จุดจบของโจรขโมยศรัทธา

จุดจบของโจรขโมยศรัทธา ถึงเวลาที่กรรมตามทัน | เรื่องเล่าจากผู้อ่าน

จุดจบของโจรขโมยศรัทธา
จุดจบของโจรขโมยศรัทธา

จุดจบของโจรขโมยศรัทธา 

ยายของฉันเป็นคนชอบทำบุญมาก ทุกๆ เช้ายายจะตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อทำกับข้าวไปใส่บาตรทุกวัน พอถึงวันพระ ยายจะนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลที่วัดหรือถ้ามีกิจกรรมงานบุญนอกเหนือไปจากนี้ ยายก็ยินดีช่วยเหลือทั้งหมด ถ้าช่วยเป็นกำลังกายไม่ได้ ยายก็พร้อมช่วยเป็นกำลังทรัพย์แทน

ยายบอกฉันเสมอ ๆ ว่า ถึงยายจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ถ้าเรื่องบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยายช่วยเต็มที่ ยิ่งถ้าเรื่อง“เททองหล่อพระพุทธรูป” ด้วยแล้ว ยายจะมีศรัทธามาก เพราะครั้งหนึ่ง หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ได้เคยเทศน์ไว้ว่า

“ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี หรือใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ และจะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน”

ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจังทำให้ยายถึงกับเปิดพระไตรปิฎกสืบค้นกลับไปถึงครั้งพุทธกาล ซึ่งความพยายามของยายก็ไม่สูญเปล่า เพราะในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปไว้จริง ๆ เช่น ได้เกิดเป็นนางฟ้า เทวดาเศรษฐี ฯลฯ และถ้ายิ่งทำบุญด้วยทองคำด้วยแล้วยิ่งดีนัก เพราะเป็นธาตุที่เลิศที่สุดในวัตถุทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีคนมาบอกบุญชวนไปงานหล่อพระพุทธรูปทีไร ภาพที่ฉันจำได้แม่นก็คือ ยายจะรีบหาขันทองเหลือง กำไลเงินเข็มขัดนาก แหวนทองคำ หรือโลหะมีค่าสักชิ้น ฯลฯ ไป “หลอมรวม” กับน้ำทองหล่อพระพุทธรูป

ยายเชื่อว่า การร่วมบุญแบบนี้จะให้อานิสงส์สูงสุด เพราะเป็นการทำทานสละสมบัติส่วนตน และทำให้ปล่อยวางได้ไม่ยึดติด ไม่ครอบครอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสตามยายไปหล่อพระพุทธรูปที่วัดแห่งหนึ่ง สิ่งที่ฉันเห็นก็คือ นอกจากยายของฉันซึ่งได้นำแหวนทองคำมาร่วมบุญแล้ว ยังมีลุงป้าน้าอาอีกหลายสิบคนที่ทยอยนำโลหะมีค่ามาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น บ่งบอกถึงศรัทธาอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา

ระหว่างที่ฉันกำลังมองกองโลหะสูงพะเนินเทินทึกด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่นั้นยายก็หันมาพูดว่า

“หนูรู้ไหม เคยมีคนใจบาปแอบขโมยทองหล่อพระพุทธรูปไปด้วยนะลูก… “ เรื่องเกิดขึ้นสมัยยายยังสาว ๆ ในงานหล่อพระพุทธรูปประธานที่วัดแห่งหนึ่ง วันนั้น ‘ลุงผล’ ซึ่งเป็นกรรมการวัดกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่พอดี ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แกจึงแอบหยิบสร้อยทองเส้นเขื่องที่ญาติโยมนำมาถวายไปเส้นหนึ่ง หวังจะนำไปขายหาเงินมาใช้หนี้

“แน่นอนว่าไม่มีใครรู้…และพิธีหล่อพระก็ดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จ “ ทว่าในคืนนั้นเอง อยู่ ๆ บ้านของลุงผลก็เกิดไฟไหม้ขึ้นกลางดึก แม้ทุกคนในบ้านจะหนีตายออกมาทัน แต่ด้วยความเสียดายสร้อยทองเส้นเขื่องที่แอบขโมยมาลุงผลจึงย้อนกลับเข้าไปในบ้าน หมายจะหยิบสร้อยทองออกมาให้ได้ แต่ขณะที่วิ่งกลับออกมา เสาต้นเขื่องก็เกิดล้มลงมาพาดประตูเสียก่อน ลุงผลจึงติดอยู่ในบ้านทันที

“กว่าที่นักดับเพลิงจะฝ่าเปลวไฟเข้าไปช่วยได้ ลุงผลก็ถูก ‘ไฟครอก’ จนตัวไหม้ดำมือไม้หงิกงอ ไม่ได้สติแล้ว เหลือเพียงลมหายใจรวยรินและสร้อยทองเส้นเขื่องที่กำไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหล่นหายไป!

“ลุงผลอยู่โรงพยาบาลได้เพียง 3 วันก็สิ้นใจ เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว“

หลังงานศพเสร็จสิ้น ป้านันผู้เป็นภรรยาก็ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวของลุงผลให้ญาติ ๆ ฟัง เพราะลุงผลมาเข้าฝันบอกว่าต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่คนทั่ว ๆ ไป ป้านันเล่าด้วยน้ำตานองหน้าว่า เย็นวันที่เกิดเรื่อง หลังกลับจากวัดลุงผลแอบกระซิบให้ป้านันฟังว่า แกขโมยสร้อยทองมา หวังจะขายใช้หนี้

“แทนที่ป้านันจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย แกกลับขอร้องให้ลุงผลนำสร้อยไปคืน เพราะถึงแม้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหน แกก็ต้องการให้ช่วยกันทำมาหากิน ช่วยหาเงินกันไปมากกว่าจะทำบาปแบบนี้

“คำพูดของป้านันได้ผล เพราะลุงผลตั้งใจว่าจะนำสร้อยทองไปคืนหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น ทว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาเสียก่อนอย่างไรก็ดี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสำคัญที่สุด ป้านันตัดสินใจนำสร้อยทองเส้นนั้นไปถวายคืนหลวงพ่อแทนลุงผล พร้อมกับปวารณาตนขอรับใช้ศาสนาอย่างไม่มีกำหนด ด้วยความตั้งใจว่าจะอุทิศผลบุญนั้นแก่ลุงผล เผื่อว่าเวรกรรมจะเบาบางลงบ้าง”

ฉันฟังเรื่องของลุงผลแล้วก็นึกสยดสยองแทนไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ที่ถูกเปลวไฟแผดเผาทั้งเป็นจะเจ็บปวดทรมานสักเพียงไหน…คงไม่ต่างจากโลหะมีค่าที่ถูกหลอมด้วยความร้อนนั่นเอง

นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า เวรกรรมตามทัน! เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คงไม่มีใครกล้าขโมย “ศรัทธา” ของใครอีกเป็นแน่

 

เรื่อง ปลายเทียน

Image by Peggy und Marco Lachmann-Anke from Pixabay

keyboard_arrow_up