เรื่องเล่า กฎแห่งกรรม “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นย่อมถึงตัว”

กฎแห่งกรรม
กฎแห่งกรรม

เรื่องเล่า กฎแห่งกรรม บางเรื่อง แม้เรายังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็สามารถให้ข้อคิด เตือนใจ กับเราได้เป็นอย่างดี

เรื่องเล่า กฎแห่งกรรม นี้ เริ่มต้นจาก มนุษย์เราหากินบนความทุกข์ของสัตว์นานาชนิดมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ทั้งถลกหนังนำมาทำเครื่องนุ่งห่ม แล่เนื้อมากินเพื่อประทังชีวิต ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ไม่มีสัตว์ชนิดใดจะรอดเงื้อมมือมนุษย์ไปได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติของการดำรงชีวิต ในอดีตเราฆ่าเพราะจำเป็นต้องฆ่า เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน มนุษย์เราเห็นแก่ตัวมากขึ้น เริ่มสรรหาวิธีการฆ่าสัตว์แบบทรมานเพื่อเพิ่มอรรถรสในการกินมากยิ่งขึ้น การพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อนำมาต่อชีวิตให้กับตนเองนั้นก็บาปมากพออยู่แล้ว แต่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อความบันเทิงส่วนตัวนั้น ถือเป็นบาปมหันต์อย่างหาที่สุดมิได้

แต่เดิมนั้นฉันเกิดในครอบครัวคนจีนที่มีอันจะกินย่านสาทร ด้วยความเป็นลูกสาวคนเล็ก จึงได้รับการเลี้ยงดูเอาอกเอาใจมาตลอด นิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็กอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หายคือ ชอบเอาแต่ใจและโมโหง่ายมาก พร้อมจะหาเรื่องผู้ใหญ่ได้ทุกเมื่อ ในขณะเดียวกัน กิจการของคุณพ่อก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วันๆ คุณพ่อเอาแต่ทำงานวิ่งวุ่นติดต่อลูกค้าจนไม่มีเวลาสนใจว่าฉันจะทำอะไร จะเล่น จะเรียนอย่างไร

จวบจนอายุครบ 5 ขวบเต็ม ตอนนั้นคุณแม่ไปอยู่ฮ่องกงราวหนึ่งอาทิตย์ ทำให้ฉันรู้สึกเหงา แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกโกรธทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องให้ต้องโกรธ ขี้งอน ขี้น้อยใจมากเกินธรรมดา แต่ฉันไม่เคยแสดงอาการเหล่านี้ให้พ่อแม่เห็น ได้แต่แอบกระทืบตุ๊กตาหมีอยู่บนห้องนอน ปาหมอนบ้าง ตะโกนโหวกเหวกบ้าง จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว รู้สึกว่าการระบายออกแบบนี้เริ่มไม่ได้ผล ฉันยังคงไม่หายโกรธ พลันสายตาก็มองออกไปนอกระเบียงบ้าน ฝนกำลังจะตก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ตรงพื้นระเบียงสีขาวหม่น ฉันสังเกตเห็นมดดำจำนวนมหาศาลกำลังเดินขบวนเร่งอพยพรังไปหาที่หลบภัย พวกมันกำลังมุ่งหน้าเข้ามาในห้องนอนของฉัน!

เมื่อเห็นดังนั้น มีหรือจะรอช้า อารมณ์กราดเกรี้ยวที่กำลังพลุ่งพล่านครอบงำจิตใจโดยสมบูรณ์ ฉันตรงไปกระทืบเท้าฆ่าพวกมดตัวเล็กๆ เหล่านั้นอย่างเมามัน รู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม ยิ่งฆ่ายิ่งสนุก โดยปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ ทั้งสิ้น แต้มที่ฉันทำได้วันนั้นคือ ชีวิตของมดดำราว 2,000 กว่าตัว หลังจากวันนั้นเมื่อไรก็ตามที่ฉันเห็นมดเดินมา เป็นต้องลุกขึ้นกระทืบทุกครั้งไป

จนกระทั่งอายุ 11 ปี จู่ๆ คืนหนึ่งฉันก็ฝันแปลกๆ ในฝัน ฉันเห็นมดพวกนั้นที่ฉันฆ่าไปเกือบหมื่นชีวิตนั่งรถไฟรูปหัวกะโหลกสีดำมาตามทางรถไฟ รถไฟขบวนนั้นแล่นผ่านหน้าบ้านฉันไป พลันสายตาที่จับจ้องของมดดำเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงคล้ายไฟอาฆาต

ฉันสะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อไหลชุ่มหลังและรู้สึกเวียนศีรษะ อาเจียนไปหลายรอบจนกระทั่งรุ่งเช้า แม่เห็นท่าไม่ดี จึงบอกให้พ่อพาฉันไปโรงพยาบาล ทันทีที่ไปถึง ฉันถูกกักตัวไว้ที่ห้องไอซียู หมอบอกอาการหนักมากเหมือนจะช็อกได้ตลอดเวลา แต่น่าแปลก หมอกลับยังหาสาเหตุของโรคไม่เจอ แม้เวลาจะผ่านไป 12 ชั่วโมงแล้วก็ตาม ทำให้ไม่สามารถทำการรักษาใดๆ ได้ ในขณะนั้น ทำได้แค่ให้ออกซิเจนและน้ำเกลือไปก่อน ฉันต้องทนทรมานอยู่แบบนั้นนานถึง 12 ชั่วโมง จนเวลาผ่านไปถึงหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาที ฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกต่อไป เกิดสภาวะเลือดเป็นกรด ชักดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียงคนไข้ท่ามกลางหมอและพยาบาลที่พยายามช่วยกันยื้อชีวิต ผลการตรวจเลือดของคนปกติอยู่ที่ 100 มก./ดล. แต่ฉันในขณะนั้นมีผลน้ำตาลในเลือดสูงถึง 760 มก./ดล.! นั่นทำให้หมอหาสาเหตุของโรคที่แน่ชัดได้ในทันทีว่า ฉันโคม่าเพราะโรคเบาหวานนั่นเอง

ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นกับความตาย เหมือนได้ยินเสียงร้องไห้ของพ่อกับแม่อยู่รางๆ ในตอนนั้นฉันแทบไม่เหลือลมหายใจ อีกทั้งรู้สึกง่วงนอนมาก อยากหลับเหลือเกิน แต่พอคิดจะหลับ หมอก็เขย่าแรงๆ ให้ฉันตื่น พร้อมกับตะโกนว่า “ห้ามหลับนะ ห้ามหลับเด็ดขาด!” ราวกับรู้ว่าหากฉันหลับไปเมื่อไร จะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกตลอดกาล…

โชคยังดี ฉันรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ในสภาพทุลักทุเลเหลือทน มีไม่กี่คนบนโลกที่โคม่าขนาดนี้แล้วยังรอดชีวิตมาได้ บทสรุปที่ว่าฉันเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุ 11 นั้น ช่างทำใจยอมรับลำบากเหลือเกิน ฉันต้องปักเข็มฉีดยาลงบนเนื้อตัวเองไปตลอดชีวิตที่เหลือ ยังไม่นับโรคแทรกซ้อนทางตาและทางไตที่ฉันได้รับมาเป็นของแถม

คืนหนึ่งในโรงพยาบาล ฉันกึ่งหลับกึ่งตื่น เห็นภาพรถไฟขบวนเดิมแล่นผ่านหน้าบ้านเหมือนกับที่เคยฝันก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้มดพวกนั้นยิ้มให้ฉัน ยิ้มแสยะอย่างน่ากลัว…

ฉันสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจสุดขีด ร้องไห้โวยวาย เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่ปลอบใจฉันทั้งน้ำตา ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลได้ ท่านก็พาฉันไปทำบุญทำทานอุทิศบุญกุศลให้มดพวกนั้น ซึ่งเป็นเจ้ากรรมนายเวร

ตอนนี้ฉันรับรู้และสำนึกผิดแล้ว บาปที่เคยได้กระทำไว้มันช่างเลวร้ายเกินให้อภัย ฉันเกือบตายมาแล้ว การที่ฉันยังรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ เป็นไปได้ว่าบุญเก่ายังหนุนนำให้โอกาสฉันกลับมาแก้ตัว ทำบุญชดใช้เจ้ากรรมนายเวร” และฉันต้องชดใช้สิ่งที่ตนได้กระทำไว้ไปตลอดชีวิต

จากนี้ไปฉันตั้งใจจะสร้างกุศลอุทิศให้มดเหล่านั้น และเลิกการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ชีวิตใครใครก็รัก ทุกชีวิตล้วนมีค่า หยุดหาความสุขบนความทุกข์ของสิ่งมีชีวิตร่วมโลก ไม่ว่าเขาจะเป็นสัตว์เล็กแค่ไหนก็ตาม

เหตุการณ์ในครั้งนั้น กลายเป็น เรื่องลี้ลับ ที่ช่วยตอกย้ำ เป็นบทเรียนที่ฉันต้องจดจำไปแสนนานว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

photo by dslr99 on pixabay

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ

ขอเวลาปลดกรรม เรื่องเล่ากฎแห่งกรรมระหว่างแม่-ลูก จากผู้อ่าน

กรรม …เชื่ออย่างไรไม่กลายเป็นคนงมงาย

Dhamma Daily : เจอเรื่องเลวร้ายแต่ไม่อยาก โทษเวรกรรม ทำอย่างไรดี

ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดี กรรมชั่ว และการให้ผลของกรรม‬

ผลกรรมที่ทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

keyboard_arrow_up