หลวงปู่มั่นเทศน์ถึงความมหัศจรรย์ของ พระแก้วมรกต

หลวงปู่มั่นเทศน์ถึงความมหัศจรรย์แห่ง พระแก้วมรกต หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอิทธิและญาณวิเศษ ปรารถนาพระนิพพาน ได้เทศน์ถึงความมหัศจรรย์แห่ง พระแก้วมรกต ไว้ ซึ่งหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ ได้จดจำแล้วนำมาบอกเล่าผ่านตัวอักษรในหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “รำลึกวันวาน” ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของพระแก้วมรกตมากขึ้น       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตจำวัดอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระอุปัชฌาย์อุ่น (พระครูบริบาลสังฆกิจ (อุ่น อุตตโม) แห่ง วัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร) ได้ไปกราบนมัสการฟังเทศน์ และได้นำรูปพระแก้วมรกตขนาด 20 นิ้ว ไปถวายท่านพระอาจารย์ แต่ดูท่านจะลืมทำความสะอาด เพราะมีฝุ่นจับอยู่ ท่านพระอาจารย์น้อมรับภาพพระแก้วมรกตด้วยความเคารพ หลังจากท่านอุปัชฌาย์อุ่นลาลงกุฏิไปแล้ว ท่านพระอาจารย์ได้ทำความสะอาด โดยนำผ้าสรงน้ำของท่าน มาเช็ดถู หลวงตาทองคำเอาผ้าเช็ดพื้นเข้าไปช่วยทำความสะอาดด้วย เพราะเห็นว่าผ้ายังสะอาดอยู่ ท่านหันมาเห็นเข้า ก็พูดว่า “อะไรกัน นั่นรูปพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ยังเอาผ้าเช็ดพื้นมาถูได้” หลวงตาทองคำสะดุ้งไปทั้งตัว เพราะด้วยความไม่รู้ ท่านจึงทำความสะอาดเอง   […]

วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด โดย พระไพศาล วิสาโล

วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด โดย พระไพศาล วิสาโล วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด คือการยอมรับความจริง แต่ส่วนใหญ่ยอมรับความจริงไม่ได้จึงเกิดทุกข์มาก มาดูกันว่าทำอย่างไรใจเราถึงจะไกลทุกข์ได้ แนะนำโดย พระไพศาล วิสาโล     วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ อย่าซ้ำเติมตัวเอง พระไพศาลกล่าวว่า อย่างแรกที่ควรทำก็คือ เมื่อมีทุกข์ อย่าซ้ำเติมตัวเอง หากเจ็บป่วยก็ให้ป่วยแต่กาย อย่าปล่อยให้ใจป่วยไปด้วย เมื่อสูญเสียทรัพย์ ก็ให้เสียแค่นั้น อย่าให้ใจเสียไปด้วย หลายคนชอบซ้ำเติมตัวเอง เศร้าโศกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ไม่พอ ยังไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน หรือกินไม่ได้ นอนไม่หลับอีกด้วย เลยเสียสุขภาพไปด้วย ถึงเวลาทำงานก็ทำไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เหม่อลอย เสียงานอีก แม้กระทั่งในเหตุการณ์ประจำวัน เราก็ซ้ำเติมตัวเองเป็นประจำ เจอรถติดแทนที่จะเสียแค่เวลา กลับเสียอารมณ์ด้วย เสียเวลานั้นเราห้ามไม่ได้เพราะรถติดเป็นเรื่องที่อยู่เหนือวิสัยของเราที่จะป้องกันแก้ไขได้ แต่เสียอารมณ์นั้นเป็นเพราะเราทำตัวเราเอง คือวางใจไม่ถูก     ยอมรับความจริง เรื่องนี้พระไพศาลเล่าว่า มีตัวอย่างของการยอมรับความจริงที่ดีมากคือ ผู้หญิงคนหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะตอนอายุสามสิบต้นๆ มะเร็งที่เธอเป็นปกติจะเกิดกับคนที่มีอายุ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้นกับเธอ เธอเฝ้าแต่โอดครวญว่าทำไมต้องเป็นฉัน เธอมีความทุกข์มาก จึงเหวี่ยงวีนใส่คนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ […]

แค่รับโทรศัพท์ที่ออฟฟิศก็ฝึกสติได้ : วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่

แค่รับโทรศัพท์ที่ออฟฟิศก็ฝึกสติได้ : วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่ วิธีฝึกสติในที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เราปรี๊ดแตกได้ตลอดเวลานั้นมีหลายวิธี วิธีที่ง่ายเกินคาด ก็คือฝึกสติผ่านการรับโทรศัพท์ นี่คือวิธีฝึกสติในที่ทำงาน ที่ทุกคนทำได้จริง ในช่วงที่เสียงโทรศัพท์ดังหนึ่งหรือสองครั้ง มันจะเป็นโอกาสให้เราได้หยุดนิ่ง สูดลมหายใจเข้า-ออก แล้วตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแทนที่โทรศัพท์จะเป็นสิ่งที่รบกวนเรา ก็ให้เราพร้อมที่จะรับโทรศัพท์ รวมไปถึงพร้อมสำหรับคนที่อยู่ปลายสายด้วย วันนี้เรามีเคล็ดแต่ไม่ลับ วิธีฝึกสติในที่ทำงานจากการรับโทรศัพท์ มาฝากชาวออฟฟิศทุกท่าน หากคุณพร้อมที่จะฝึกสติไปกับเรา มาลองดูกันเลยว่ามีวิธีฝึกสติจากการรับโทรศัพท์อย่างไรบ้าง       ดูความรู้สึกตอนเสียงโทรศัพท์ดัง เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ให้ดูความรู้สึกของลมหายใจ รับรู้ถึงความรู้สึกบริเวณก้นที่แตะอยู่บนเก้าอี้และเท้าที่แตะพื้น สำรวจความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ หรือความรู้สึกทางกายที่อาจเกิดขึ้นในตอนนั้น จากนั้นหายใจเข้าและหายใจออก     สังเกตความรู้สึกที่เกิดระหว่างและหลังคุย ลองพิจารณาดูว่าในการรับโทรศัพท์แบบที่ทำตามปกตินั้น ระหว่างคุยและหลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วคุณมีความรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันในการรับโทรศัพท์ครั้งต่อไปอย่างมีสติ คุณสังเกตเห็นอะไรบ้าง การมีสติส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างคุณกับคนที่อยู่ปลายสายหรือไม่     ฟังคู่สนทนาอย่างตั้งใจ ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างตั้งใจ รับความรู้สึกจากอีกฝ่ายว่าเขาอยากจะเล่า หรือแค่อยากพูดให้ฟัง หลีกเลี่ยงการใช้แรงกดดัน สังเกตการตอบสนองที่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณเอง ใช้ลมหายใจเป็นตัวช่วยให้คุณหนักแน่น     หลีกเลี่ยงการขัดจังหวะ หลีกเลี่ยงการขัดจังหวะด้วยการพูดว่า “ฉันรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร…” หรือพูดแทรกด้วยเรื่องราวของตัวเราเองที่เลวร้ายกว่า […]

เรื่องเล่า กล่าวขวัญ ตำนาน วัดชลอ

เรื่องเล่า กล่าวขวัญ ตำนาน วัดชลอ ชาวพุทธเชื่อกันว่าความฝันของคนเราเกิดจากสาเหตุ 4 ประการ คือ 1. กรรมนิมิต 2. จิตนิวรณ์ 3. เทพสังหรณ์ 4. ธาตุกำเริบ 1. กรรมนิมิต คือ กรรมที่เราทำทุกอย่างทั้งดีและชั่วซึ่งมารวมอยู่ที่จิตของเรา ดังนั้นในบางครั้งที่กรรมไม่ว่าดีหรือร้ายจะให้ผล จิตจะเตือนให้เรารับรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการปรากฏให้เห็นทางความฝัน 2. จิตนิวรณ์ เกิดจากการที่จิตของเราพะวงหรือคำนึงถึงสิ่งใด หรือฝังใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกินไป พอหลับจึงเกิดความฝันฟุ้งซ่าน 3. เทพสังหรณ์ เกิดจากการที่เทพเจ้า เทวาอารักษ์ทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรูกับเรามาดลจิตดลใจในขณะที่เราเคลิ้มๆ จะหลับ ซึ่งอาจเป็นความปรารถนาดีของเทวดาที่ตั้งใจมาบอกเหตุหรือให้คำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 4. ธาตุกำเริบ เกิดจากการกินอาหารมากผิดปกติ ผิดความต้องการของร่างกาย ผิดกาล ผิดเวลา หรือรสจัด ร้อนจัด เย็นจัดมากไป ร่างกายจึงเกิดปฏิกิริยา พอหลับจึงฝันมากมาย ดังคำกล่าวที่ว่ากินมาก ถ่ายมาก นอนมาก และฝันมาก จากบันทึกความเป็นมาของวัดชลอในเอกสารหลักฐานของกรมการศาสนาพบว่า วัดชลอสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2300 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม มีคลองบางกรวยและบางกอกน้อยผ่านทางทิศเหนือและทิศตะวันตก ภายในวัดมีอาคารเสนาสนะต่างๆมากมาย อาทิ พระอุโบสถ (หลังเก่า) ลักษณะเป็นทรงไทย รูปเรือสำเภาโบราณ ตัวพระอุโบสถตั้งอยู่ในเรือ หน้าบันปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและสาวก พระประธานในพระอุโบสถสร้างขึ้นสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนหลายองค์อยู่ที่วิหาร พระอุโบสถเก่าหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2513…และพระอุโบสถหลังเก่านี่เองที่เป็นต้นกำเนิดตำนานเก่าแก่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความฝันและการสร้างโบสถ์ หนังสือพิมพ์ฐานข่าว (ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 วันที่ 1 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2540) ได้เล่าถึงประวัติของวัดชลอไว้ว่า วัดชลอสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ผู้มีความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ช่วงนั้นบ้านเมืองไม่มีการรบพุ่ง ชาวบ้านชาวเมืองต่างอยู่กันอย่างสงบสุขทุกคนจึงมีเวลาว่างในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จฯทางชลมารคมาตามลำน้ำเจ้าพระยา ผ่านจังหวัดนนทบุรี เรื่อยมาทางคลองลัด ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “คลองบางกรวย” พระองค์ทอดพระเนตรสองฟากคลองแล้วทรงมีพระราชดำริว่า ที่ตรงนี้น่าจะสร้างวัดขึ้นมาสักวัดหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์เมื่อได้ฟัง ต่างพากันตกใจกลัวและกราบบังคมทูลว่า ที่ตรงนี้มีอาถรรพ์ ในอดีตเคยมีเรือสำเภาจากเมืองจีนแล่นมาแล้วโดนพายุพัดล่มลงตรงนี้ มีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่แถบนี้เกิดหายนะทำมาค้าขายไม่ขึ้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ฟัง ทรงมีรับสั่งว่า สร้างวัดเสียตรงนี้แหละดี เรื่องร้ายๆ จะได้ไม่เกิดขึ้นและชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเพิ่มขึ้น ทว่าการสร้างวัดในบริเวณดังกล่าวกลับเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคนานัปการ อาทิ ฝนตกหนักและฟ้าผ่าลงกลางโบสถ์ จนบรรดาทหารที่มาช่วยกันก่อสร้างวัดท้อถอยหมดกำลังใจ บางคนถึงกับหนีกลับกรุงศรีอยุธยาไปเลยก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานกับเทพยดาฟ้าดินว่า มาตรแม้นพระองค์มีบุญญาภินิหารจริง ก็ขอให้บอกเหตุผลในการแก้เคล็ดด้วย และในคืนนั้นเอง พระองค์ได้ทรงพระสุบินว่ามีชายชราชาวจีนมากราบทูลขอให้พระองค์ทรงปลดปล่อยพวกตน ซึ่งเป็นผีตายโหงเพราะเรือล่มด้วยการสร้างวัดตรงนี้ แต่ต้องสร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภาแทน เมื่อทรงตื่นจากบรรทม พระองค์ทรงเชื่อเป็นอย่างมากว่าความฝันนั้นเปรียบเสมือนลางบอกเหตุที่เทพยดาฟ้าดินมาบอกวิธีแก้เคล็ด จึงทรงมีพระบัญชาให้สร้างโบสถ์เป็นรูปเรือสำเภา และน่าแปลกตรงที่ระหว่างการก่อสร้างในครั้งนี้ไม่มีเหตุอาเพศใดๆ เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อน ครั้นสร้างเสร็จก็พระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดชลอ” น่าเสียดายที่หลังจากสมัยนั้น วัดชลอก็ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าและผุพังไปตามกาลเวลา กว่าจะมีพระภิกษุมาจำพรรษาก็ล่วงเข้าในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือรัชกาลที่ 4 และตลอดเวลาที่ผ่านมา วัดแห่งนี้ก็มีเจ้าอาวาสเพียงแค่ 11 รูปเท่านั้น…และเพื่อมิให้วัดทรุดโทรมมากไปกว่าเดิม จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์ของวัดชลอในเวลาต่อมา ครั้งหนึ่งท่านพระครูนนทปัญญาวิมล ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าอาวาสของวัดชลอ เกิดนิมิตเห็นเรือหงส์ลอยมาอยู่หน้าโบสถ์หลังเก่าที่ท่านจำพรรษาอยู่ ท่านจึงคิดอยากจะสร้างเรือหงส์ไว้หน้าโบสถ์ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ใช้สอยแล้ว ท่านเกรงว่าจะเสียเงินเปล่า จึงให้ลูกศิษย์ออกแบบก่อสร้าง โดยให้โบสถ์ตั้งอยู่ในเรือหงส์แทน เพราะคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อีกนานัปการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงได้มีการก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่นี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่ทำให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระสุบินนิมิตแก้เคล็ด แต่ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ชาวไทยโดยเฉพาะชาวบ้านตำบลวัดชลอมีโอกาสได้กราบไหว้วัดที่มีโบสถ์ตั้งอยู่ในเรือหงส์ที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาจนถึงทุกวันนี้ อยากแวะวัด เชิญทางนี้ วัดชลอ ตั้งอยู่ที่ ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี …อย่าลืมไปแวะชมกันให้ได้นะคะ   ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ “ลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อ ๆ” ฝึก เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ทีละขั้นตอน 

Dhamma Daily : การต้องคอย ปรนนิบัติ คนในบ้านจะฉุดไม่ให้เข้านิพพานจริงหรือ

ถาม: ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าการต้องคอย ปรนนิบัติ ดูแลพ่อแม่ สามี ภรรยา และลูก จะฉุดไม่ให้เข้านิพพาน จริงหรือไม่ ตอบ: ไม่จริงเลย ความคิดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไรๆ ก็ขวางกั้นอะไรๆ ไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นอุปสรรคให้กับอะไรๆ ไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้กับเราทั้งนั้น ทิฏฐิต่างหาก ความเห็นของเราต่างหากที่เป็นอุปสรรค เช่น สามี ภรรยา ทรัพย์สมบัติรถเบนซ์คันหนึ่งก็ยังอยู่อย่างนั้น จอดอยู่อย่างนั้น เงินในธนาคารก็อยู่อย่างนั้น ไม่สามารถนำมาร้อยรัดตัวเราได้ สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่คนต่างหากที่มีมิจฉาทิฏฐิ ผูกโยงความคิดของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งแล้วยึดมั่นถือมั่น สมมุติว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีค่ามีราคา แล้วนำไปจับไปทูนไว้ ว่าเป็นของของเรา หากมีความคิดเช่นนี้ ต้องให้เขาศึกษาธรรมะเรื่อยๆ แล้วจะพบว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางเลย ยิ่งเห็นทุกข์ ยิ่งทำให้ใกล้ฝั่งพระนิพพาน เพราะถ้าได้เห็นทุกข์มากๆ จะทำให้ได้เห็นธรรมะที่แท้จริงเร็วขึ้น เช่น คนผิดหวังในความรัก หย่าขาดจากสามี ภรรยา หรืออกหักจากแฟน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าหากมีรักครั้งใหม่จะไม่พบทุกข์อีก เมื่อเขาทุกข์มากๆ เขาจะเห็นความไม่เป็นแก่นสาร จะเกิดความเบื่อหน่ายแล้วหันกลับมาแสวงหาหนทางหลุดพ้นทุกข์ จนเกิดปัญญาได้พบกับนิพพานเร็วขึ้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเข้าใจธรรมะ จะไม่ไปโทษเหตุปัจจัยภายนอก ไม่โทษสิ่งอื่น แต่จะหันกลับเข้ามาดูภายในใจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึงนิพพาน อย่าไปมองสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษใครว่ามาคอยขัดขวาง เพราะถ้ายังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ จะไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ แต่ถ้าไม่โทษสิ่งใดแล้ว จะเริ่มเห็นทางวิมุตติหลุดพ้น ก้าวหน้าทางธรรมได้สำเร็จในที่สุด ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่ การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ  

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ เติมเต็มความสุขของลมหายใจสุดท้าย

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ ทำให้ทุกครั้งที่เธอ สุธีทัศน์ ติณวัฒนานนท์ รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เธอจะรู้สึกตัวเบา ความเจ็บปวดต่าง ๆ ลดลงอย่างน่าประหลาด

“ลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อ ๆ” ฝึก เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ทีละขั้นตอน 

เป็นวิถีปฏิบัติของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่สอนให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ด้วยการ เจริญสติแบบเคลื่อนไหว  และขณะเคลื่อนไหวก็รับรู้เพียงว่าร่างกายกำลังเคลื่อนไป

บทสวดบารมี 30 ทัศ (แปล) สรรเสริญบารมีของพระพุทธเจ้า พร้อมที่มาบทสวด

บทสวดบารมี 30 ทัศ ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้รู้จัก “วางให้ลง ปลงให้ได้”

ถาม : ได้ยินคำว่าปลงมาหลายครั้ง แต่เวลาจิตตก หดหู่ ก็ปลงไม่ได้สักครั้ง จะทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่รู้จัก วางให้ลง ปลงให้ได้ คะ

Dhamma Daily : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ

ถาม : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ   ตอบ : เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุญคืออะไร “บุญ” แปลว่าชำระ…ชำระกายวาจา ใจ ตามภาษาธรรมะเรียกว่า การชำระขันธสันดานให้บริสุทธิ์” อันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์มากก็ได้บุญมากอันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์น้อยก็ได้บุญน้อย ทีนี้เราต้องมาดูวิธีการทำบุญ พระพุทธองค์ได้แสดงการทำบุญไว้ 3 วิธี สำหรับชาวบ้านทั่วไป มีทาน ศีล และภาวนาส่วนพระจะใช้ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะพระไม่มีอะไรจะบริจาคเป็นทาน มาดูเรื่องทานก่อน การ บริจาคทาน ช่วยชำระมัจฉริยะหรือความตระหนี่ถี่เหนียว ศีล จะชำระสิ่งที่จะเล็ดลอดออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ให้กายของเรากระทำผิด ไม่ให้วาจาของเราพูดผิด เช่น ไม่เอากายไปลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพราะฉะนั้นกายและวาจาก็จะบริสุทธิ์ไปส่วนหนึ่ง ถือเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบๆ ที่เล็ดลอดออกมาทางกายและวาจา ภาษาธรรมะจะใช้คำว่า “วีติกกมกิเลส” ส่วน ภาวนา ช่วยชำระใจให้บริสุทธิ์โดยตรงทำให้ไม่ทำผิดทั้งสามทาง กาย วาจา ใจ… การเจริญภาวนาชำระทั้งกาย […]

Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่

ถาม : ถ้าคนหนึ่งเคยทำผิดพลาด ผิดศีลมาก่อน ปัจจุบันเลิกแล้วและปฏิบัติศีล 5 อยากทราบว่าคนคนนี้จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพรพล ปสันโน ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คนที่ต้นคดแต่ปลายตรงมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เยอะ ถ้าลองศึกษาประวัติในสมัยพุทธกาล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “องคุลีมาล” ซึ่งฆ่าคนมากถึง 999 คน เพราะเชื่อว่าหากฆ่าครบ 1,000 คน ชีวิตจะเป็นอมตะ ดังนั้นแม้แต่มารดาตัวเองก็ไม่ละเว้น พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปให้องคุลีมาลเห็นก่อนที่เขาจะทำร้ายมารดา เมื่อองคุลีมาลเห็นจึงวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า แต่ด้วยอภิญญาของพระองค์ทำให้องคุลีมาลไม่สามารถจะวิ่งไล่ทัน เขาจึงร้องบอกว่า “หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดก่อน” พอพระพุทธเจ้าได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “เราหยุดแล้ว” แต่องคุลีมาลหาว่าพระองค์ตรัสมุสาวาท พระพุทธเจ้าจึงตรัสอีกว่า “เราหยุดการเข่นฆ่า หยุดการจองเวรแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” เมื่อองคุลีมาลได้ยินคำนี้ก็หยุดยืนอึ้งเลย เพราะเป็นคำที่แทงเข้าไปในใจ จึงทำให้ใจอ่อนและสำนึกผิดได้ทันที จากนั้นจึงวางดาบ ทิ้งธนู สลัดแล่งโยนทิ้งลงเหวแล้วเข้าไปกราบทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเมตตาบวชให้ หลังจากนั้นองคุลีมาลก็ได้ศึกษาธรรมจนบรรลุอรหันต์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ต้นคดแต่ปลายตรงก็ทำให้บั้นปลายชีวิตสามารถบรรลุธรรมได้ การฝึกและทำความดีในปัจจุบันจะมีกำลังช่วยบดบังสิ่งที่ไม่ดีได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบจากสิ่งที่เรามองเห็น ถ้าสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่กว่าก็จะสามารถบังสิ่งที่เล็กกว่าได้ฉะนั้นถ้ากรรมไม่ดีมีกำลังมากกว่า ใหญ่กว่า […]

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our readers

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our reader 13 ในโลกนี้มีอยู่ 2 สถานภาพที่มนุษย์เราไม่พึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง อย่างแรกคือ ผู้ป่วย การที่คนเราต้องเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น มะเร็ง ไตวาย หัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง เอดส์ หรือการที่ร่างกายต้องพิการจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง 0 สถานภาพที่สองคือ การเป็นนักโทษในเรือนจําหรือผู้ต้องขัง เพราะการถูกคุมขังในคุกไร้อิสรภาพนั้นถือเป็นหายนะที่สุดแสนจะทุกข์ทรมานทั้งกายและใจเป็นที่สุด ในวันที่ชีวิตผมแพ้กิเลสตระกูลโลภะแล้วต้องมาใช้กรรมรับโทษอาญาแผ่นดินในเรือนจํากลางขอนแก่นนั้น ทําให้ผมหวนนึกถึงคําสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าเรื่องทิศ 6 00 ในวันที่ต้องเดินเข้าคุก ชีวิตของผมดูจะหายไป 4 ทิศ คือ ทิศเบื้องซ้าย ไม่มีเพื่อนฝูงเหลือเลย ทิศเบื้องหลัง ภรรยาก็หย่าและมีสามีใหม่ ทิศเบื้องขวาก็ไม่มีใครให้คําปรึกษาอะไรอีกแล้ว ส่วนอดีตลูกน้องทั้งหลายก็ไม่มีใครยอมติดต่อเป็นคนรู้จักกันอีกต่อไป ชีวิตผมเหลืออยู่ 2 ทิศ คือ ทิศเบื้องหน้า บิดามารดาที่ให้โอกาสและอภัยให้ลูกเสมอ กับทิศเบื้องบนคือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด 1 เมื่อต้องติดคุกใช้กรรม ผมจึงใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการศึกษาคําสอนของพระพุทธเจ้า คําสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ คือ ให้ละชั่ว ทําดี […]

Dhamma Daily : ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะไร้ความยุติธรรม ทำอย่างไรดี ?

พระอาจารย์คะ ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะเจ้านายไม่ดี ไม่มีความยุติธรรมในการปกครองคน แต่เราก็ไม่อยากลาออก จะทำยังไงดีคะ พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  กล่าวตอบว่า เรามาทำงานไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปสนใจสัตว์ บุคคล นาย ก. นาย ข. ด้วย ฉะนั้น ตัดส่วนเกินคือคน สัตว์ บุคคล ไปได้เลย…เราเรียนมามีความรู้ความสามารถ ก็จงนำความรู้ความสามารถเหล่านั้นมาปฏิบัติหน้าที่ทำให้งานดำเนินไป ถ้าเราตัดส่วนเกินออกไป ความทุกข์จะเกิดไม่ได้ การปรุงแต่งจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราไปทำงานเพื่องาน คนส่วนมากที่บอกว่าไปทำงานๆ ต้องลองหันกลับมามองดูนะ ว่าไปทำงานจริงหรือเปล่า ไปทำงานหรือไปให้ถูกงาน “ทำ” ผู้ถูกงานทำ ทำงานไม่เป็น ไม่ได้ทำงาน มัวแต่เอาเวลาไปคิดนู่นนี่ไร้สาระ แล้วจะมาทำงานทำไม ซีเคร็ตเคล็ดลับ วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ “ผมคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้านายและลูกน้องไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทั้งสองฝ่ายควรปรับตัวเข้าหากัน และในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทุกคนอาจต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนคนละเล็กคนละน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของทีม แล้วจะพบว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีมากกว่าการทำงานคนเดียวเสียอีก” “แท้ที่จริงแล้วแนวคิดเหล่านี้ล้วนมาจากศาสนาพุทธทั้งสิ้น เพราะการโค้ชตนเองก็คือการปฏิบัติธรรม ในขณะที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเสมือนฟา อันจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ตรัสให้นางกิสาโคตมีหาเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย กระทั่งนางเห็นธรรมและบรรลุเป็นพระโสดาบันนอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเปรียบได้กับเมนทอร์ เนื่องจากพระองค์ตรัสสอนผู้อื่นผ่านพระสูตรหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ” ที่มา : วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก […]

“เป็นมิตรกับ ความกลัว” เรื่องเล่าขำๆ กว่าพระจะหายกลัวผี โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

แม้ความกลัวยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในป่าได้เป็นปกติ เดินไปมาในความมืดตามลำพังได้โดยไม่มีปัญหา โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

สูตรลับสำหรับ แก้ความหลง โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

นอกจากความไม่รู้จักชีวิตถือเป็น ” ความหลง ” แล้ว การไม่รู้จักอริยสัจ 4 ก็เป็นความหลงในความหมายขั้นลึก – โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5 พระโสดาบัน หมายถึง ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล คือสามารถละสังโยชน์ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ละสังโยชน์ 3 ถึงจะเป็นพระโสดาบัน สังโยชน์ หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ หรือองค์ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึง คิดว่าตัวเราเป็นของเรา 2. วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 3. สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 4. กามราคะ  หมายถึง ติดใจในกามคุณ 5. ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 6. รูปราคะ หมายถึง ยึดติดในรูปที่ชอบพึ่งพอใจ 7. อรูปราคะ หมายถึง ความยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 8. […]

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจําใจ บทความให้แง่คิดโดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจำใจ โดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกําพล 1 ไม่นานมานี้หมอรักษาผู้ป่วยรายหนึ่ง เธอเป็นหญิงวัยกลางคนและมีอาชีพเป็นถึงหัวหน้าพยาบาลในโรงพยาบาลที่หมอทํางาน 2 เธอเล่าว่ามีอาการใจสั่น มือสั่น เป็น ๆ หาย ๆ มาหลายอาทิตย์ นอนไม่หลับและรับประทานอาหารได้น้อยลง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลียมาก หมอให้เธอนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และตรวจเช็กร่างกายทั้งหมดตั้งแต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ทรวงอก รวมไปถึงตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติที่พอเป็นไปได้ในทุก ๆ โรค แต่ก็ไม่พบสาเหตุความผิดปกติใด ๆ จึงได้แต่แจ้งผลการตรวจและให้ยารักษาตามอาการ แล้วให้เธอไปพักผ่อนต่อที่บ้าน 3 หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็กลับมาหาหมออีกครั้ง คราวนี้เธอปวดศีรษะมาก รู้สึกเพลียและปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและลําตัว รับประทานอาหารไม่ได้ หมอจึงตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และเอกซเรย์ใหม่ทั้งหมดอีกครั้งให้แน่ใจ แต่ผลออกมาก็ไม่พบความผิดปกติอยู่ดี สุดท้ายเธอได้แต่ขอให้เขียนใบรับรองแพทย์ให้เธอหยุดพักงานต่อก่อนสักระยะ หมอยอมตามนั้นเพราะสงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรดี 4 หนึ่งเดือนต่อมา หมอพบเธอที่วอร์ดในโรงพยาบาล ครั้งนี้เธอแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดูกระฉับกระเฉงมากขึ้น ทํางานคล่องแคล่วและออกไปทางรีบร้อนด้วยซ้ํา หมอเข้าไปซักถามถึงอาการ เธอตอบว่า อาการของเธอนั้นก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ถ้านึกถึงเมื่อใดก็มักแย่ลงเมื่อนั้น แต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่ต้องทําคือ แม่ของเธอป่วยเป็นวัณโรคปอดอยู่ระหว่างการรักษา สภาพร่างกายแม่อ่อนเพลียมาก นอนติดเตียงและกินได้น้อยจนน่าสงสาร เธอมองแม่ทีไรก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ […]

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

รักมีแต่ให้ : นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา 1 นางสามาวดีเป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวดีย์ ต่อมาบิดามารดาถึงแก่กรรม โฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายของบิดาจึงรับอุปการะนางดุจลูกสาวแท้ ๆ หลังจากนั้นจึงได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี 2 วันหนึ่งนางสามาวดีให้หญิงบริวารไปซื้อดอกไม้ โดยหญิงผู้นั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าที่ร้านขายดอกไม้จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับมาแสดงธรรมให้แก่นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอื่น ๆ ฟัง จนบรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งหมด หลังจากนั้นนางสามาวดีก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย สนใจธรรม ปฏิบัติธรรม และสมาทานรักษาศีลอุโบสถอยู่เป็นประจํา 3 ต่อมาพระเจ้าอุเทนได้อภิเษกสมรสกับนางมาคันทิยา สาวงามแห่งแคว้นกุรุ เพื่อเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง โดยบิดาและมารดาของนางมาคันทิยาเคยตั้งใจจะยกนางให้กับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ และทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นางมาคันทิยากลับโกรธเคืองพระพุทธองค์อย่างมาก 4 ด้วยความแค้นเคืองในพระพุทธเจ้า และเห็นว่านางสามาวดีเป็นมเหสีคู่แข่ง จึงใส่ร้ายนางสามาวดีหลายเรื่อง เช่น ออกอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจว่านางสามาวดีปันใจให้พระพุทธเจ้า นํางูที่ถอดเขี้ยวแล้วไปปล่อยในพิณที่พระเจ้าอุเทนทรงเล่นประจําและใส่ร้ายว่านางสามาวดีจะลอบปลงพระชนม์ เหตุการณ์ข้อหลังนี้เองทําให้พระเจ้าอุเทนลงโทษนางสามาวดีด้วยการเล็งธนูไปยังหัวใจของนาง แต่ก่อนที่ลูกศรจะแล่นไปนั้น นางสามาวดีให้โอวาทแก่บริวารว่า “แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ําเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย” 5 ครั้นโอวาทจบลง พระเจ้าอุเทนก็ปล่อยลูกศรออกไป แต่แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่หัวใจของนางสามาวดี กลับหวนพุ่งใส่พระองค์เสียเอง จึงทรงคิดว่า 6 […]

keyboard_arrow_up