เสียใจมาก

เมื่อฉันพลั้งเผลอฆ่าแมวตัวเอง เสียใจมาก ทำใจอย่างไรดี

เสียใจมาก
เสียใจมาก

บ้านของฉันมีเจ้าเหมียวแสนรู้อยู่ตัวหนึ่งซึ่งทุกคนในบ้าน คือ แม่ แฟน ฉัน และลูกรักมันมากถึงขนาดเอามานอนกอดบนเตียงด้วยทุกคืน เสียใจมาก

อยู่มาวันหนึ่งฉันตั้งใจจะแวะไปซื้อยากำจัดเห็บหมัดจากร้าน Pet Shop ใกล้บ้าน เพราะเกรงว่าเจ้าเหมียวจะเอาเห็บหมัดมาปล่อยให้คนในครอบครัว เจ้าของร้านแนะนำยาตัวหนึ่งให้ พร้อมคำรับรองว่า “ปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยง 100 เปอร์เซ็นต์”

เมื่อกลับมาบ้าน ฉันจึงหยอดยากำจัดเห็บให้เจ้าเหมียวที่กลางหลัง แล้วออกไปทำงาน คืนนั้นแฟนของฉันโทร.มาบอกว่าเจ้าเหมียวอาการไม่ดี นอนน้ำลายฟูมปาก ฉันและแฟนจึงรีบพามันไปโรงพยาบาลโดยด่วน ตอนนั้นฉันได้แต่คิดว่า มันคงกินอะไรผิดสำแดงเข้าไปในร่างกายกระมัง

แต่แล้ว…ราวกับโลกถล่มลงมาตรงหน้า เมื่อหมอแจ้งว่า เจ้าเหมียวจากเราไปแล้ว พร้อมกับบอกสาเหตุ…และสาเหตุนั้นเกิดจากฉันเอง!

หมอบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ควรซื้อยาจากร้านขายสัตว์เลี้ยง เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการดูแล และคนขายมักไม่รู้จริงในเรื่องยา ยาที่ฉันซื้อมาใช้ จึงส่งผลทำให้ตับของแมวพัง

ช่วงเวลานั้นฉันร้องไห้ทุกวัน เพราะฉันเป็นคนฆ่าแมวที่ฉันและทุกคนในบ้านรักด้วยตัวฉันเอง ลูกถามฉันทั้งน้ำตาว่า “…มันเกิดขึ้นได้ยังไง…ใครทำเหมียว” แต่ฉันก็ไม่กล้าตอบว่าเป็นฉันเอง

แม่และแฟนฉันก็รักแมวแสนรู้ตัวนั้นมากจนทำใจไม่ได้ที่มันจากไป หากเห็นแมวตัวอื่น ก็มักเปรยออกมาว่า จะไม่เลี้ยงอีกแล้ว ไม่มีใครแทนที่เจ้าเหมียวได้ บางครั้งแม่ก็ซื้ออาหารไปให้เจ้าแมวที่หลุมศพ ไปพูดคุยกับมันบ่อย ๆ ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังคงกอดและกระซิบบอกฉันว่า ไม่เป็นไรนะ ทุกคนให้อภัย เมื่อเห็นฉันร้องไห้ไม่หยุด แต่เป็นตัวฉันเองที่ไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้

หลายวันต่อมา ฉันก็มีโอกาสได้ขอคำปรึกษาจากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ จึงกราบเรียนถามพระอาจารย์ทันที

 

พระอาจารย์คะ แมวที่บ้านซึ่งทุกคนรักมากเพิ่งตายไป แต่มันติดอยู่ในใจโยมว่าโยมเป็นคนฆ่ามัน คือเราหวังดีไปซื้อยาฆ่าเห็บมาทาให้แมว ยานั้นทำให้เขาป่วยและเสียชีวิต พอแม่โยมรู้ข่าวก็ซึมทุกวันเพราะทุกคนในบ้านรักมันมาก โยมเลยรู้สึกผิดฝังใจว่า เราทำให้คนที่บ้านไม่มีความสุข ตอนนี้ไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ

พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า เจตนาเป็นตัวกรรม เมื่อเราไม่ได้ตั้งใจฆ่า ความเข้มข้นของบาปจึงเจือจาง ถ้ามีเจตนา ความเข้มข้นเท่ากับร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามีธรรมะจะเข้าใจว่าสิ่งที่ล่วงเลยไปแล้ว ตายไปแล้วก็จบไปแล้ว

หากเรารู้สึกว่าตัวเองทำบาป บาปเกิดที่ใจก็ชำระที่ใจ การทำผิดแบบนี้คือการทำผิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจตนาดีแต่ขาดปัญญาที่รอบรู้ละเอียดถี่ถ้วน ขาดความรู้เรื่องแพทย์ หวังดีแท้ ๆ กลับสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มันตายขึ้นมาก็เสียดาย เสียใจ

ตอนนี้ทำดีที่สุดได้เพียงแค่การขอโทษทุกคนในบ้าน เพราะมันผ่านไปแล้ว ต่อไปจะสำรวมระวังไม่ทำอีก อันนี้คือการกระทำภายนอก อะไรควรทำก็ทำไป ส่วนทางใจท่านก็ให้มาชำระที่ใจ เช่น เวลาไม่สบายใจครั้งใด เราเข้าไปดูความทุกข์ มันเป็นยังไง แค่ไปรับรู้ความรู้สึกแล้วก็สลับกับการรับรู้ลมหายใจ แค่มีสติอยู่กับลม

ก่อนหน้านี้ที่เราทุกข์ เพราะมีการปรุงแต่งความคิด มีบัญญัติว่าไว้ มีคน มีสัตว์ บุคคล เรา เขา เรื่องแมว เรื่องแม่ ปรุงมาปรุงไปเป็นวงจรแห่งความขุ่นมัว ทำให้ต้องมาคร่ำครวญว่าเราเป็นต้นเหตุ แต่ช่วงเวลาที่เรากลับมาดูลมหายใจเป็นการปิดสวิตช์ จากสมมุติ ไม่รับรู้เรื่องคน เรื่องใคร จิตของเราจะรู้สึกว่าง แล้วค่อยกลับไปดูความรู้สึกใหม่ ทำสลับไปมา เมื่อเราดีขึ้นจะมีการแทนค่า กุศลจะตีตื้นขึ้นมาแทนค่าความทุกข์สุดท้ายทุกข์ทางใจจะสลายไป เราก็จะกลับมาเป็นปกติ

ถ้าสะดวกอาจเดินจงกรมด้วยก็ได้โดยเดินด้วยความมีสติ ก้าวขวา ซ้าย ขวา หรืออาจใช้วิธีสวดมนต์ อิติปิโส…อะระหัง สัมมา…เป็นการทำให้จิตมีที่ตั้งอยู่กับปัจจุบัน ถ้าจิตไม่มีหลัก ความคิดจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นฝ่ายดีก็ทำให้เกิดความสบายใจ ถ้าคิดวนแต่เรื่องทำผิดทำพลาด อกุศล ใจก็ยิ่งเศร้าหมอง

 

มีอุบายอะไรอย่างอื่นที่จะทำให้โยมและครอบครัวรู้สึกดีขึ้นบ้างไหมคะ

ลองอุทิศส่วนกุศล เขียนชื่อแมวแล้วทำบุญไปให้ก็ได้ ว่าบุญกรรมกุศลที่ทำวันนี้ก็ขออุทิศให้กับเจ้าแมวเหมียว ขอให้มารับส่วนกุศลและขออโหสิกรรมด้วย

อีกทางคือ อยู่กับการงาน พาตัวเองไปทำอย่างอื่น เช่น ล้างจานก็ตั้งใจล้างจาน ซักผ้าก็ให้มีสติอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ซักไปจิตก็เหม่อไปอย่างอื่น เอางานเป็นฐานที่ตั้ง

บางครั้งเรื่องแบบนี้แก้คนเดียวไม่ได้หรอก ต้องแก้ทั้งระบบ ต่อให้โยมทำเหมือนที่พระอาจารย์พูดเป๊ะ หากแม่ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิ อาจมาโทษเรา คนอื่นในบ้านก็มารุมสกรัม โยนความผิดมาให้ ไม่ยอมให้อภัยอยู่ดี แบบนี้คนที่ทำผิดก็ยังฝังใจ ท่าทีของคนในครอบครัวจึงสำคัญที่สุด

เมื่อรู้แล้วว่าเราทำผิดพลาด ก็ทำกุศลอื่นที่ได้แต้มมาก ๆ ให้เยอะขึ้น เช่น นั่งสวดมนต์ ทำสมาธิภาวนา บาปก็เหมือนเกลือที่เติมลงไปในโอ่ง ถ้าเราก็เติมน้ำหรือกุศลลงไปเรื่อย ๆ เกลือก็ยังคงให้ความเค็มแต่จะเจือจางลงเรื่อย ๆ จนไม่เหลือความเค็ม

สุดท้ายไม่ว่าคุณแม่หรือคนในบ้านจะว่ายังไงก็ตาม เราต้องยอมรับว่าเขามีสิทธิ์ เพราะความเสียใจและความคาดหวังทำให้เขามีอาการเช่นนี้ เมื่อเรายอมรับอยู่เรื่อย ๆ เนือง ๆ ไม่ขัดขืน ไม่ตอบโต้ สุดท้ายความเย็น ยอม หยุดของเราจากข้างในจะเป็นปัจจัยให้เขาเย็นลงเอง และทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ในที่สุด

สิ่งที่ผ่านไปก็จงถือเป็นกรรมของแมวที่ทำร่วมกันมา อุทิศส่วนกุศลหรือทำสิ่งดี ๆ ให้แมวแล้วก็น่าจะเริ่มต้นกันใหม่ ต่อไปนี้ควรให้ความสำคัญกับคนที่ยังอยู่มากกว่าสิ่งที่จากไปแล้ว ไม่เช่นนั้นคนที่ยังอยู่จะพลอยตกนรกทั้งเป็นไปด้วย

 

หลังจากได้ฟังคำแนะนำของพระอาจารย์แล้ว ฉันก็รู้สึกดีขึ้นและรีบไปทำบุญตักบาตรบ้าง ปฏิบัติธรรมบ้าง โดยไม่ลืมที่จะอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าเหมียวแสนรู้ด้วย ฉันได้แต่หวังว่า บุญกุศลที่ฉันทำจะช่วยให้มันได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี

เวลานี้ความรู้สึกผิดในใจฉันเริ่มคลายตัวลงเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่หมดสิ้น แต่ฉันเชื่อว่า วันเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เหมือนสัจธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป”

สักวัน…ความรู้สึกผิดในใจของฉันก็คงจะดับไปด้วยเช่นกัน

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ผั่นพั้น

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up