พระมหาโมคคัลลานะ

“พระบุญหนัก แต่บาปหนา” เรื่องราวของ พระมหาโมคคัลลานะ ที่หนีกรรมชั่วของตนไม่พ้น

พระมหาโมคคัลลานะ
พระมหาโมคคัลลานะ

“พระอรหันต์อยู่เหนือบุญเหนือบาป อยู่เหนือกรรมดีและกรรมชั่วได้แล้ว ท่านยังหนีไม่พ้นกฎแห่งกรรมได้อีกหรือ” นี่คือคำถามที่สงสัยกันอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่า “พระอรหันต์คงหนีพ้นกรรมได้แล้ว กรรมคงเข้าตามสนองท่านไม่ได้อีกต่อไป” แต่เรื่องราวของ พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระศาสดา แสดงให้เราเห็นว่า “พระอรหันต์ก็ยังต้องรับกรรม หนีกรรมชั่วที่ตนเคยทำไม่พ้น”

นักพรตกลุ่มหนึ่งกำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นแก่พวกตน ตั้งแต่พระสมณโคดมเข้ามาสอนคนในเมือง ชาวเมืองต่างหลั่งไหลเข้าเป็นศิษย์ของพระองค์มิได้ขาด คนที่เคยอุปถัมภ์ค้ำชูพวกตนต่างร่อยหรอลงทุกวัน หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง มิช้านัก พวกตนจะต้องไส้แห้งหมดตัวอย่างแน่นอน

“พวกเราจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไรดี” กลุ่มนักพรตต่างระดมสมองขบคิดหาแนวทางกอบกู้สถานการณ์

“ผมคิดว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเรากำลังเผชิญเกิดจากสมณะเพียงรูปเดียวเท่านั้น” นักพรตรูปหนึ่งเสนอความคิดเห็นขึ้นกลางที่ประชุม

“มันคือใคร !” กลุ่มนักพรตต่างถามด้วยสายตาที่จ้องเขม็ง

“สมณะชื่อ ‘มหาโมคคัลลานะ’ น่ะสิคุณ”

“อืม…ทำไมคุณจึงคิดเช่นนี้” กลุ่มนักพรตถามด้วยความสงสัย

“พวกคุณไม่รู้หรือไงว่า ตั้งแต่สมณะรูปนี้นำเรื่องนรก – สวรรค์มาบอกแก่มนุษย์ ชาวบ้านต่างหลงเชื่อคำพูดของสมณะรูปนี้อย่างหัวปักหัวปำ ผู้คนได้หลั่งไหลเข้าหาสมณะรูปนี้ไม่เว้นแต่ละวัน ลาภสักการะของพระสมณโคดมและเหล่าสาวกจึงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ส่วนรายได้ที่พวกเราเคยมีกลับหดตัวลงเรื่อยมา หากปล่อยสมณะรูปนี้ไว้ พวกเราจะต้องฉิบหายอย่างแน่นอน”

“พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” กลุ่มนักพรตปรึกษากันในที่ประชุม

“ฆ่ามันทิ้งซะ !” นักพรตรูปหนึ่งเสนอแผนตัดไฟเสียแต่ต้นลม

เมื่อได้ฟังแผนของนักพรตรูปนี้ กลุ่มนักพรตต่างลงมติเห็นด้วย นักพรตแต่ละคนได้ช่วยกันหาทุนรอนจนได้เงินถึง 1,000 กหาปณะ ต่อมาก็นำเงินที่ได้ไปจ้างนักสังหารมืออาชีพทีมหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น นักพรตกลุ่มนี้ก็ยังมีความรู้สึกกังวลและหวั่นใจไม่น้อยต่อแผนการของพวกตน เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์พระมหาโมคคัลลานะมานานว่า ท่านเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระสมณโคดม มีอิทธิฤทธิ์ไม่เป็นรองใคร ยกเว้นแต่พระสมณโคดมเท่านั้น แผนสังหารพระมหาโมคคัลลานะจึงไม่ใช่งานหมูอย่างที่คิดโอกาสพลาดพลั้งเป็นไปได้สูง

ในเวลานั้นพระมหาโมคคัลลานะกำลังปลีกวิเวกอยู่ในที่พักชื่อ “กาฬศิลา” เมื่อท่านรู้ว่ากลุ่มนักพรตส่งมือสังหารมาฆ่าตน ท่านก็เหาะหนีไปก่อน ทีมมือสังหารเดินทางมาถึงไม่เห็นท่านก็เดินทางกลับไป วันต่อมามือสังหารทีมเดิมก็เดินทางมาอีก คราวนี้ท่านได้เหาะหนีไปอีก ทีมมือสังหารก็คว้าน้ำเหลวอีกเช่นเคย เวลาผ่านไปถึง 2 เดือน มือสังหารทีมนี้ก็ยังมิอาจทำอะไรท่านได้

ถึงกระนั้นมือสังหารทีมนี้ก็ยังคงไม่ลดละความพยายาม เมื่อรับงานแล้วต้องทำให้สำเร็จ จะต้องฆ่าสมณะโมคคัลลานะให้จงได้

พอย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 เท่านั้น พระมหาโมคคัลลานะพิจารณาดูตัวเองแล้วก็รู้ว่า

“อันตัวเราคงหนีเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปไม่พ้น มันเป็นผลกรรมชั่วที่เราเคยทำต่อผู้มีพระคุณ กฎแห่งกรรมเป็นกฎที่แน่นอนตายตัว ไม่มีใครหลีกหนีได้ แม้จิตใจของเราตอนนี้จะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วแล้วก็ตาม แต่กายเนื้อของเราคงหนีไม่พ้น เราต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรม เราคงฝืนมันไม่ได้อีกต่อไป”

เมื่อพิจารณาเห็นเช่นนี้ ท่านก็นั่งรอในที่พักอย่างสงบเงียบ ทันใดนั้นทีมมือสังหารก็บุกเข้ามาถึง เห็นท่านนั่งอยู่อย่างนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง จ้วงแทงท่านอย่างไม่ยั้งมือ เมื่อเห็นท่านนอนแน่นิ่งจมกองเลือดแล้ว พวกมันก็ใช้ค้อนทุบร่างกายท่านให้แหลกละเอียด จนกระทั่งแน่ใจว่าตายแล้วอย่างแน่นอน พวกมันจึงนำเศษชิ้นเนื้อทั้งหมดไปทิ้งที่หลังพุ่มไม้ข้างที่พัก แล้วหนีไปอย่างลอยนวล

พอข่าวการตายของพระมหาโมคคัลลานะแพร่สะพัดไปทั่วเมือง คนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมดีพอต่างก็ตกตะลึงงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระมหาโมคคัลลานะเป็นถึงพระอรหันตสาวก มีชีวิตที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ท่านไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญให้ใคร มีแต่ความเมตตากรุณา สอนคนให้ละเว้นชั่ว ทำแต่ความดี ท่านยังเป็นพระบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มีฤทธิ์เดชเหนือกว่าบรรดาพระสาวกต่าง ๆ การถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับท่านได้เลย หรือว่ากฎแห่งกรรมไม่เที่ยงตรงเสียแล้ว นี่คือข้อสงสัยของคนส่วนใหญ่

แต่พระพุทธองค์กลับนิ่งเฉย เพราะพระองค์รู้ว่า “การตายของพระมหาโมคคัลลานะครั้งนี้สมควรยิ่งแล้ว สาสมยิ่งแล้ว กรรมชั่วช้าที่ท่านเคยทำต่อผู้มีพระคุณในครั้งกระโน้น มิอาจให้อภัยท่านได้” พระองค์ได้ตรัสเล่าความจริงแก่ผู้สงสัยว่า

“ในอดีตชาติมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นชายเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ตาบอด พ่อแม่เห็นลูกชายไม่มีภรรยาก็มีความสงสาร จึงหาหญิงนางหนึ่งมาแต่งให้เป็นภรรยา แม้เขาไม่ต้องการอยากจะมีภรรยา แต่ก็จำใจยอมตามความต้องการของพ่อแม่ แรก ๆ หญิงสะใภ้ก็ปรนนิบัติพ่อสามีแม่สามีเป็นอย่างดี แต่นานวันเข้าแม่เสืออย่างนางก็ออกลาย นางพยายามพูดยุแหย่ให้สามีเกลียดชังพ่อแม่ตัวเอง แม้ระยะแรกสามีจะไม่ยอมฟังนาง แต่หลายวันเข้าหินแกร่งที่ถูกน้ำเซาะอยู่เสมอย่อมพังทลายลงได้ โมคคัลลานะก็เช่นกัน ไม่นานนักเขาก็หลงคารมภรรยา เขาได้วางแผนล่อพ่อแม่เข้าป่าแล้วฆ่าผู้มีพระคุณทั้งสองทิ้งอย่างโหดร้ายและทารุณ”

การหลงคารมภรรยาจนฆ่าผู้มีพระคุณ ถือเป็นกรรมชั่วช้าที่หนักหนา (อนันตริยกรรม) ผู้ที่ทำกรรมนี้แล้วจะต้องได้รับผลกรรมอย่างฉับพลันและหนักหน่วง กรรมชนิดนี้ยังไม่อาจเปลี่ยนเป็นอโหสิกรรมได้ แม้เขาจะพยายามทำบุญกุศลมากเพียงใดก็ตาม เขาย่อมได้รับผลของกรรมนี้อยู่ดี ด้วยเหตุนี้พระมหาโมคคัลลานะจึงตกนรกอยู่หลายแสนปี เมื่อเกิดมาเป็นคนก็ถูกฆ่าทิ้งอย่างทารุณโหดร้ายในหลายร้อยชาติ แม้ชาติสุดท้ายท่านจะได้เป็นพระอรหันต์ มีฤทธิ์เดชเก่งกาจเหนือพระอรหันตสาวกอื่น ๆ แต่ท่านก็ไม่อาจหนีพ้นกรรมชั่วที่ตนเคยก่อ

อย่างไรก็ตาม การรับกรรมของพระอรหันต์ไม่เหมือนกับคนมีกิเลส พระอรหันต์จะได้รับผลกรรมทางกายเพียงอย่างเดียว ส่วนจิตใจของท่านอยู่เหนืออำนาจกรรมแล้ว กรรมดีหรือกรรมชั่วจึงไม่มีผลอะไรต่อจิตใจท่านได้อีก แต่คนมีกิเลสจะได้รับผลกรรมทั้งสองทาง คือ ทางกายและทางใจ

ฉะนั้น พระอรหันต์ยังหนีกรรมไม่พ้น เราซึ่งยังมีกิเลสจะหนีพ้นกรรมไปได้อย่างไร ดังเช่นคำพระที่ท่านสวดทุกค่ำเช้าว่า

“กัมมัสสะโกมหิ     เรามีกรรมเป็นของตน

กัมมะทายาโท       เรามีกรรมเป็นทายาท

กัมมะโยนิ               เรามีกรราเป็นผู้ให้เกิด

กัมมะพันธุ              เรามีกรรมเป็นพวกพ้อง

กัมมะปฏิสรโณ       เรามีกรรมเป็นที่พึ่งพิง

ยัง กัมมัง กริสสามิ        เราก่อกรรมใดไว้

กัลยาณัง วา ปาปกัง วา      ไม่ว่าดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาโท ภวิสสามิ     เราจักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น”

 

ที่มา : ฉลาดคิด ชีวิตเป็นสุข – ส. ชิโนรส สำนักพิมพ์อมรินทร์

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up