ใจไม่ทุกข์

วางได้ ใจไม่ทุกข์ บทความเรียกสติจากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

ใจไม่ทุกข์

วางได้ ใจไม่ทุกข์

เราต่างปรารถนาความสุข หากความสุขมีที่ที่เราจะหาได้หรือซื้อหาเอามาได้ เราคงได้พบกับความสุขตามที่เราต้องการโดยไม่ยากนัก ใจไม่ทุกข์

เราต่างก็ยอมรับว่าความสุขอยู่ที่ใจ ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าความสุขอยู่ภายในตัวเรานั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปหาความสุขนอกตัว และไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายซื้อหาความสุข

เราน่าจะมีความสุขได้ในทุกครั้งที่เราต้องการ เพราะมันอยู่ภายในใจของเรานี่เอง แต่กระนั้นในบางครั้ง ทำไมเราจึงมีความทุกข์มากนัก ทั้งๆ ที่เราไม่ต้องการความทุกข์เลย

พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกถูกจิตนำไป โลกก็คือสัตว์โลกหรือสรรพชีวิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ มีใจของตนนำพาชีวิตของตนไป หากพูดในทางสังคมวิทยาก็หมายความว่า การกระทำของเราทุกอย่าง เกิดจากความคิดจิตใจของเรา นั่นหมายถึงว่า สิ่งที่เราได้ มี เป็น อยู่ทุกๆ ขณะ รวมทั้งสุข – ทุกข์ของเรา เกิดจากการกระทำของเราทั้งสิ้น หาใช่พระพรหมลิขิตหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลไม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะพัฒนาความคิดของเราให้มีคุณภาพ คือมีทั้งศักยภาพทางโลกและมีคุณงามความดีในทางธรรม เพื่อนำความสุขความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับชีวิต

ต้องเข้าใจก่อนว่า จิตใจของทุกๆ คนนั้นมีทั้งฝ่ายดีคือคุณธรรม และฝ่ายไม่ดีคือกิเลสตัณหาเข้าไปครอบครองอยู่ ทั้งสองฝ่ายได้ฝังอยู่ในจิตมายาวนาน ต่างทำหน้าที่ของตนและแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่า ความดีและความชั่วอาศัยจิตเป็นสนามต่อสู้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันสืบเนื่องมายาวนาน

มื่อความดีกับความชั่วต่อสู้กัน หรือเมื่อเหตุผลกับอารมณ์ต่อสู้กัน ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ

คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ความดีชนะความชั่ว เหตุผลชนะอารมณ์ แต่ตามกฎธรรมชาติ ฝ่ายที่มีกำลังมากกว่า ย่อมเอาชนะฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า

เหตุใดบางครั้งเราจึงทำดี และบางคราวเราจึงทำชั่ว

ทุกครั้งที่เราทำดี เป็นเพราะฝ่ายกุศลที่มีอยู่ในจิตชักนำให้ทำ

ทุกคราวที่เราทำชั่ว เป็นเพราะฝ่ายอกุศลจิตชักนำให้ทำ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราคิดจะทำชั่ว แต่เราก็หักห้ามใจไม่ทำชั่ว นั่นเป็นเพราะขณะนั้นฝ่ายกุศลจิตมีกำลังเหนือกว่าฝ่ายอกุศล ในทางตรงข้าม บางครั้งเราคิดทำชั่วทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นความชั่ว ใจของเราต่อสู้กับความชั่ว ในที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะความชั่วได้ จึงทำชั่วลงไป นั่นเป็นเพราะขณะนั้นฝ่ายอกุศลในจิตมีกำลังมากกว่าฝ่ายกุศล

จิตของเราไม่คงที่ ความรู้สึกและความต้องการของเราจึงเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ในสถานการณ์หนึ่งเราอาจจะหักห้ามความต้องการหรือการกระทำของเราได้ แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่งเรากลับไม่สามารถหักห้ามใจของเราได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกำลังของฝ่ายกุศลและอกุศลที่มีอยู่ในใจของเราเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเพื่อหาซื้อครีมอาบน้ำ เราเดินผ่านซุ้มเสื้อผ้า ตาเหลือบไปเห็นเสื้อตัวหนึ่ง (ผัสสะ) ความรู้สึกชอบ (เวทนา) ก็เกิดขึ้นทันที ความอยากได้ (ตัณหา) ก็เกิดตามมา เราเข้าไปดูเสื้อตัวนั้นอย่างใกล้ชิด เห็นราคาค่อนข้างแพง ความลังเลก็เกิดขึ้นว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ที่สุดก็ตัดสินใจไม่ซื้อเดินจากไป ช่วงนี้จิตได้ผ่านการต่อสู้ระหว่างกิเลสตัณหาคือฝ่ายอยากได้เสื้อ กับสติปัญญาคือความประหยัด การที่เราไม่ซื้อเสื้อแสดงว่าฝ่ายสติปัญญาชนะ ทำให้เราไม่ยึดติด (อุปาทาน) กับความอยากได้ (ตัณหา)

ครั้นเราเดินต่อไปสักครู่หนึ่งเห็นคนใส่เสื้อสวย ความอยากได้เสื้อตัวนั้นก็ผุดขึ้นมาอีก ตอนนี้แรงของความอยากพาใจให้คิดหาเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุน จนทำให้เราต้องเดินกลับไปหาเสื้อตัวนั้น ที่สุดเราก็ตัดสินใจซื้อ นี่แสดงว่าเรามีความยึดติด (อุปาทาน) กับเสื้อตัวนั้น ส่งให้ความอยากได้ (ตัณหา) มีกำลังมากขึ้นจนเอาชนะใจของเราได้ หากเราไม่ยึดติดกับเสื้อตัวนั้น ความอยากเมื่อเกิดขึ้นไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะดับไป ไม่มีกำลังมากพอที่จะเอาชนะใจของเราได้

ความยึดติดนี่เองที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของเรา ทำให้เราหาความสุขไม่ค่อยได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า อุปาทานหรือความยึดติดในความเห็นว่าเป็นตัวเราและของเรา ทำให้เราเป็นทุกข์ ตามธรรมดาแล้วทุกชีวิตย่อมประสบกับสิ่งที่สมหวังและผิดหวัง สิ่งที่ไม่สมหวังแม้จะผ่านไปแล้วหากเรายังไม่ปล่อยวางทางใจ กลับไปยึดติดครุ่นคิดคำนึงถึงสิ่งนั้นอยากจะบังคับให้ได้อย่างใจ ยิ่งทำให้ทุกข์ใจ เมื่อยึดติดสิ่งใด ก็เท่ากับว่าเราเอาใจไปผูกไว้กับสิ่งนั้น ใจจึงไม่มีอิสระ ครั้นสิ่งนั้นถูกกระทบ ใจก็พลอยกระเทือนไปด้วย ยิ่งเมื่อพลัดพรากจากของรัก ใจก็โหยหาอาลัย จมปลักอยู่ในความทุกข์

การฝึกใจให้มีความฉลาด โดยการเรียนรู้ธรรมชาติความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ดังใจ หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะช่วยเติมกำลังฝ่ายกุศลเข้าไปในจิตได้เป็นอย่างดี เพื่อให้จิตมีความเข้มแข็งที่จะเอาชนะกิเลสตัณหา และถอดถอนอุปาทานหรือความยึดมั่นสำคัญผิดลงไปได้

จิตที่ฝึกดีแล้วควรแก่การใช้งาน จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้

 

เรื่อง พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

ที่มา : นิตยสาร Secret คอลัมน์ You are wthat you do

บทความน่าสนใจ

ลาก่อนความทุกข์ 4 วิธีรับมือกับความทุกข์ในตัวคุณ

ชีวิตที่ไม่เป็นทุกข์ เมื่อความถูกต้องคือพื้นฐานของชีวิต

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด

อานิสงส์ของการเจริญสติ โดย ท่านว.วชิรเมธี

keyboard_arrow_up