ปฏิจจสมุปบาท

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาท

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท 

ปฏิจจสมุปบาท เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึก ทำให้เข้าใจถึงการกำจัดอวิชชา และเข้าใจว่าเพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายยังคงเวียนว่ายตายเกิดในทะเลแห่งวัฏฏะสงสาร การที่จะตัดภพ สิ้นชาติให้ได้นั่นต้องมีความเข้าใจในคำสอนเรื่องนี้เสียก่อน

คำสอนที่มีชื่อเรียกยากนี้ หากใครได้ยินเป็นครั้งแรก ต้องขอให้ผู้พูด พูดชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำถามเชิงอุทานว่า “ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร” ปฏิจจสมุปบาทคือองค์ธรรมที่อาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น มีด้วยกันทั้งหมด 12 องค์ธรรม ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

หากจะอธิบายคำสอนนี้ได้ให้เกิดความเข้าใจ ต้องอิงตามพระพุทธพจน์ของพระ ในพระสูตรหนึ่งมีชื่อว่า ” ปัจจัยสูตร ” ยกส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทพอสังเขปมาดังนี้

องค์ธรรมที่อิงอาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มจากการเกิด (ชาติ) ทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย (ชรามรณะ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นองค์ธรรมที่อิงอาศัยกัน หากไม่มีชาติก็ไม่มีชรามรณะ เพราะเรา (ตถาคต) เข้าใจในการอิงอาศัยขององค์ธรรมนี้ เราจึงได้บรรลุธรรม

 

เพราะเกิด (ชาติ) เป็นเหตุ จึงต้องแก่และตาย (ชรามรณะ)

เพราะ ความเป็นสิ่งนั้น ๆ (ภพ) ทำให้มีการเกิด (ชาติ)

เพราะความยึดติด (อุปาทาน) ความเป็นสิ่งนั้น ๆ (ภพ) จึงมี

เพราะความอยาก (ตัณหา) ทำให้เกิดความยึดติด (อุปาทาน)

เพราะความรู้สึก (เวทนา) ทำให้เกิดความอยาก (ตัณหา)

เพราะการสัมผัส (ผัสสะ) ทำให้เกิดความรู้สึก (เวทนา)

เพราะอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (สฬายตนะ) ทำให้เกิดการสัมผัส (ผัสสะ)

เพราะการรวมกันระหว่างรูปกับนาม คือจิตกับกาย (นามรูป) ทำให้เกิดอายตนะทั้ง 6 (สฬายตนะ)

เพราะการรับรู้ทางอารมณ์ (วิญญาณ)ทำให้เกิดจิตกับกาย (นามรูป) 

เพราะการปรุงแต่ง (สังขาร) ทำให้เกิดการรับรู้ทางอารมณ์ (วิญญาณ)

เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) ทำให้เกิดการปรุงแต่ง (สังขาร)

 

องค์ธรรมเหล่านี้มีความไม่เที่ยง ถูกปรุงแต่ง อาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย  และความดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อใดที่เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท ด้วยปัญญาอันชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ที่ได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามจริง ผู้นั้นจะไม่สนใจเรื่องการเกิดอีกต่อไป

จากข้อความใน ปัจจัยสูตร ที่ยกมานี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งมองอะไรในชีวิตประจำวันเป็นไปตามปฏิจจสมุปบาททั้งหมด เช่น สฬายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ทำให้เกิดการสัมผัส (ผัสสะ) เมื่อตา (อายตนะ) ไปกระทบดอกบัว (อารมณ์) เมื่อจิตเห็น (วิญญาณ) ภาพปรากฏจากดวงตาเป็นรูปดอกบัว เมื่อเห็นดอกบัวสวยจิตจึงปรุงแต่ง (สังขาร) ว่าตนชอบ (เวทนา) เมื่อจิตชอบดอกบัว เกิดความอยาก (ตัณหา) ได้ดอกบัวดอกนั้น เมื่อเกิดความอยากขึ้น ก็ยึด (อุปาทาน) ว่าสิ่งที่เราอยากได้นั้น มันเป็นสิ่งของที่มีอยู่จริง นี้คือองค์ธรรมที่ทำให้การเป็นมนุษย์ที่หลงใหลในวัตถุเกิดขึ้น เมื่อหลงใหลในวัตถุ ไม่ว่าวัตถุนั้นจะสร้างความสุขหรือทุกข์ให้ เมื่อจิตได้สนใจไปแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การเกิด (ชาติ) ไปเรื่อย ๆ เมื่อเกิดสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการแก่ (ชรา) และตาย (มรณะ)

พระพุทธเจ้าตรัสในตอนจบของพระสูตร (ปัจจัยสูตร) ว่า ผู้ที่เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท ย่อมไม่สนใจในการเกิดอีก เพราะเข้าใจแล้ว (วิชชา) ไม่สนใจลุ่มหลงสิ่งต่าง ๆ ผ่านอายตนะทั้ง 6 อีก อวิชชาย่อมไม่สามารถสร้างความเข้าใจผิด ให้จิต (นาม) ดวงนี้หวนกลับมาเกิดในกาย (รูป) ใหม่อีกต่อไป สิ้นภพ (ความเป็น) และชาติ (การเกิด) อย่างสิ้นเชิง

 

ที่มา : ปัจจัยสูตร


บทความน่าสนใจ
คุณค่าแห่งการเกิด คือคุณค่าของชีวิต - นิตยสารซีเคร็ต
เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5
ลูกที่มีอายุมากกว่าพ่อ นิทานธรรมะสอนสัจธรรมของ การบรรลุธรรม ไม่เลือกวัย
ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ
นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ
keyboard_arrow_up