พระโพธิสัตว์เดินดิน (1)

พระโพธิสัตว์เดินดิน (1)

พระโพธิสัตว์เดินดิน (1)
พระโพธิสัตว์เดินดิน (1)

เรื่อง ว.วชิรเมธี ภาพ ตั๋ง ตั๋ง 

 

พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่กำลังบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดเพื่อบรรลุพระโพธิญาณในอนาคต เมื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้วสถานภาพพระโพธิสัตว์ก็สิ้นสุดลง ต่อจากนั้นเราจะเรียกพระองค์ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

ตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทพระโพธิสัตว์จะมีเพียงองค์เดียว คือพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป แต่ตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายอาจริยวาทพระโพธิสัตว์มีได้หลายองค์

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ชัดเจนขึ้น ขอคัดคำบรรยายเรื่องพระโพธิสัตว์ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายและได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคติการนับถือพระโพธิสัตว์มาให้พิจารณาดังนี้

“…ต่อมาพระพุทธศาสนายุคหลังต้องแข่งกับฮินดูมากขึ้น ฮินดูมีเทพเจ้าไว้ให้ชาวบ้านอ้อนวอนบวงสรวง ศาสนาพราหมณ์นั้นก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเขามีพิธีบูชายัญ ขนาดเอาคนมาบูชายัญ

“สภาพความเชื่อถือแบบนี้ล้างยากมากคนจำนวนมากที่ชอบที่จะให้คนอื่นมาช่วยยิ่งเป็นอำนาจยิ่งใหญ่มหัศจรรย์มาช่วย ก็ยิ่งครึ้มใจ ส่วนเรื่องที่จะเพียรพยายามด้วยตัวเองโดยใช้ปัญญานั้นแสนยาก มนุษย์จำนวนมากจึงมีความโน้มเอียงที่จะหันไปหาการอ้อนวอนขอผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“เป็นไปได้ว่า พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นี้ได้พยายามเริ่มเอาอกเอาใจประชาชน ด้วยการสนองความต้องการแบบนี้ขึ้นมาบ้าง โดยคิดว่า ทำอย่างไรดีจะหาอะไรมาช่วยปลอบขวัญประชาชนให้เขามีสิ่งที่จะมาช่วยได้บ้าง

“ทีนี้ก็คิดไปถึง คติพระโพธิสัตว์คือ เรามีคติโพธิสัตว์อยู่เดิมก่อนแล้วพระโพธิสัตว์ก็คือพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้หมายถึงท่านผู้บำเพ็ญบารมีมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์นั้นตั้งใจบำเพ็ญความดีอย่างยอดยิ่ง อย่างสูงสุด โดยไม่ยอมแก่ความลำบากยากแค้น และสามารถเสียสละแม้แต่ชีวิตของตนเองเพื่อบำเพ็ญความดี

“ในการบำเพ็ญความดีนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่นอย่างที่เห็นในชาดกต่าง ๆ ที่พระโพธิสัตว์เสียสละตัวเอง เสียสละทรัพย์สินสมบัติ เสียสละเลือดเนื้ออวัยวะ และเสียสละแม้แต่ชีวิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์อื่นได้

“ก็เป็นอันว่าพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมีความเสียสละที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์อื่นได้

“คติโพธิสัตว์เดิม มีความหมายต่อชาวพุทธว่า พระโพธิสัตว์เป็นแบบอย่างแก่เราทุกคนในการทำความดี ให้ชาวพุทธเอาอย่างพระโพธิสัตว์ในการจะทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัวเองเลยยอมเสียสละแม้แต่ชีวิตของตัวเองเพื่อทำความดีและเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เป็นคติที่สอนเพื่อให้ทำตามอย่างพระโพธิสัตว์

“แต่มหายานทำไปทำมาคนกลายเป็นมองคติโพธิสัตว์ใหม่ ในแง่ว่าพระโพธิสัตว์ท่านมีมหากรุณาและอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลาย เลยทำให้เป็นจุดเน้นไปว่า ถ้ามนุษย์เราหวังความช่วยเหลือ เราก็ไปหาพระโพธิสัตว์ขอให้ท่านช่วยได้ คล้ายกับไปขอผลจากเทวดา ตกลงก็เลยมีคติโพธิสัตว์แบบมหายานขึ้นมา

“อย่างไรก็ตาม พระโพธิสัตว์ที่เราพูดถึงทั่วไปแต่เดิมคือพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้เสียชีวิตไปก่อนหมดแล้ว พระโพธิสัตว์ของเถรวาทมุ่งเอาพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันซึ่งได่้ทำความดีเอาไว้เป็นแบบอย่างให้เราทำอย่างนั้นบ้าง แต่ท่านสิ้นชีวิตไปหมดแล้วแม้แต่องค์พระพุทธเจ้าเองก็ได้ปรินิพพานไปแล้ว

“มหายานก็คิดว่า แล้วจะทำอย่างไรให้มีพระโพธิสัตว์ที่ยังรอช่วยผู้คนอยู่ได้

“ถึงตอนนั้นก็นึกได้ถึงหลักการแต่เดิมที่ว่า ความเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ผูกขาดอยู่กับพระพุทธเจ้าองค์ใด ใครบำเพ็ญบารมีจนครบบริบูรณ์ก็เป็นพระพุทธเจ้าได้พระพุทธเจ้าก็มีเรื่อยไป เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ข้างหน้าอีกมากมายก็ยังบำเพ็ญบารมีเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็คือยังช่วยเหลือสัตว์โลกอยู่

“ถ้าอย่างนั้น เราก็เอาพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ข้างหน้ามาสิจะได้มาช่วยมนุษย์ในปัจจุบันได้

“ตกลงมหายานก็เลยไม่เอาพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน แต่หันไปหาพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ตรัสรู้ ยังไม่เป็นพุทธะ ซึ่งยังบำเพ็ญบารมีอยู่ แล้วเอามาให้ชาวพุทธนับถือ จะได้มาช่วยเหลือคนทั้งหลายได้

“ตอนนี้เท่ากับว่าทางพุทธศาสนามหายานนี้ได้คู่แข่งที่จะมาช่วยชดเชยความเชื่อแบบอ้อนวอนเทพเจ้าได้แล้ว คือมีพระโพธิสัตว์มาช่วยสัตว์ทั้งหลายที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถขอร้องพระโพธิสัตว์อย่างพระอวโลกิเตศวรผู้เต็มไปด้วยพระมหากรุณาให้มาช่วยเรา

“เพราะฉะนั้น ชาวพุทธก็ไปขอร้องไปอ้อนวอนพระโพธิสัตว์แบบใหม่นี้ ท่านก็มาช่วยเหลือ คราวนี้คุณไม่ต้องอ้อนวอนเทพเจ้าฮินดูนะ ไม่ต้องไปอ้อนวอนพระพรหม ไม่ต้องไปอ้อนวอนพระนารายณ์แต่คุณมาหาพระโพธิสัตว์ก็ได้ พระโพธิสัตว์ก็ช่วยได้

“เป็นอันว่า พุทธศาสนามหายานก็มีพระโพธิสัตว์มาแข่งกับเทพเจ้าฮินดู

“แต่ก็อีกนั่นแหละ ของพุทธนี่แข่งไม่ได้เต็มที่ เพราะว่าเทพเจ้าของฮินดูนั้นเขาแสดงกิเลสได้เต็มที่เลย เทพเจ้าสามารถใช้ฤทธิ์ประหัตประหารคนอื่น ยกทัพทำสงครามกันก็ได้ แต่พระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา ท่านบำเพ็ญคุณธรรม มีแต่ความดี ไม่มีการทำร้ายใคร

“ทีนี้มนุษย์ที่เป็นปุถุชนนี้มันมีเรื่องโกรธแค้นกัน อยากจะทำร้ายผู้อื่นบ้างอยากจะแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวให้เต็มที่โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของใครบ้าง เมื่อมาหาเทพเจ้า เทพเจ้าก็สนองความต้องการได้เต็มที่ จะฆ่าจะทำลายศัตรูก็ได้ แต่มาหาพระโพธิสัตว์ ท่านมีคุณธรรมมีแต่เมตตากรุณา ท่านไม่ทำสิ่งที่ร้าย

“เพราะฉะนั้น การอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถทดแทนเทพเจ้าฮินดูได้จริง เพราะจำกัดด้วยขอบเขตของคุณธรรม ถึงตอนนี้ก็คือพระพุทธศาสนานอกจาก เสียหลัก แล้วยัง เสียเปรียบ เขาด้วย

“คติโพธิสัตว์เดิม นั้นคือเป็นแบบอย่างให้ทุกคนต้องเพียรพยายามทำความดีให้ได้อย่างนั้น ๆ แม้แต่เสียสละตนเองหรือชีวิตของตนเพื่อทำความดีอย่างเต็มที่

“แต่ตอนนี้ตาม คติโพธิสัตว์ใหม่ กลายเป็นว่า มีพระโพธิสัตว์ผู้เสียสละคอยช่วยเราอยู่แล้ว เราก็ไปขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์ เราไม่ต้องทำ

“เมื่อเป็นอย่างนี้ ความหมายของพระโพธิสัตว์ก็พลิกไปเลย

“ถ้าเรามาดูในปัจจุบันนี้ที่นับถือกันอย่าง เจ้าแม่กวนอิม ก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่เดิมเกิดมีขึ้นในประเทศอินเดียตามหลักมหายานอย่างที่ว่ากันเมื่อกี๊ ต่อมาเมื่อเข้าไปในเมืองจีนแปลชื่อภาษาจีนแล้ว ศัพท์กร่อนลงมาเหลือแค่กวนอิมและเพศก็กลายเป็นหญิงไป”

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ>>

keyboard_arrow_up