ระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย บทความให้แง่คิดโดย ดังตฤณ

นิยาย
นิยาย

เริ่มจากความไม่พอใจในชีวิตตนเอง นำไปสู่ความอยากรู้เหตุแห่งความไม่น่าพอใจ ความอยากระลึกชาติของผมจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ บางวันรู้สึกเหมือนอกจะแตกตายเพราะความอยากรู้ คิดเลยว่าให้แลกด้วยอะไรก็ยอม ขอให้ได้ทราบที่มาที่ไปของตัวเองเถอะ นิยาย

ครั้งนั้นผมไม่ตระหนักหรอกว่า ความจริงเกี่ยวกับ“ชาติก่อน”เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เอาอย่างนี้แล้วกัน ขอเพียงมีคนแค่ครึ่งโลกรู้ความจริงเกี่ยวกับอดีตชาติของตนเอง โลกนี้จะไม่มีอาชญากรรม ไม่มีสงคราม และอาจเหลือศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียว!

เหตุใดจึงเป็นไปได้ขนาดนั้น

เอาละ สมมติว่าคุณระลึกชาติได้ เห็นตนเองเคยยากจนข้นแค้นในชาติก่อน ทว่าในชาติอันกันดารเหลือร้ายนั้นเอง คุณกลับมีน้ำใจ มีความโอบอ้อมอารี แล้วก็ไม่คิดโกงใคร ไม่อยากขโมยของใคร คุณจะเห็นนิมิตแห่งความดีที่ทำทั้งชีวิตนั้นเองปรากฏเป็นแสงสว่าง มีความน่าอบอุ่นใจ มีความน่ายินดี อันเสมอกันกับผลที่ปรากฏในชาตินี้ คือเกิดมามีอันจะกิน ได้รับความเอื้อเฟื้อต่างๆ นานา แถมทรัพย์สินก็ไม่วิบัติด้วยน้ำมือโจร หรือโดยภัยทางธรรมชาติใดๆ

พูดง่ายๆ การระลึกชาติอาจช่วยให้คุณเห็นชัดว่าตัวเองพ้นจากความยากจนมาสู่ความมั่งมีได้เพราะทานและศีล

หากระลึกชาติได้จริง ยิ่งมากชาติขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้ซึ้งว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สมดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสชี้ไว้จริงๆ ไม่มีใครคอยกลั่นแกล้งกำหนดชะตา ไม่มีใครคอยบงการให้คุณทำดีทำชั่ว จะเดินบนเส้นทางกรรมวิบากสายใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองในแต่ละชาติทั้งสิ้น!

เมื่อตระหนักว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วใครจะไม่ขยันทำดีและใครเล่าจะกล้าทำชั่ว

นอกจากนั้นคุณจะพบว่า มีเพียงศาสนาพุทธที่สาธยายความจริงเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดตามกรรม ตลอดจนบอกวิธี“ “ดับกรรม” ”เพื่อยุติทุกข์ หยุดเวียนว่ายตายเกิดเสียที

แต่เพราะคนเราระลึกชาติไม่ได้ ต้องเล่นตามเกมสังสารวัฏ คือเกิดใหม่ลืมหมด ดังนั้นทั้งอาชญากรรม ทั้งสงคราม และทั้งลัทธิความเชื่อต่างๆ จึงเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ไม่หยุดหย่อน ลากจูงกันและกันว่ายวนในทะเลทุกข์ไปเรื่อย

สำหรับผม ความไม่พอใจในตนเอง พอมาบวกเข้ากับความจดจ่ออยากรู้วิธีระลึกชาติ ก็ทำให้ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่พอใจในสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้า แล้วกลายเป็นชนวนให้ฝันเฟื่องโดยไม่รู้ตัว พร้อมจะเข้าไปมีอารมณ์ร่วมกับหนัง ละคร และนวนิยายได้เต็มเหนี่ยวทุกเมื่อ

เมื่ออยู่ ป.5 เพื่อนสนิทคนหนึ่งแต่งนิยายกำลังภายในและเอามายื่นให้ผมอ่าน ผมพบว่ามันสนุกอย่างน่าทึ่ง และกระทุ้งให้คิดว่า ถ้าเพื่อนเราเขียนได้ แล้วทำไมเราจะเขียนไม่ได้

ลงมือเขียนเรื่อยเปื่อย และพอขึ้น ป.6 ผมก็มีแฟนนิยายเข้าคิวรออ่านกันเป็นทิวแถว ตั้งแต่พี่สาวสองคนในบ้าน ไปจนกระทั่งเพื่อนร่วมชั้นร่วมครึ่งห้องที่โรงเรียน ความปลื้มกับการมีแฟนคลับทำให้เกิดกำลังใจในการเขียนไม่หยุด

และจากแรงบันดาลใจให้หัดเขียน นิยาย ก็กลายเป็นการค้นพบว่า ชีวิตคนใช่จะต้องเป็นเรื่องจริงเสมอไป เมื่อเขียนถึงตัวละครตัวไหน ใจเราก็อยู่กับความเป็นอย่างนั้น รู้สึกเป็นจริงเป็นจังไปตามนั้น หน้าตาและชื่อนามสกุลในโลกความจริงเหมือนหายไป ราวกับมีเมฆหมอกอาถรรพณ์ก้อนใหญ่ก่อตัวขึ้นในหัวของเรา และเราก็เข้าไปอยู่ในเมฆหมอกนั้น เพื่อกลายเป็นคนโน้นทีคนนี้ทีในโลกของนิยาย ผมเป็นใครได้หลายคนโดยไม่ต้องตายแล้วเกิดใหม่จึงช่วยลดความไม่พอใจในตนเองลง กับทั้งลดระดับความอยากรู้อยากเห็นอดีตชาติได้มาก

ถ้าคิดในแง่ของอายุขัย นิยายก็อาจเป็นความจริงยิ่งกว่าชีวิตของพวกเราเสียอีก เพราะคนเราอายุไม่ถึงร้อยปีก็ตาย ส่วนนิยายอาจยืนยงคงกระพันหลายร้อยหลายพันปี ถ้าคนเขียนฝีมือดีน่าจดจำได้เท่าเชกสเปียร์

การเขียนนิยายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพนักเขียน แต่ไม่ได้เป็นจุดจบของความเบื่อหน่าย ผมได้โลกใหม่มาทั้งใบ เพียงเพื่อจะพบในเวลาไม่นานว่า ผมไม่ได้เป็นเจ้าของโลกใบนั้นเลย ในเมื่อผมไม่มีความสามารถจะเขียนได้ตลอดเวลา และก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมและแฟนคลับจะพอใจในผลงาน

แต่อย่างไรก็ตาม การคร่ำหวอดอยู่ในวงการนิยายนั่นเอง ที่ช่วยให้ผมเข้าใจว่า “”ความเชื่อ” มีอิทธิพลกับเราเหนือ“ “ความจริง”” เพราะไม่ว่าความเชื่อจะมาจากประสบการณ์จริงหรืออ่านเอาจากนิยายก็มีส่วนผลักดันให้เราลุกขึ้นทำดี ลงมือทำร้าย หรือกระทั่งตั้งโจทย์สำคัญให้ชีวิตที่เหลืออย่างถูกทาง!

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ดังตฤณ

Image by Jonny Lindner from Pixabay

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

“ใส่บาตรครั้งแรก” บทความดี ๆ โดย ดังตฤณ

“ ตาสว่างก่อนตาย ” กับคุณดังตฤณ

keyboard_arrow_up