หลวงพ่อชา สุภทฺโท

7 เรื่องเล่าน่ารู้ของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท พระอริยสงฆ์แห่งเมืองดอกบัวงาม

หลวงพ่อชา สุภทฺโท
หลวงพ่อชา สุภทฺโท

7 เรื่องเล่าน่ารู้ของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท พระอริยสงฆ์แห่งเมืองดอกบัวงาม

คนจำนวนมากจดจำ หลวงพ่อชา สุภทฺโท ได้เป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้เพียรเผากิเลสแห่งตนและหมู่ชนให้หมดสิ้นไป ทั้งยังอุทิศชีวิตในการปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้แพร่หลายไปไกลถึงซีกโลกตะวันตก รวมถึงได้ผลิตยอดนักรบทางธรรมออกมาสืบต่อพระพุทธศาสนาอีกมากมาย

Secret ขอนำเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับแม่ทัพธรรมผู้สืบทอดร่มเงาโพธิญาณ ให้ผู้อ่านได้อ่านกัน

1.เมื่อโตเป็นหนุ่ม นายชา โชติช่วง ได้พบรักกับนางสาวจ่ายขณะอายุ 19 ปี ทว่าไม่มีโอกาสได้ร่วมหอลงโรงกัน เพราะพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่อาจทนรอให้นายชาเกณฑ์ทหารและบวชพระได้จึงจัดการให้นางสาวจ่ายแต่งงานกับนายพุฒ เพื่อนรักของนายชา

แม้นธรรมที่ได้ศึกษาตอนเป็นเณรจะพอช่วยบรรเทาพิษรักในครั้งนั้นลงได้บ้าง แต่นายชาก็ยังทุกข์ใจ สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับสู่เส้นทางธรรม อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในวันที่26 เมษายน พ.ศ. 2482 ได้รับฉายาว่า “สุภทฺโท” แปลว่า“ผู้เจริญดี ” โดยภายหลังท่านได้กล่าวถึงเพื่อนรักในฐานะผู้มีพระคุณว่า “ถ้าเขาไม่แต่งงานกับแม่จ่าย ผมก็คงไม่ได้บวช ”

 

2.เมื่อเกิดศรัทธาในวิถีนักบวช พระชาจึงตั้งใจเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนตามที่ต่าง ๆ ดังคติธรรมท้องถิ่นของชาวอีสานที่ว่า “บ่ออกจากบ้าน บ่ฮู้ห่อนทางเทียว บ่เฮียนวิชา ห่อนสิมีความฮู้” (ถ้าไม่ออกจากบ้าน ไฉนจะรู้ทางไปมา ไม่เรียนวิชาไฉนจะมีความรู้) ในที่สุดท่านก็สามารถสอบได้นักธรรมตรีและโท ทว่าก่อนที่จะสอบนักธรรมเอกไม่นาน โยมพ่อของพระชาเกิดป่วยหนัก ท่านจึงตัดสินใจกลับบ้านไปดูแล แต่อาการของโยมพ่อก็มีแต่ทรงกับทรุด “พระอย่าลาสิกขานะ อยู่เป็นพระไปอย่างนี้แหละดีสึกออกมามันยุ่งยาก ลำบาก หาความสบายไม่ได้ ” เสียงของโยมพ่อแหบแห้งจากโรคภัยที่รุมเร้า พระชาจึงตอบโยมพ่อไปว่า “ไม่สึกหรอก จะสึกไปทำไมกัน” โยมพ่อยิ้มด้วยความดีใจเมื่อได้ยินคำตอบของพระลูกชาย…หลังจากเฝ้าดูแลอาการป่วยของโยมพ่ออยู่ 13 วัน โยมพ่อก็ถึงแก่กรรม

 

3.ครั้งหนึ่งพระชาได้เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดลพบุรี มุ่งสู่เขาวงกต อันเป็นสำนักของ หลวงพ่อเภา แต่น่าเสียดายที่หลวงพ่อเภามรณภาพไปเสียก่อน พระชาจึงศึกษาระเบียบข้อปฏิบัติที่หลวงพ่อเภาวางไว้ และได้อ่านคติพจน์ที่ท่านเขียนไว้ตามปากถ้ำและตามที่อยู่อาศัยเพื่อเตือนใจแทน ทั้งยังมีโอกาสศึกษาพระวินัยจนเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทำให้ท่านมีความสังวรระวังไม่กล้าฝ่าฝืนแม้แต่สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ

ครั้งนั้นพระชาได้พบกับพระธุดงค์ชาวเขมรรูปหนึ่งและได้ศึกษาพระวินัยกับพระอาจารย์รูปนั้นหลายข้อ ทำให้กระจ่างแจ้งมากขึ้น คืนหนึ่งขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติธรรมอยู่ พระเขมรรูปนั้นได้เดินฝ่าความมืดมาหาท่านพร้อมกับบอกว่า ได้สอนพระวินัยผิดไปหนึ่งข้อ และต้องรีบมาบอกเพราะเกรงว่า ถ้าท่านตายในคืนนี้ พระชาจะจำไปสอนคนอื่นผิด ๆ อีก จะเป็นบาปเป็นกรรมไปเปล่า ๆ พระชารู้สึกประทับใจและนึกชื่นชมพระเขมรรูปนั้นพร้อมกับตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ประมาทในการสอนธรรมผู้อื่น

 

4.จากการที่เคยได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับพระอาจารย์ มั่น ภูริทตฺโต ว่าเป็นครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนาธุระที่มีผู้เคารพนับถือมากมาย พระชาจึงตัดสินใจเดินธุดงค์ไปร่ำเรียนกับท่านถึงวัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร เมื่อแรกพบกัน พระอาจารย์มั่นได้ตอบข้อสงสัยที่ค้างคาใจพระชามาเนิ่นนานจนหมดสิ้นโดยไม่ต้องเอ่ยปากถามเสียด้วยซ้ำ ทำให้พระชามั่นใจว่า ท่านได้พบครูอาจารย์ที่ตามหามานานแล้วหลังจากที่ท่านศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านหนองผือได้ประมาณสองสามคืน พระชาก็กราบลาพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ต่อ

 

5. วันหนึ่งขณะปลีกวิเวกอยู่ในป่าช้า ชาวบ้านได้หามศพมาเผาใกล้ ๆ กลดของท่าน คืนนั้นเองพระชาได้ยินเสียงครืดคราด ๆ และเสียงย่ำเท้าดังโครม ๆ เหมือนจะมาเหยียบร่าง แม้กลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก แต่ท่านก็ยังคงหลับตาสนิท ตั้งใจมั่นว่า“ให้มันตายทั้งหลับตานี่แหละ!” ความกลัวที่อัดแน่นอยู่ในใจทำให้ท่านถึงกับลืมบริกรรมพุทโธ แต่ขณะนั้นเองก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาในใจว่า “กลัวอะไร ” “กลัวตาย ” “ความตายมันอยู่ไหน ” “อยู่กับตัวเอง ” “แล้วจะหนีไปไหนพ้นล่ะ วิ่งหนีก็ตาย นั่งก็ตาย เพราะมันอยู่กับเรา…กลัวหรือไม่กลัวก็ตายเหมือนกัน หนีไม่ได้หรอก” พอคิดได้อย่างนั้น ความกลัวก็เริ่มมลายหายไป พระชาสามารถก้าวข้ามความกลัวตายได้ในคืนนั้นนั่นเอง

 

6. พระชาฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่กินรี แห่งวัดหนองฮี ตอนนั้นเองที่ท่านทำความเพียรอย่างหนัก ฝนตกแดดออกอย่างไรก็เดินจงกรมจนทางเดินเป็นร่องลึก ตรงข้ามกับหลวงปู่กินรีที่เดินเพียงสองสามเที่ยวก็หยุด แล้วไปเอาผ้ามาปะมาเย็บ หรือไม่ก็นั่งทำงานอย่างอื่น…พระชาจึงนึกปรามาสหลวงปู่ จนวันหนึ่งขณะที่พระชานั่งปะชุนจีวรอยู่อย่างขะมักเขม้นหลวงปู่กินรีก็เดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อสอบถามและทราบว่าพระชาต้องการทำให้เสร็จไว ๆ จะได้นั่งภาวนาหรือเดินจงกรมให้เต็มที่ หลวงปู่กินรีก็ให้ข้อคิดว่า…“นั่งเย็บผ้านี่ก็ภาวนาได้ท่านดูจิตตัวเองสิว่าเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขมัน ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทำอย่างนี้เสียหายหมด ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านยังไม่รู้เรื่องของตัวเองอีก ” คำพูดสั้น ๆ แต่มีความหมายและเจือความปรารถนาดีของหลวงปู่ ทำให้พระชาตาสว่างขึ้นมาทันที ท่านปรารภภายหลังว่า “เรานึกว่าทำถูกแล้ว อุตส่าห์รีบทำ อยากให้มันเสร็จเร็ว ๆ จะได้ภาวนา ที่ไหนได้ เราคิดผิดไปไกลทีเดียว ”

 

7.ระหว่างที่จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่กินรีนั่นเอง กามราคะก็ได้กลับมาเล่นงานท่านอีกครั้ง ครั้งนี้ร้ายกว่าที่เคย และเล่นงานท่านอยู่นานนับ 10 วัน

“ขณะที่มีความเพียรปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด กามราคะก็เข้ามารุมเร้าอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรืออยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ปรากฏว่ามีอวัยวะเพศของผู้หญิงลอยเต็มไปหมด เกิดความรู้สึกรุนแรงจนแทบทำความเพียรไม่ได้ต้องอดทนต่อสู้กับความรู้สึกและนิมิตเหล่านั้นอย่างลำบากยากเย็น ความรู้สึกต่อกามราคะในครั้งนั้นย่ำยีจิตใจรุนแรงพอ ๆ กับความกลัวที่เกิดขึ้นในคราวที่ไปอยู่ป่าช้าครั้งแรก เดินจงกรมก็ไม่ได้ เพราะองค์กำเนิดถูกผ้าเข้าก็มีอาการไหวตัว ต้องให้เขาทำที่จงกรมในป่าทึบเพื่อเดินเฉพาะในเวลาค่ำมืดและเวลาเดินต้องถลกสบงพันเอวไว้ การต่อสู้กับกามราคะเป็นไปอย่างทรหดอดทน ขับเคี่ยวกันอยู่นานถึง 10 วัน ความรู้สึกนิมิตเหล่านั้นจึงสงบและขาดหายไป” เรื่องกามราคะนี้ หลวงพ่อเปิดเผยให้สานุศิษย์ทราบในภายหลัง ด้วยเห็นว่าเป็นคติธรรมที่ดี โดยเฉพาะแก่พระหนุ่มวัยฉกรรจ์ จะได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้กามราคะจะฮึกเหิมเท่าไรผู้มีศรัทธาก็เอาชนะได้ ตอนที่พระอาจารย์มหาอมร เขมจิตฺโตบันทึกชีวประวัติของหลวงพ่อตามคำบอกเล่าของท่าน พระอาจารย์มหาอมรรู้สึกไม่แน่ใจว่าสมควรจะนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือไม่ แต่หลวงพ่อกำชับว่า “ต้องเอาลง ถ้าไม่เอาตอนนี้ลงในหนังสือด้วย ก็ไม่ต้องพิมพ์ประวัติเลย ”


บทความน่าสนใจ

ศูนย์เผยแผ่มรดกธรรมพระโพธิญาณเถร ( หลวงพ่อชา สุภทฺโท )

ฝึกปล่อยวาง ด้วยคำสอน หลวงพ่อชา สุภทฺโท

ท่านอมโรภิกขุเล่าความประทับใจครั้งแรกต่อ หลวงพ่อชา

เปิดประวัติ กว่าจะมาเป็น “ อมโรภิกขุ ” ศิษย์ต่างชาติสายหลวงพ่อชา

ฝึกปล่อยวาง ด้วย 10 คำสอนหลวงพ่อชา สุภทฺโท

keyboard_arrow_up