ดี ชั่ว

“ดี ชั่ว…เราเลือกได้” สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ดี ชั่ว
ดี ชั่ว

“คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้คำกล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย… ดี ชั่ว

คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทำอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี

ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจ แค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้ว พฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย

เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว

บางสังคมเรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ

ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ

สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น ชาวต่างชาติสามารถนั่งไขว่ห้างฟังธรรมได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดแปลกสำหรับบ้านเมืองเขา แต่ถ้าคนไทยนั่งแบบนั้นบ้าง ก็จะถูกคนในบ้านเมืองเรามองว่าทำความผิดร้ายแรง แตกต่างจาก ปรมัตถสัจจะ ซึ่งแปลว่าความจริงที่เป็นสัจธรรมเป็นความจริงแท้แน่นอน แบบโลกุตรธรรม ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขึ้นกับเพศ วันเวลา หรือสถานที่ เช่น หากมนุษย์ในยุคนี้เกิดโทสะขึ้นภายในจิตใจ ก็จะเกิดความรู้สึกร้อนรุ่ม ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกันกับมนุษย์เมื่อพันปีที่แล้ว และหากมนุษย์ในอีกพันปีข้างหน้าเกิดโทสะก็จะมีความรู้สึกร้อนรุ่มลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

ดังนั้นความดีและความชั่วสามารถแยกออกจากกันได้ด้วยการพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเป็นสมมุติสัจจะทางโลกหรือปรมัตถสัจจะในทางธรรม ถ้าเป็นแบบสมมุติสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เมื่อต้องเข้าเมืองตาหลิ่วก็ควรหลิ่วตาตาม เมื่ออยู่ในสังคมใด เมืองใด ก็ควรสังเกตให้ดีว่าเขาปฏิบัติกันอย่างไร เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น อย่าทำตนเป็นจระเข้ขวางคลองจึงจะสามารถอยู่ร่วมในสังคมนั้นได้ ส่วนความจริงแบบปรมัตถสัจจะนั้นจะเข้าใจได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ตามดูจิตจนเกิดปัญญาเท่านั้น

สมมุติในกรณีที่เราพยายามรักษาศีลอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด แต่วันหนึ่งไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วอดใจไม่ไหว ดื่มเหล้าจนเมามาย จะแก้ไขอย่างไรดีคะ

เมื่อหักห้ามใจไม่ไหวก็ไม่ต้องห้าม พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ว่า ถ้าจำเป็นต้องทำความชั่วก็ไม่ควรที่จะกระทำบ่อยๆ ให้ทำนานๆ ครั้ง อย่าไปทำถี่ และไม่พึงยินดีในการกระทำนั้น มนุษย์เราในชาติหนึ่งชีวิตหนึ่งที่เกิดมาจะไม่ให้ทำบาปกรรมเลย สร้างแต่กุศลอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ ชีวิตคนคนหนึ่งจะมีทั้งจิตที่เป็นกุศลและอกุศลปะปนกันไปตลอด แต่อยากให้ยึดหลักในการใช้ชีวิตว่า เมื่อใดที่เกิดกุศลจิตขึ้นมาแล้ว ให้ลุกขึ้นทำทันทีอย่ารีรอ และควรทำทุกครั้งที่เกิดจิตอันเป็นกุศล เพราะกุศลจิตไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หนำซ้ำเมื่อเกิดแล้วก็อาจอยู่ได้ไม่นาน เพราะอกุศลจิตจะคอยแทรกแซงตลอดเวลา หากปล่อยให้เลยผ่านไปเราก็จะไม่ได้ทำเสียที

หากครอบครัวยากจน แล้วแม่ล้มป่วยกะทันหัน ลูกหมดหนทางจะหาเงินมารักษา จึงไปลักขโมยคนอื่น อย่างนี้จะถือว่าลูกเป็นคนชั่วไหมคะ

ลูกคนนี้มีจิตสองฝ่ายคือ เป็นทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมในคนคนเดียว ซึ่งจิตฝ่ายธรรมะนั้นเป็นกุศลจิตที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ เป็นจิตที่น่าอนุโมทนา แต่จิตอีกด้านเป็นฝ่ายอธรรม เป็นจิตอกุศล เพราะการลักขโมยถือว่าเป็นบาป ซึ่งการทำบุญกับแม่ในลักษณะนี้เป็นบุญที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นบุญที่ด่างพร้อย เพราะมีตัวบาปติดมาด้วย ซึ่งจะส่งผลเสียทางโลกตามมาอีกมากมาย เช่น หากแม่ทราบภายหลังว่าเงินที่นำมารักษาได้มาจากการลักขโมย อาจทำให้แม่เสียใจจนล้มป่วยหนักกว่าเดิม หรือหากขโมยไม่สำเร็จแล้วลูกต้องติดคุกติดตารางใครจะดูแลรักษาแม่ ทางที่ดีที่สุดคือ ให้ลูกคนนี้ได้เข้าใจธรรมะ แล้วจะพบว่ามีวิธีสัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพโดยชอบมากมายที่สามารถหาเงินมาช่วยแม่ได้ เช่น อาจขอผัดผ่อนจากโรงพยาบาลในการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ แล้วพยายามทำงานที่สุจริตให้หนักขึ้น หรือหาวิธีการอื่นซึ่งจะมีเข้ามาเองตามวาระแห่งกรรม ขอเพียงยึดหลักธรรมในใจว่า หากกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่หรือใครก็ตาม ต้องทำโดยไม่ก่อเวรสร้างบาป

หากทำความดีมาตลอดชีวิต แต่จิตสุดท้ายเกิดนึกถึงความชั่วที่เคยก่อ เมื่อตายไปจะต้องไปสู่อบายภูมิจริงๆ หรือคะ ถ้าเช่นนี้ก็ไม่ยุติธรรมสิคะ

ยุติธรรมที่สุดแล้ว เพราะจิตเป็นนาย หากจิตดวงสุดท้ายยึดสิ่งใดก็ต้องไปสู่สิ่งนั้นก่อน แม้จะเคยทำแต่ความดีมาตลอด 99% ของชีวิต แต่เผลอทำความชั่วเพียง 1% เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ดวงจิตไปจับที่อบายภูมิ 1% นั้น ดวงจิตก็จะพาไปรับผลกรรมชั่วก่อน แต่จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เช่น อาจจะไปเกิดเป็นยุงที่มีอายุขัยเพียงเจ็ดวัน พอดับลง จิตก็จะพาไปยังส่วนกุศล 99% ที่เหลือ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ ในทางกลับกัน คนที่ทำความชั่วมาตลอด 99% ของชีวิตและสั่งสมความดีเพียง 1% เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง แต่บังเอิญได้มีโอกาสฟังธรรม ไหว้พระ สวดมนต์ ทำให้จิตดวงสุดท้ายไปสู่สุคติ แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ตามผลของความดี 1% ที่เคยทำ เช่น อาจได้เป็นมนุษย์อยู่ในครรภ์มารดาเพียงเดือนเดียวก็ถูกทำแท้ง แล้วกลับมารับผลกรรมชั่วอีก 99% ที่เหลือเช่นเดียวกัน

ดังนั้นขอให้มีจิตตั้งมั่นในการสั่งสมความดีอย่างเด็ดเดี่ยว ฮึกเหิม กล้าหาญ แกล้วกล้า และมั่นคงเถิด แม้ไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ความดีที่ทำไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เรียบเรียง  บุญหนัก

Image by Fathromi Ramdlon from Pixabay

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up