“ธรรมะ - ธรรมชาติ” ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกได้ – ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี
ว.วชิรเมธี

ธรรมะ - ธรรมชาติ

เรื่องและภาพ ว.วชิรเมธี

ฝนเทลงมาแต่หัวค่ำ ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียหลังการบอกลาของแขกรายวันนับร้อย ตื่นมาอีกที ราวหนึ่งทุ่ม สรงน้ำ นั่งสะสางงานเก่าอยู่จนถึงสี่ทุ่ม จึงลงไปเดินทอดน่องเพื่อผ่อนคลายกาย-ใจท่ามกลางความมืด

อากาศชื้นหลังฝนพรำ เย็นจนฉ่ำเข้าไปถึงในผิวเนื้อเดินย่ำไปในความมืดด้วยความคุ้นเคยโดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย
หากแต่ใช้ “ใจฉาย” ก็พอจะคลำทางถูกโดยไม่ยากเย็น มองผ่านแสงไฟที่สาดมาแต่ยอดไม้ไกลๆ เห็นน้ำค้างพร่างพราวราวเกล็ดเพชรแพรวพรายระบายอยู่เต็มสวน งามจนเกินกว่าจะสรรหาคำใดๆ มาบรรยาย จึงจำต้องปล่อยให้ใจสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรงโดยปราศจากคำอธิบายอย่างสิ้นเชิง

จากเส้นทางในสวนค่อยๆ เดินลัดตัดตรงออกไปยังลานหน้าวัด เบื้องหน้านั้นเป็นสวนลำไยมากมายหลายร้อยต้น

ด้านทิศใต้ของสวนลำไยเป็นผืนนาที่ในตอนกลางวันพี่น้องชาวเขาและชาวเราเพิ่งช่วยกันลงแขกดำนาอย่างสนุกสนาน

ทว่าค่ำคืนนี้ในนาไม่ได้มีแต่ต้นกล้าที่เพิ่งปักดำเอาไว้กลับมีเสียงวงซิมโฟนีวงใหญ่กำลังประสานเสียงบรรเลง
ก้องกังวานไปทั่วทั้งป่าเขา ท่วงทำนองของเสียงประสานก้องกังวานเกินกว่าจะเดินทอดน่องผ่านโดยไม่ใส่ใจสดับฟัง

นาทีนั้นขาทั้งสองหยุดยืนจังงังโดยอัตโนมัติ ปล่อยกายและใจของตัวเองสัมผัสกับวงซิมโฟนีแห่งธรรมชาติอย่างปราศถ้อยอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

เสียงกบ เสียงอึ่งอ่าง เสียงเขียด เสียงจิ้งหรีดกรีดปีกรอไม่น้อยกว่าพันเสียงกำลังร่วมกันขับกล่อมพงไพรอย่าง
ครื้นเครง ฟังด้วยหู ซึมซาบด้วยหัวใจ ปล่อยให้สุนทรียรสไหลผ่านโสตประสาททะลวงถึงห้วงหัวใจโดยดุษฎี
นี่คือเสียงขับขานแห่งธรรมชาติ
นี่คือเสียงขับกล่อมแห่งพงไพร
นี่คือเสียงแห่งความเริงรมย์หลังหยาดฝน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือเสียงแห่งความสุขของสรรพชีวิตประดามีซึ่งเป็นสมาชิกแห่งไร่เชิญตะวันโดยแท้ ทุกชีวิตต่างเริงร้อง ทุกชีวิตต่างขับขาน ทุกชีวิตต่างเริงรำอย่างเบิกบานจากหัวใจอันพิศุทธิ์ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเงินมันคือนาฏกรรมแห่งวิถีชีวิตอันบริสุทธิ์แท้ๆ

ความงาม ความสอดประสานกลมกลืนโดยปราศจากคอนดักเตอร์ ท่วงทำนองของความไพเราะอันเป็นไปเองนั้นมีอยู่แล้วในธรรมชาติ หากปราศจากความละมุนละไมในชีวิตไหนเลยใครจะหยุดยืนนับชั่วโมงเพื่อเสพสุนทรียรสเหล่านี้เป็นบุญของชีวิตที่ท่ามกลางความพลุกพล่านจอแจของผู้คนในยามกลางวัน ทว่ายามราตรีอันเงียบสงัดหลังการคืนสู่บ้านของปวงอาคันตุกะยังพอมีเวลาให้เราได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติเพียงลำพัง

กี่คนที่อยู่เพียงลำพังแล้วมีความสุข
กี่คนที่อยู่เพียงลำพังแล้วไม่ถูกความเปลี่ยวเหงาโบยตี
กี่คนที่อยู่เพียงลำพังแล้วรื่นรมย์กับศานติรสอันเป็นพี่น้องกับศานติสุข
ปล่อยตัวเองอยู่กับเสียงขับขานแห่งพงไพรนานนับชั่วโมงโดยปราศจากถ้อยอธิบาย การฟังที่เป็นเพียงการฟังล้วนๆ นั้นนำความปราโมทย์มาสู่หัวใจเพียงใด มีแต่คนที่ “อยู่ตรงนั้น”ใน “เวลานั้น” เท่านั้นที่ล่วงรู้

“ทิพย์ธรรมชาติ”

ฝนพรำพราวป่า    สรรพชีวาสุขสม
แซ่เสียงรรรงม        งึมงำงึมงำ
อึ่งอ่าง-อึ่ง-อ่าง    กบครางพึมพำ
อ๊บ-อ๊บอบอ่ำ        เอียดอออึงอล
จิ้งหรีดกรีดเสียง    ใสเพียงยินยล
ระฆังระคน        เสียงขับคีตา
สมณะหนึ่งหนุ่ม    ยืนกุมสัมมา-
สติตรูตรา            สติลล์สแตนด์
ฟังสิฟังสิ        เสียงผลิพรายแพรน
ดนตรีคีแตน        คีตาบรรเลง
สำเนียงเสนาะ        พริ้งเพราะเพราเพรง
ใจจ่อมบทเพลง        พนาลำนำ
ฝนหยาดหมาดฟ้า    ชีวาชื่นฉ่ำ
สุขเอยสุขล้ำ        สวรรคาลัย
ห่อนมีใครจ้าง        ห่อนสร้างเงื่อนไข
เสียงสรรพขับไคล        ครรลองคำราม
คือทางธรรมชาติ    พิลาสพิราม
เหนือมนุษย์นิยาม        นิยมเยินยอ
ไม่เกี่ยวกับเงิน    ไม่เดินตามขอ
ธรรมชาติถักทอ        ทิพย์แท้ประทาน.

 

keyboard_arrow_up