ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ดูดวงกับพระ ผิดหรือไม่

ดูดวงกับพระ
ดูดวงกับพระ

ดูดวงกับพระ ถือว่าผิดหรือไม่

ถาม: นอกจากจะไปขอฤกษ์ยามกับหมอดูแล้ว คนบางกลุ่มยังนิยมไปขอฤกษ์ยามหรือ ดูดวงกับพระ รูปนั้นรูปนี้กันบ่อย ๆ เรื่องนี้ถือว่าเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ผิดวินัยหรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต  ตอบปัญหาธรรม เรื่องดูดวงกับพระนี้ไว้ว่า

ตอบ: จริง ๆ แล้วถือว่าไม่เหมาะสม เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการ “อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน” คือไม่รู้จริง ไม่เห็นจริง แล้วทำนายทายทักไปดังตนได้รู้ได้เห็น หรือแม้ว่ารู้เห็นจริง ก็ไม่สมควรอยู่ดี เพราะเป็นเดียรัจฉานวิชา คือขวางต่อพระนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ คือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร อาจทำให้ฆราวาสหรือใครก็ตามที่หลงเชื่อเกิดความงมงาย รอคอยแต่โชคชะตา ไม่หมั่นประกอบในความเพียรพยายาม ปล่อยวันเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปโดยไม่ได้อะไรเลย มองในแง่ของศีลเองก็ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าพระผู้ดูดวงกำลังประกอบมิจฉาชีพ ทำศีลไม่ให้มีความบริบูรณ์ ถ้าให้ขยายความคือไม่มุ่งมั่นศึกษาพุทธธรรมให้แตกฉาน ไม่ตั้งตนอยู่ในสมณสารูปที่เหมาะสม เมื่อเป็นเช่นนั้นจะสามารถสั่งสอนฆราวาสให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่ให้บกพร่องได้อย่างไร

ฆราวาสเองก็อย่าได้มองพระเป็นเจ้าพิธี ขอให้มองพระเป็นผู้บอกทางแห่งพระนิพพาน และก็ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้เข้าใจ ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร และไม่ฝากความหวังไว้กับสิ่งที่มองไม่เห็น

สุดท้ายหากจะศรัทธาหรือเชื่อมั่นในผู้ใด ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งปัญญา นั่นจึงเรียกว่าสำคัญที่สุด

 

ทั้งนี้พระพุทธเจ้าตรัสถึง ฤกษ์ยาม ไว้ในสุปุพพัณหสูตรไว้ดังนี้

“ภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกายประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น”

ดังนั้น ฤกษ์ยามคือช่วงเวลาที่เหมาะสม สะดวก และมีความพร้อม ในการประกอบกิจการงานนั้น ๆ นั่นเองส่วนการหาฤกษ์ยามในการมุ่งประโยชน์นั้น ให้มองไปที่กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คือ ทำดี พูดดี คิดดี หากมีครบทั้งสามอย่างเมื่อใดก็ถือว่าเป็นฤกษ์อันเป็นมงคล เป็นฤกษ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองหากประวิงเวลาในการทำดีก็จะพลาดฤกษ์ยามอันดี คือประโยชน์อันจะพึงมีพึงได้ไปได้

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนักขัตตชาดกว่า “ประโยชน์ได้ล่วงเลย คนโง่เขลาผู้มัวคอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้” หากใครปรารถนาจะให้ชีวิตของตนมีแต่ความเป็นมงคลก็ต้องปฏิบัติตามมงคลนั้นๆ นั่นเอง


หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่

นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected]


บทความน่าสนใจ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: สวดมนต์ ก่อนนอนมักง่วงก่อนสวดจบ แก้อย่างไร

โกรธแล้วได้อะไร บทความชวนคิด จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่อง “ฤกษ์ยาม” ไว้อย่างไร

 

keyboard_arrow_up