พระโสดาบัน

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5

พระโสดาบัน
พระโสดาบัน

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5

พระโสดาบัน หมายถึง ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล คือสามารถละสังโยชน์ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส

ละสังโยชน์ 3 ถึงจะเป็นพระโสดาบัน

สังโยชน์ หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ หรือองค์ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึง คิดว่าตัวเราเป็นของเรา 2. วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 3. สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 4. กามราคะ  หมายถึง ติดใจในกามคุณ 5. ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 6. รูปราคะ หมายถึง ยึดติดในรูปที่ชอบพึ่งพอใจ 7. อรูปราคะ หมายถึง ความยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 8. มานะ หมายถึง ถือว่าตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 9. อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน และ 10 อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป เป็นพระโสดาบัน ” มีปรากฏในพระสูตรที่มีชื่อว่า “มหาปรินิพพานสูตร” แสดงว่า ผู้บรรลุโสดาปัตติผลได้ ต้องเป็นผู้ที่สามารถขจัดกิเลส 3 ตัวได้ คือ การคิดว่าตัวเราเป็นของเรา (สักกายทิฏฐิ) การคิดลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) และ การปฏิบัติพรตนอกรีตที่ไม่ใช่การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา (สีลัพพตปรามาส)

การละสังโยชน์ 3 ทำให้บรรลุธรรมขั้นพื้นฐานของการเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาก็จริง แต่การละสังโยชน์ 3 ได้ ต้องมาจากการที่ผู้นั้นต้องพิจารณาธรรมจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้

เช่น พระนางอภิรูปนันทา เจ้าหญิงศากยวงศ์ ผู้เป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า ทรงบวชเป็นภิกษุณี ไม่ยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อสดับพระธรรม เพราะพระพุทธเจ้ามักทรงเทศนาเรื่องข้อเสียของการมีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่สุดท้ายเมื่อพระนางเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ทอดพระเนตรหญิงงามที่พระพุทธเจ้าเนรมิตขึ้นมา จากหญิงามกลายเป็นหญิงชรา จากหญิงชรากลายเป็นซากศพ พระนางทรงเห็นดังนั้นถึงกับเข้าพระทัยแล้วว่ารูปนั้นไม่ใช่ของ ๆ เรา เพราะสุดท้ายรูปโฉมที่ว่างามก็ต้องแห้งเหี่ยวและกลายเป็นศพไปในที่สุด เมื่อพระนางเข้าพระทัยดังนั้นก็บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผลทันที

อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบันได้ คือการถือศีล 5 ดังมีปรากฏในปัญจเวรภัยสูตร มีความโดยสังเขปดังนี้

ศีล 5  ย่อมทำให้ผู้นั้นสงบ และมีองค์ประกอบแห่งโสดาปัตติ 4 ( 1. การคบสัตบุรุษ (คนดี) 2. การฟังธรรม 3. การทำไว้ในใจโดยแยบคาย และ 4. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ) และเข้าใจในญายธรรม (โยนิโสมนสิการและปฏิจจสมุปบาท) ทำให้เป็นผู้ที่มองและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง

จากข้อความที่สรุปพระพุทธพจน์จากปัญจเวรภัยสูตรมานี้ แสดงให้เห็นว่า ก้าวแรกของการมีโสดาปัตติ 4 ประการคือ การมีศีล 5 ซึ่งศีล 5 เป็นศีลพื้นฐานของชาวพุทธ ดังนั้นการถือศีล 5 เพื่อให้พัฒนาไปสู่การมีโสดาปัตติ 4 และการแยกคายสิ่งต่าง ๆ ตามหลักโยนิโสมนสิการ และการเข้าใจความเป็น ไปของทุกสรรพสิ่งด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท จึงไม่น่าเป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาตนเองจากปุถุชนเป็นอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน

 

ที่มา :

ปัญจเวรภัยสูตร

มหัทธนสูตร

มหาปรินิพพานสูตร


บทความน่าสนใจ

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Dhamma Daily : ปัญหาโลกแตกของ คนโลกสวย อยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์ ทำอย่างไรดี

บทสวดเย ธมฺมา (แปล): หัวใจของพุทธศาสนา

 

keyboard_arrow_up