บทความเตือนใจ

เมื่อความสุขหลุดลอยไป บทความเตือนใจ จาก พระไพศาล วิสาโล

บทความเตือนใจ
บทความเตือนใจ

เมื่อความสุขหลุดลอยไป บทความเตือนใจ จาก พระไพศาล วิสาโล

บทความเตือนใจ นี้ เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret

ความสุขนั้น ใคร ๆ ก็ปรารถนา แต่เคยสังเกตไหมว่า ทันทีที่เราอยากได้ความสุข ความสุขกลับเลือนหาย ยิ่งอยากได้ความสุขมากเท่าไร เรากลับมีความสุขน้อยลง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุผลนั้นมีหลายประการ ทุกครั้งที่เราอยากมีความสุข เรามักจะนึกถึงสิ่งที่เรายังไม่มี เช่น เงิน รถยนต์ ชื่อเสียงความสำเร็จ หรือสิ่งที่ยังไปไม่ถึง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว แต่พอคิดเช่นนั้น เราก็จะรู้สึกไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันทันที เพราะตรงนี้เดี๋ยวนี้ไม่มีสิ่งที่เราอยากได้ อีกทั้งไม่ใช่ที่ที่เราอยากไปถึง

ทั้ง ๆ ที่สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันอาจให้ความสุขแก่เราอยู่แล้ว เช่น บ้านที่สะดวกสบาย ร่างกายที่ไม่ป่วยไข้ พ่อแม่และคนรักที่รู้ใจ แต่ความสุขเหล่านี้กลับถูกเรามองข้าม เพียงเพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ หรือไม่ใช่สิ่งที่เราอยากไปถึง ใช่แต่เท่านั้น เมื่ออยากได้สิ่งที่ยังไม่มีเราก็ต้องดิ้นรนหามันมาให้ได้ ระหว่างที่ดิ้นรนนั้นก็รู้สึกเป็นทุกข์ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้มันมา ยิ่งมีคู่แข่งมากมายด้วยแล้วจะมีความสุขได้อย่างไร

กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ทันทีที่เราอยากได้ความสุข เราจะไม่เห็นความสุขที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะใจนั้นมัวจดจ่อกับความสุขที่อยู่ข้างหน้า แค่นั้นก็ทำให้ความสุขเลือนหายไปจากใจแล้ว คนส่วนใหญ่ที่อยากมีความสุขนั้น ที่จริงเขามีความสุขอยู่แล้ว แต่มองไม่เห็น เพราะเอาแต่มองออกไปนอกตัว เขามองข้ามปัจจุบัน ฝากความหวังไว้กับอนาคต จึงเสียโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวความสุขที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ ความอยากทำให้เราขวนขวาย และยิ่งขวนขวายไขว่คว้าความสุขมากเท่าไร มาตรฐานความสุขที่เราตั้งเอาไว้ก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น คนที่เข้าคิวรอกินอาหาร ยิ่งคิวยาวเท่าไร ความคาดหวังในรสชาติของอาหารก็สูงมากเท่านั้น ครั้นได้กินแล้ว แม้รสชาติจะอร่อย แต่หากไม่ถึงขีดที่ตั้งความหวังเอาไว้ ก็ย่อมไม่พอใจ อาหารราคา 50 บาทซื้อจากร้านข้างถนนกินแล้วรู้สึกว่าอร่อย ครั้นไปโรงแรมระดับห้าดาวสั่งอาหารอย่างเดียวกัน แม้รสชาติจะเหมือนกับร้านข้างถนนที่เคยกิน แต่คราวนี้กลับรู้สึกว่าไม่อร่อยแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะคาดหวังว่ามันต้องอร่อยกว่านั้น เนื่องจากอุตส่าห์ยอมจ่ายถึง 300 บาท

คนที่อยากได้ความสุขมาก ๆ มักเจอปัญหาอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ยิ่งอยากได้ความสุข ก็ยิ่งนึกถึงแต่ตัวเอง คิดแต่ว่าทำอย่างไรตนถึงจะมีความสุขมาก ๆ ความคิดเช่นนี้ทำให้ไม่สนใจคนอื่น จนอาจถึงขั้นไร้น้ำใจต่อคนรอบตัว เท่านั้นไม่พอ ยังอาจเรียกร้องความสุขจากคนอื่น ๆ อีกด้วย จึงเป็นที่ระอาของผู้คน ใคร ๆ ก็ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย ผลที่ตามมาก็คือ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไอริส มอสส์ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ พบว่ายิ่งผู้คนให้ความสำคัญกับความสุขมากเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง โดยเฉพาะเวลามีเรื่องเครียดเกิดขึ้น

สิ่งที่ตามมาควบคู่กันก็คือ ความรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นคนอื่นมีความสุขมากกว่า งานวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า มีผู้คนถึง 1 ใน 3 มีความสุขน้อยลง หรือมีความทุกข์มากขึ้นเมื่อใช้เฟซบุ๊ก เนื่องจากเห็นเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักมีความสุข เพราะได้ไปเที่ยวต่างประเทศ กินอาหารตามห้างดัง  หรือร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ฯลฯ  ในขณะที่ตนเองต้องอยู่บ้าน  ทำงาน หรือเตรียมสอบ อันที่จริงการอยู่บ้านหรือที่ทำงานไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่เลย แต่พอเห็นคนอื่นมีความสุข ก็พลอยทำให้ตนเองเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เพราะไม่ได้สุขเหมือนเขา

ศานติเทวะ ปราชญ์มหายานชาวอินเดียเคยกล่าวว่า “ความทุกข์ใดในโลกหล้าล้วนมาจากความปรารถนาให้ตนเองเป็นสุข” สอดคล้องกับ ซอโฟคลีส นักคิดชาวกรีกซึ่งกล่าวว่า “ยิ่งพยายามมีความสุขมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขน้อยลงเท่านั้น” นี่ก็ทำนองเดียวกับคนที่อยากได้ความสงบ ที่ยิ่งจะมีความสงบน้อยลง เพราะเมื่ออยากได้ความสงบ ก็ยิ่งไม่ชอบเสียงรบกวน และยิ่งไม่ชอบเสียงรบกวน ก็ยิ่งเป็นทุกข์เพราะเสียงนั้นมากขึ้น แค่เสียงรบกวนนิดหน่อยก็สามารถทำให้เขาหงุดหงิดรำคาญขึ้นมาได้ ตรงข้ามกับคนที่ไม่หมายมั่นความสงบ แม้มีเสียงรบกวน เขาก็ไม่รำคาญ จิตใจยังคงเป็นปกติ จึงพบความสงบใจได้ไม่ยาก

คนที่อยากได้ความรักมักลงเอยด้วยการไม่ได้รับความรัก เพราะเมื่ออยากได้ความรักจากใคร ก็มักคาดคั้นหรือเรียกร้องความรักจากเขา ได้แล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะไม่มากเท่าที่ต้องการ ก็ยิ่งเรียกร้องอีก ทำให้อีกฝ่ายอึดอัดและระอาใจ ใช่แต่เท่านั้น เวลาเห็นเขาให้ความสนใจหรือให้ความรักแก่คนอื่น ตนเองก็จะรู้สึกอิจฉาและโกรธขึ้ง อาจถึงกับอาละวาดอีกฝ่ายด้วยความหึงหวง เมื่อเป็นเช่นนี้หนักเข้า อีกฝ่ายก็ย่อมรู้สึกเหนื่อยหน่ายและหมางเมินเหินห่างในที่สุด

ตรงกันข้าม คนที่ไม่ได้ต้องการความรักจากใครกลับมักได้รับความรักจากผู้อื่น เพราะเขาไม่คิดเรียกร้องความรักจากใคร ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ใส่ใจคนอื่น คอยช่วยเหลือเกื้อกูล จึงมักเป็นที่รักของผู้อื่น

อยากได้อะไรกลับไม่ได้สิ่งนั้นฉันใดก็ฉันนั้น ยิ่งอยากได้ความสุขกลับไม่ได้ ครั้นไม่อยากได้ความสุขกลับได้

ดังนั้นใครที่อยากมีความสุขควรวางความอยากลงเสีย แล้วหมั่นทำความดี นึกถึงผู้อื่นให้มาก ๆ ลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง เมื่อนั้นความสุขก็จะมานั่งในหัวใจเราเอง

“ความสุขใดในโลกหล้าล้วนมาจากความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข” เป็นวาทะอีกตอนหนึ่งของศานติเทวะที่เตือนใจเราได้เป็นอย่างดี

 

keyboard_arrow_up