เรียนรู้วิธีชักสะพานหนีคนรัก – เยียวยาปัญหารักด้วยธรรม

หยุดเพื่อถึง 

เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

 

ข้าพเจ้ามักพูดเสมอว่า ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตงอกงาม ด้วยว่ามันประจักษ์แจ้งอยู่ในใจเสมอมา ทว่าก็ต้องรักให้เป็น จึงจะไม่เป็นทุกข์

แน่นอนว่า…เป็นประโยคที่พูดง่าย…แต่ทำยาก

เวลาที่เราต้องการเข้าใจใครสักคนหนึ่ง ถ้าขาดรัก เราจะพบว่าความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นได้ยากจริงๆ

บนเส้นทางชีวิต ข้าพเจ้าเคยแสวงหาความรักมาโดยตลอด

ในวันวานที่อยู่ในบ้านซึ่งมีแม่เลี้ยงดูอยู่คนเดียว

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต แม่จะมองข้าพเจ้าด้วยความเข้าใจที่อยู่บนพื้นฐานของความรักเสมอ ข้าพเจ้าจึงได้เรียนรู้ว่า ความรักนำมาซึ่งความปลอดภัย และไม่เคยนำให้เราไหลไปสู่ความเสื่อม

ถึงแม้ว่าบ้านของเราจะไม่มีสัญลักษณ์ของคำว่า “ครอบครัว” ที่มี “ผู้ชายที่แม่รัก” หรือ “พ่อ” อยู่ในบ้าน แต่ความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ ของแม่ก็ทำให้ข้าพเจ้าไม่เคยขาดรักเลย

และเมื่อวันหนึ่งที่ความรักเข้ามาทักทายชีวิตของข้าพเจ้า…

ความรักที่เริ่มต้นบนหนทางที่ไม่ถูกต้อง ย่อมยากที่จะมีความอาจหาญ และนำพาความทุกข์มหาศาลมาสู่ ข้าพเจ้าจำต้องปฏิเสธคนที่รัก แต่ไม่ได้ปฏิเสธความรัก ทว่ามันก็ยากยิ่งนัก ในเวลาที่เราไม่มีสติปัญญาที่แข็งแกร่งพอ จึงทำให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ท่ามกลางความรัก

แต่ถ้ารักจริงต้องรักซ้อนรักให้ได้ หมายความว่า…ถ้ารักจริงเรายังรักในคนที่เรารักได้ แต่ต้องยกรักนั้นให้อยู่เหนือความเห็นแก่ตัวไม่เข้าไปครอบครอง จับจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ซึ่งต้องอาศัยการภาวนากับความรัก

ถ้าเรามีความรักแล้วเราได้ภาวนากับความรัก จะเห็นว่าความรักจะยังมีอยู่ แม้สิ่งที่เรารัก คนที่เรารัก จะไม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ตาม

ข้าพเจ้าได้เรียนรู้กับการต้องสละคนที่รักแล้วรักตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะยกความรักของเราให้อยู่เหนือความเห็นแก่ตัวให้ได้

การ หยุด จึงกลายเป็นการไป ถึง ในคนที่เรารัก

การ หยุด จึงหมายถึงการไป ถึง คนที่เรารักในมิติทางสติปัญญา

ฉะนั้นรักจึงขาดสติปัญญาไม่ได้ เพราะเราจะไปไม่ถึงคนที่เรารัก

ถ้ารักอย่างไม่มีสติปัญญา…ก็เท่ากับหลง

และเมื่อหลง…จะถึงได้อย่างไร

ในทางตรงกันข้าม ยิ่งถ้าเราฉลาดและเก่งที่จะแย่งชิง เราก็จะหลงลึก และสิ่งที่เราได้มานั้นก็ไม่ใช่ของจริง และยิ่งจะนำความทุกข์ยากมาสู่เราและคนที่เรารัก

จงกล้าหาญที่จะรักอย่างคนที่ไม่ปฏิเสธคนที่รัก แต่ต้องภาวนากับความรักและยกสิ่งนี้ให้อยู่เหนือความเห็นแก่ตัวให้ได้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายคือ…ความสุขอย่างเป็นอิสระ

ถ้าเรารักใครแล้วสิ่งนั้นไม่ถูกต้องโดยธรรม พระพุทธองค์ทรงสอนให้ชักสะพานหนี เพราะฉะนั้นการชักสะพานหนีในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจึงคือการ หยุดเพื่อถึง โดยไม่ต้องมีสะพาน…ที่จะทำให้เราต้องไปทุกข์ทรมานบนสะพานนั้น และก็ไม่จำเป็นต้องถึง ด้วยว่ามันไม่ใช่สะพานแห่งสติ หากแต่เป็นสะพานแห่งราคะ จึงจำเป็นต้องชักสะพานแห่งราคะออก เราจึงจะก้าวพ้นและถึงความเป็นอิสระในรักอย่างแท้จริง

เพื่อความรักที่ยิ่งใหญ่…ที่อยู่เหนือเงื่อนไขของความเห็นแก่ตัว

แม้ไม่ได้ครอบครองคนที่รัก แต่ใจที่เปี่ยมสุขที่ได้รักนั้น…อยู่กับเราตลอดเวลา

keyboard_arrow_up