“ใส่บาตรครั้งแรก” บทความดี ๆ โดย ดังตฤณ

ใส่บาตรครั้งแรก
ใส่บาตรครั้งแรก

เหตุการณ์ในชีวิตคนเรามักถูกหลงลืมมากกว่าถูกจดจำ คุณอุตส่าห์ฝันตั้งเป็นชั่วโมง แต่ทั้งหมดมักถูกลบเกลี้ยงเพียงด้วยวินาทีแห่งการตื่นนอน และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกับชีวิตเก่าที่อุตส่าห์ผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานหลายสิบปี กลับถูกลืมไม่เหลือ เพียงด้วยช่วงเก้าเดือนของการอยู่ในท้องแม่ ใส่บาตรครั้งแรก

ผมจะลืมตาที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านกี่ครั้งก็ไม่รู่ ้ แต่ความทรงจำของผมตั้งต้นด้วยการลืมตาขึ้นมาเห็นภูเขาและท้องฟ้า นั่นคือจิตดวงแรกที่สามารถรับรู้ได้อย่างเต็มตื่น กับทั้งประทับแน่น ไม่ลืมเลือนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจำได้ว่า หลังจากเมียงมองภูเขาและท้องฟ้าด้วยความคิดทำนองว่า “”ได้เห็นอะไรอย่างนี้อีกแล้ว” ” ครู่หนึ่งก็อ่อนแรงและหลับใหลลงตามเดิม

ภูเขาและท้องฟ้าอันเป็นภาพความทรงจำแรกคือละแวกบ้านพักพนักงานไทยออยล์ จังหวัดชลบุรี ที่คุณพ่อของผมทำงานอยู่ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจำได้ถึงความรู้สึกอยากได้อ้อมกอดจากแม่ จำได้ถึงภาวะอ่อนแอที่ขับดันให้อยากร้องไห้หาแม่ จำได้ถึงน้ำเสียงปลอบประโลมของแม่

แม่อยู่กับผมทั้งวัน ส่วนพ่อเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะกลับมาบ้านในตอนเย็น ตอนหนึ่งขวบผมแยกแยะได้ชัดเจนว่าพ่อเป็นอย่างไร แม่เป็นอย่างไร พี่สาวอีกสองคนเป็นอย่างไร และในวันครบหนึ่งขวบเต็มนั่นเอง มหากุศลจิตก็เกิดขึ้นเป็นดวงแรกในชีวิต

เช้าวันนั้นพ่ออุ้มผมออกมาหน้าบ้าน อากาศสดชื่น ผมเห็นแม่และใครอีกคนจัดโต๊ะเล็ก มีขันข้าวและมีถุงกับข้าวหลายถุง ผมระลึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเคยเห็นพ่อแม่เอาโต๊ะออกไปตั้งหน้าบ้านหลายหนแล้ว เพื่อรอคนที่พ่อแม่เรียกว่า ““พระ”” เดินมารับ

ผมเห็นแม่ถือกล้องถ่ายรูป ยิ้มแย้ม และพยายามเรียกให้ผมหันไปมอง ผมจำเสียงหัวเราะดีใจของตัวเองได้เมื่อเห็นแม่กดชัตเตอร์ถ่ายรูปผมไว ้ และผมก็ดีใจมากด้วยที่พ่ออุ้มผมไว้ตลอด ไม่วางเลย

ถึงเวลาพระมา พ่อพนมมือไหว้ทั้งยังมีผมอยู่ในอ้อมแขน แล้วตักข้าวใส่บาตรให้ดู จากนั้นจึงถามผมว่าอยากใส่เองไหม ผมรู้สึกตื่นเต้นและเห็นเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากรู้สึกถึงมือที่เล็กเมื่อเทียบกับด้ามทัพพี แล้วก็รู้สึกถึงกำลังแขนที่ยังน้อยอยู่ ชวนให้ไม่แน่ใจว่า จะสามารถยกทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระไหวหรือเปล่า แต่ผมก็อยากใส่บาตร เกิดความเข้าใจขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณว่านั่นเป็น การทำอะไรที่ดีมากๆ

ดูเหมือนพ่อจะช่วยประคองหน่อยๆ แต่พอเห็นผมจับทัพพีแน่นก็ปล่อยให้ทำเอง และผมก็พบว่าตัวเองทำได้ แม้รู้สึกยากและฝืนๆ ไม่ถนัดนัก พอหย่อนข้าวก้อนเล็กๆ ลงบาตรสำเร็จก็มีเสียงเฮดีใจจากรอบข้าง ส่งผลให้ผมหัวเราะร่าอย่างแสนปลื้ม และเมื่อมีการคะยั้นคะยอให้ทำใหม่อีกครั้ง ผมก็ไม่ลังเลที่จะทำซ้ำและทำสำเร็จเป็นคำรบสอง

ผมต้องใช้เวลาอีกเกือบยี่สิบปีกว่าจะทราบว่าความรู้สึก ““แสนปลื้ม”” นั้น คือมหากุศลจิตอันประกอบด้วยโสมนัสอย่างใหญ่ นับเป็นความสว่างเรืองแห่งช่วงต้นชีวิตอย่างแท้จริง คนทั่วไปต้องรอเวลาหลายปีกว่าจะมีโอกาสรู้จักรสแห่งมหากุศลจิตอันเกิดจากการใส่บาตรพระ แต่เพราะมาเกิดกับพ่อแม่ ผมจึงมีโอกาสตั้งแต่อายุเพียงครบขวบเต็ม

ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวช่วงต้นวัย ผมรู้สึกถึงไออุ่นของแม่กับความแข็งแกร่งและความสว่างที่พ่อนำมาฉายให้บ้านทั้งหลัง แค่นั้นเพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักประกันแห่งชีวิตแสนสุข ถ้าใครระลึกถึงครั้งแบเบาะในอ้อมกอดของพ่อแม่ได้เหมือนผม ก็คงไม่คิดทิ้งพ่อแม่ไปไหน ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไร

ความทรงจำในอรุณรุ่งแห่งชีวิตมิใช่แค่อีกวันหนึ่ง ไม่ใช่ความฝันที่แค่ผ่านมาให้ลืมเลือนไปอีกครั้ง แต่มันคือช่วงแห่งการตัดสินว่าคุณจะรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตของตนเองอย่างไร สุกสว่างมั่นคง หรือว่ามืดมนคลอนแคลน

ถึงคุณจะมีพ่อแม่ที่นำทำบุญตั้งแต่หนึ่งขวบหรือไม่ก็ตาม อย่างไรพ่อแม่ก็ให้ร่างกาย ตลอดจนหัวใจที่สามารถรู้จักและรักพุทธศาสนาได้ หากมีอภิญญา มีความสามารถเห็นภัยแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนับอนันตชาตินี้ คุณจะตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดคุณในช่วงที่พระพุทธศาสนาอุบัติ นับเป็นพ่อแม่ผู้มีบุญคุณใหญ่สูงสุดเหนือพ่อแม่ในชาติอื่นใดทั้งหมดทั้งสิ้น

ก็หากปราศจากพวกท่านเสียแล้ว คุณจะเอากายใจมนุษย์อันเป็นยานเดินทางไปสู่นิพพานนี้มาแต่ไหนเล่า

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ดังตฤณ

Image by truthseeker08 from Pixaba

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

Dhamma Daily : พระไม่ได้ฉันอาหารที่เราใส่บาตร จะได้บุญไหม

keyboard_arrow_up