วิชาลำบาก ยากจน ขาดแคลน (2)  : พระราชญาณกวี

เมื่อเห็นชาวพม่า  เขมร  ลาว  เข้ามาใช้แรงงานในประเทศไทยนับล้าน ๆ คนแล้ว  ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า  คนไทยหายไปไหน  ประเทศของเราขาดคนทำงานไปแล้วหรือ

ในเมื่อค่าแรงต่ำ  คนไทยรับไม่ได้  เราก็ควรทำค่าแรงให้สูงพอเพื่อให้คนงานไทยอยู่ได้  เงินทองจะได้ไม่ไหลออกนอกประเทศกำไรของผู้ประกอบการแต่ละแห่งก็สูง ๆ ทั้งนั้น  ทำไมคนงานไทยจึงไม่มีงานที่ให้ค่าแรงดี ๆ บ้าง  คนไทยด้วยกัน  เราจะกดขี่กันไปทำไม

เมื่อเป็นเช่นนี้  คนงานไทยก็ต้องหนีไปทำงานต่างประเทศเพื่อจะได้ค่าแรงมากกว่า  ส่วนผู้ประกอบการก็หาแรงงานขั้นต่ำราคาถูก เช่น พม่า มาทดแทน  แต่ถึงอย่างไรก็ยังกดขี่ค่าแรงเขาอยู่ดี เพียงเพื่อจะให้ได้ผลประกอบการตัวเลขสวย ๆ สูง ๆ  ในขณะที่คุณค่าความเป็นมนุษย์ผู้ทำงานหนักกลางแดด  เสี่ยงภัย  ยังคงไร้ค่าลำบาก  ยากจน  ขาดแคลนอย่างไรก็คงเป็นเช่นนั้น  ที่ทนทำก็เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

โลกใบนี้จะร่มเย็นเป็นสุขกว่านี้แน่  หากเราช่วยเหลือแบ่งปันให้คนทำงานหนักได้อิ่มท้องและมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น  สวัสดิการชีวิตของคนเหล่านี้อยู่ในขั้นเลวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่พักและพาหนะขนส่งทั้งแออัด  เสี่ยงภัย  ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง  เพราะนายจ้างเห็นแก่ตัว  เอาแต่ประโยชน์ตนเป็นหลัก  ทั้ง ๆ ที่ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการเสี่ยงชีวิตของแรงงานทั้งสิ้น

ข้าพเจ้ารู้สึกอดสูใจเมื่อเห็นความเหลื่อมล้ำของนายจ้างกับลูกจ้างที่แบ่งชนชั้นกันจนเกินไป  ทั้งที่ความจริงต่างฝ่ายต่างก็พึ่งพิงอิงอาศัยกันจึงจะสามารถเนรมิตงานใหญ่ให้สำเร็จได้  ฉะนั้นก็ไม่ควรจะกดขี่  เอารัดเอาเปรียบกันจนเกินไป

แม้ชีวิตชาวนา  ชาวไร่  ชาวสวนก็เช่นกัน  เราพูดว่าประเทศไทยส่งข้าวออกมากที่สุดในโลก  แต่เหตุใดคนทำนาจึงยากจนที่สุดในประเทศนี้  แล้วใครร่ำรวย  ใครเอาเปรียบ  เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้  แต่เกิดมาแล้วนับร้อยปี  และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปในอีกร้อยปีข้างหน้า  หากจิตสำนึกของคนกลางที่ทำนาบนหลังคนยังไม่ยอมเปลี่ยน

ใครจะปฏิรูปประเทศไทยอย่างไรก็ทำไป  แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าอยากให้หันกลับมาดูคือ  วิชาลำบาก  ยากจน  ขาดแคลนของคนชั้นล่าง  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาถูกกระทำ  ถูกกำหนดให้เป็นเช่นนั้นในขณะที่คนอีกพวกหนึ่ง  เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการพบเจอวิชานี้  อยากหนีให้ไกล  มองเห็นเป็นเรื่องต่ำต้อย  ทั้ง ๆ ที่เป็นวิชาที่ทรงคุณค่า  มีปรัชญาในการสร้างคนอย่างสมบูรณ์แบบ

เพียงเพราะเห็นตัวอย่างของคนที่ถูกกระทำให้ลำบากยากจน  และขาดแคลนกับตาแล้วรับไม่ได้  จึงเพิกเฉยต่อการฝึกเยาวชนด้วยวิธีการเช่นนี้ไปเสีย…  ช่างน่าเสียดายจริง ๆ 

keyboard_arrow_up