ในสายนะ!” ดูเหมือนเขาจะได้สติ จึงถอยออกไป ก่อนจะยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ฉันหวาดกลัว ฉันรีบวิ่งหนีออกจากตึก พร้อมกับร้องไห้โฮออกมา

ตั้งแต่วันนั้นฉันก็จมอยู่กับอาการหวาดระแวง วันใดเจอคนที่อายุเท่าชายคนนั้นมาใกล้ ๆ ฉันจะเริ่มหายใจไม่ออกตัวแข็งเป็นหิน ทำอะไรไม่ถูก

เพื่อนทุกคนช่วยส่งเรื่องไปถึงมหาวิทยาลัยและพาไปแจ้งความ สุดท้ายชายคนนั้นก็ถูกไล่ออก ส่วนฉันถูกส่งตัวไปเยียวยากับจิตแพทย์ซึ่งใช้เวลากว่าสองเดือนอาการจึงดีขึ้น…

หลังเรียนจบและเดินทางกลับประเทศไทย ฉันได้ไปทัวร์ที่ประเทศอินเดียและมีโอกาสได้รู้จักกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ที่นั่น เมื่อกลับมาแล้ว ฉันก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของ วงด้วงแมง ซึ่งเป็นทีมนักร้องประสานเสียงธรรมของลูกศิษย์พระอาจารย์

วันหนึ่งพระอาจารย์ไปเทศนาประกอบเสียงธรรมในงานจิตตนคร ซึ่งจัดขึ้นที่สยามพารากอน ในวันนั้นมีการร้องประสานเสียงเพลง “ครึ่งหนึ่งของชีวิต” ของ คุณเสาว-ลักษณ์ ลีละบุตร และพระอาจารย์ก็ได้พูดถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดว่า “คนเราเกิดมาก็เรียนหนังสือ ชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี โท เอก หลังจากนั้นก็แต่งงาน มีลูก ตาย แล้วเกิดอีก…” ท่านพูดอย่างนี้วนไปวนมาสามรอบ จนฉันต้องถามตัวเองว่า “เราจะเป็นแบบนี้ไปอีกกี่ชาติกัน”

เมื่อเริ่มร้องเพลงประสานเสียง น้ำตาฉันก็ค่อย ๆ ไหลออกมา พร้อมกับเห็นว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา ฉันมัวแต่ทำทุกอย่างตามโลก พ่อบอกให้เรียนเภสัช ฉันก็เรียน พอทำงานแล้วเห็นว่าวุฒิปริญญาตรีไม่พอจึงดั้นด้นไปต่อโทต่อเอกตามค่านิยมของสังคม…ฉันมัวแต่ค้นหาสิ่งประดับตัวภายนอกจนลืมสำรวจภายในใจตัวเอง

ดังนั้นตั้งแต่นี้ไป ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เหลือ ฉันจึงขอเดินทางธรรม คำว่า “รักแท้” ในเพลง อาจหมายถึงความรักระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง แต่สำหรับฉัน มันหมายถึงรักของคนคนหนึ่งที่ออกไปค้นหาสัจธรรมความจริง  เพื่อช่วยเหลือตนเองและคนอื่น ๆ น้ำตาของฉันไม่ใช่น้ำตาจากความทุกข์ หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขที่ได้รู้ว่าครึ่งชีวิตที่เหลือ ฉันจะใช้มันอย่างคนที่ค้นพบ “รักแท้” แล้ว

ตั้งแต่วันนั้นชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะภายในใจที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ฉันไม่ได้ทุกข์น้อยลงหรือสุขมากขึ้น เพียงแต่ “ได้ทำความรู้จัก” กับความทุกข์ความสุขมากขึ้นและตัดได้เร็วขึ้นเท่านั้น

จากคนที่เคยให้ค่าตัวเองด้วยการเอาสลิปเงินเดือนมาโชว์พ่อเสมอว่าได้เงินมากแค่ไหน วันนี้คุณค่าของชีวิตฉันไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินอีกแล้ว แต่มันมาจากคุณค่าของงานที่ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

ขอบคุณธรรมะที่ทำให้ฉันได้พบ “รักแท้” ในที่สุด


เรื่อง ทานหญ้า  เรียบเรียง ผั่นพั้น 


บทความที่น่าสนใจ

ลาก่อนความทุกข์ 4 วิธีรับมือกับความทุกข์ในตัวคุณ

อย่ากลัวความทุกข์ แต่จงก้าวข้ามความทุกข์

ดิฉันควรจะทำอย่างไรจึงจะ หลุดพ้นจากความทุกข์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์อีกคะ

วันหยุด แต่ทุกข์ไม่ยอมหยุด – วิธีรับมือกับความทุกข์อย่างมีชั้นเชิง

keyboard_arrow_up