อ่ำ - อัมรินทร์ นิติพน

ศรัทธาในหัวใจ และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ อ่ำ – อัมรินทร์ นิติพน

อ่ำ - อัมรินทร์ นิติพน
อ่ำ - อัมรินทร์ นิติพน

ศรัทธาในหัวใจ และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ อ่ำ – อัมรินทร์ นิติพน

“ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ที่ไหนเลยนะ นี่คือความลับในชีวิต” อ่ำ – อัมรินทร์ นิติพน บอกกับ ซีเคร็ต ขณะเล่าเรื่องราวของตนเอง

เขาเคยเป็นนักร้องที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จ แต่แล้วชีวิตก็ต้องล้มลุกคลุกคลานเพราะตัวเอง กว่าที่ผู้ชายคนนี้จะลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง เขาต้องผ่านการต่อสู้อันยิ่งใหญ่กับใจตัวเอง ซึ่งเขาบอกว่าหากเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจหรือทำให้ใครได้คิดหรือทำอะไรที่ดีต่อไป เขาจะดีใจมาก

เด็กดื้อ ไม่มีวินัย

เมื่อมองย้อนกลับไปตอนยังเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กดื้อคนหนึ่ง ผมเกิดมาในช่วงเวลาที่คุณพ่อได้เลื่อนขั้นชั้นยศเป็นพันตำรวจตรี ชื่อของผมมาจากชื่อถนนอรุณอมรินทร์ ถนนที่คุณพ่อขับรถผ่านเป็นประจำ ผมมีพี่น้อง 3 คนที่เกิดจากคุณแม่เดียวกัน คือ พี่อั๋น ผม และน้องอุ๋ม (อาภาศิริ นิติพน) แต่ถ้านับรวมให้ครบเรามีพี่น้องทั้งหมด 9 คน

คุณพ่อเป็นนายตำรวจ งานของท่านค่อนข้างยุ่ง เวลาที่ได้อยู่กับคุณพ่อคือตอนติดตามท่านไปสนามกอล์ฟ ผมเดินตามต้อย ๆ ไปไหนไปกับท่านตั้งแต่ 7 ขวบ คุณพ่อคงเกรงว่าจะสร้างความรำคาญให้คนแถวนั้น หรือเห็นแววก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านจึงส่งผมและพี่อั๋นไปเรียนกอล์ฟ และนี่คือจุดเริ่มต้นการเล่นกอล์ฟของผม

พออายุ 10 ขวบ ผมพอเล่นกอล์ฟเป็นแล้ว คุณพ่อก็ให้ไปเล่นกับเพื่อนของท่าน ต่อมาท่านก็พาไปแข่งคัดตัวเข้าทีมชาติ ผมก็ผ่านและได้แข่งขันในระดับเอเชีย ตอนอายุ 11 ขวบได้แชมป์เยาวชน และติดทีมชาติมาตลอด

นอกเหนือจากกีฬา ผมชอบดนตรี เพราะคุณพ่อมีวงดนตรีของนายตำรวจด้วยกัน ที่บ้านจึงมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่ท่านไปซื้อมาให้วงเล่น เมื่อคุณพ่อเห็นผมสนใจก็สอนอิเล็กโทนให้ เวลานั้นผมมีความสุขกับการเล่นดนตรีควบคู่กับการเล่นกอล์ฟ จนมาเสียคนตอนเป็นวัยรุ่น

ผมติดเพื่อน ติดเที่ยว และหนีซ้อมกอล์ฟ ผลงานจึงตกลงเรื่อย ๆ ส่วนเรื่องเรียนก็เละเทะ กว่าจะจบ ม.6 ต้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งเทอม เพราะตอน ม.4 ขาดเรียนไป 3 เดือน โชคดีที่อาจารย์เมตตาให้เรียนต่อ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปไม่รอด เพราะไม่เข้าเรียนเลย ผมเป็นคนไม่รักเรียน แต่ถ้าชอบเรื่องไหนก็จะศึกษาและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งหนึ่งที่รักมากและไม่เคยทิ้งคือ การเล่นดนตรี

ขึ้นชื่อในวงการว่าเป็น “นักร้องเกเร”

ผมทำวงดนตรีกับเพื่อน ๆ และพยายามทำงานเพลงทำเดโมเพลงไปส่งตามค่ายเพลงทุกค่ายที่มีในเวลานั้น โดยคุณพ่อเป็นคนพาไปตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เป็นนักร้องอย่างที่หวังเสียที แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร ให้ผมได้ทำตามทางของผมต่อไป จนวันหนึ่งน้องอุ๋มได้ทำงานในวงการบันเทิงและรู้จักกับ พี่เจ – เจตริน และพี่อิงค์ – อชิตะ พี่เจจึงพาผมเข้าไปทดสอบที่แกรมมี่ ผมก็ทำไปตามขั้นตอนและผ่านมาได้

ความรู้สึกเมื่อได้เป็นศิลปินนั้นยิ่งใหญ่มาก คุณพ่อก็ดีใจมาก ท่านบอกว่า ดีแล้วที่ได้พยายามทำมา แต่เมื่อมาเป็นศิลปินกลับไม่ได้เป็นไปดังใจ อัลบั้มแรกลุคของผมดูกุ๊กกิ๊กใส ๆ ตรงข้ามกับการเป็นคนเฮฮา กวน ๆ ของผมอย่างสิ้นเชิง ในงานเลี้ยงเปิดอัลบั้มที่จัดกับเพื่อน ๆ ผมร้องไห้กับพี่อิงค์ เขาก็ให้กำลังใจบอกว่า ขอให้ทำต่อไปแล้วจะได้สิ่งที่ต้องการ

ต่อมาผมเริ่มกบฏ เพราะไม่อยากกุ๊กกิ๊กตามคอนเซ็ปต์แล้ว ทำตัวเกเร ไม่ว่าบริษัทให้ทำอะไรผมทำตรงข้ามทั้งหมด กินเหล้าเมามาย เบี้ยวงานทุกอย่าง ผู้ใหญ่ก็เอือมระอา จนวันหนึ่งผมขึ้นเล่นคอนเสิร์ตกับ พี่เหน่ง และ วง Y Not 7 ซึ่งผมได้เป็นตัวของตัวเองมาก เพราะชอบเพลงแนวนี้ ปรากฏว่ามีคนเห็นแล้วไปบอกผู้ใหญ่ พี่เต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์ จึงเรียกมาถามว่าอยากทำชุด 2 ไหม และพี่เต๋อก็เป็นคนดูแลเอง ต่อมาพี่เต๋อป่วย พี่แมว – จิรศักดิ์ จึงเข้ามาดูแลต่อ ผมตั้งใจมากกับชุดที่สอง ผลออกมาก็ดังมาก เพราะลุคต่างไปจากเดิม

จากนั้นออกมาอีกกี่อัลบั้มเพลงก็ขึ้นอันดับ 1 ตลอด พอไปแสดงละครก็เป็นนักแสดงในอันดับต้น ๆ งานเยอะมากตลอดทั้งปี ทำให้ผมเตลิดเปิดเปิง หลงระเริง ดื่มเหล้าเมามาย เพราะทำงานร้องเพลงกลางคืน อยู่ใกล้สิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว วันว่างก็ดื่มสองวันติด ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

พอไปทำงานก็ไปในสภาพไม่พร้อม งานออกมาไม่ดี ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย ขึ้นชื่อเรื่องเกเร อะไรไม่พอใจก็ไม่เอาเลย อาละวาดแล้วกลับ ตังค์ก็ไม่เอา คิดว่าชาตินี้ก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก ผมทำตัวเลวร้ายมากจริง ๆ จนกระทบกับคนที่ทำงานไปหมด หากท่านใดได้อ่านเรื่องนี้หรือมีใครไปบอก ผมขออโหสิกรรมกับทุกท่าน ผมสำนึกในกรรมที่ทำไปแล้ว ขอให้ท่านอโหสิให้ผมด้วย

ตอนนั้นผมทำงานไปจนวันหนึ่งก็รู้สึกเบื่อความสำเร็จจึงหยุดทุกอย่าง กลับมาหาความสนุกในวัยเด็ก นั่นคือการตีกอล์ฟ ผมค่อย ๆ ออกจากวงการบันเทิง กลับมาตีกอล์ฟจริงจัง และตั้งบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ซึ่งทำมาจนถึงปัจจุบัน

อัมรินทร์ นิติพน

ไม่เห็นคุณค่าของความรัก

ผมใช้ชีวิตเกเรอย่างหาที่สุดไม่ได้ มีแฟนเยอะ คบหลายคนในเวลาเดียวกัน จึงเป็นทุกข์เพราะความรักมาก ผู้หญิงที่มาชอบผมก็คงเป็นกรรม เพราะทุกข์ด้วยกันทุกฝ่ายทุกคน ผมก็ทุกข์เพราะเลือกใครไม่ได้ และตัดใครไม่ได้สักคน แต่อยู่กับใครก็ไม่มีความสุข เพราะกลัวจะเสียคนอื่นที่มีอยู่ไป จนวันหนึ่ง จอย เข้ามาในชีวิต ผมรู้สึกว่าอยากเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างกับเขา แต่ผมก็พูดเสมอว่าคงเป็นกรรมของจอยที่ได้มาเจอกับผม

การได้คบกับจอยเป็นความโชคดีที่สุดของผม เขาเข้ามาขัดเกลาจิตใจช่วงระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาอดทนกับความหยาบคายที่สุดของผม แม้ตอนที่อยู่ด้วยกัน ผมได้ให้สัจจะไว้ว่า จะลดละเลิกอบายมุขและกลับมาอยู่กับครอบครัว แต่ก็ทำไม่ได้ จนเมื่อมี แอลลี่ ผมเหมือนได้รับสิ่งวิเศษที่สุดในชีวิตที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้ ผมหยุดทุกอย่างเพื่อลูก แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะตัวเองไม่มีวินัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว

เมื่อมีครอบครัว ผมยังคงทำงานหนักมาก เพราะต้องการทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน และกินดื่มอยู่เสมอ ไม่มีเวลาให้ครอบครัว หรือมีเวลาให้ก็ไม่ได้ให้ทั้งใจ เวลากินข้าวก็รีบกินรีบอิ่มแล้วไปทำงานต่อ เขียนงานวาดอนาคต ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย กว่าจะนอนก็เช้าบ้าง เวลาของผมกับครอบครัวเริ่มไม่ตรงกัน ทำให้ห่างกันไป เป็นอย่างนี้หลายปี

ปัญหาอีกอย่างคือ เมื่อทำงานด้วยกัน จอยเป็นคนหาสปอนเซอร์ บางครั้งผมทำงานไม่ตรงกำหนด เขาตักเตือนผมก็โมโหใส่ หรือบางทีเรื่องแค่นิดเดียว ผมก็โมโหร้ายมาก ทำลายข้าวของ เตะเก้าอี้ลอย รถมอเตอร์ไซค์ก็จับทุ่มมาแล้ว ยิ่งเวลาดื่มเหล้าก็ไม่มีสติเลย จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่าเราอยู่อย่างนี้กันไม่ได้แล้ว จึงเป็นคนเอ่ยปากขอหย่า

เมื่อสถานภาพครอบครัวเปลี่ยนไป ผมต้องกลับมาอยู่คนเดียว จึงเห็นความจริงและสำนึกผิดทุกอย่าง

อยู่เพียงลำพังและได้คิดทบทวนชีวิต

เมื่อต้องอยู่คนเดียว ผมก็อยู่กับความซึมเศร้าในบ้านหลังนั้น หันไปทางไหนก็ร้องไห้เสียใจกับความผิดพลาดของตัวเอง เพราะเมื่ออยู่เพียงลำพัง ผมได้พิจารณาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รู้แล้วว่าทำไมชีวิตครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ ย้อนคิดได้ว่าเคยทำอะไรให้เขาเสียใจบ้าง ตั้งแต่อยู่กันมา เขาต้องทนทุกข์ทรมานอะไรบ้าง เปิดดูสมุดจดงานก็เห็นแต่งานเต็มไปหมดทุกหน้า มองดูรูปภาพในบ้านก็รู้เลยว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่จริงใจขนาดไหน จำเหตุการณ์เบื้องหลังภาพได้หมดว่าหลังถ่ายรูปผมก็จะไปกินเหล้าต่อ หรือแม้จะยิ้มแต่เป็นยิ้มแบบไม่จริงใจ ทุกอย่างย้อนกลับมาให้เห็นพฤติกรรมของตัวเองทั้งหมด และสะเทือนใจมาก

อีกทั้งในเวลานั้นผมเริ่มเป็นโรคเกาต์แบบรุนแรงเฉียบพลันจากความเครียดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องการกินการพักผ่อนในแบบผิด ๆ ที่สะสมมานาน รวมไปถึงการดื่มเหล้าด้วย ก่อนหน้านั้นผมซ้อมกอล์ฟหนักมาก เพราะไปขอลงแข่งไว้ ร่างกายฟิตมาก มีกล้ามใหญ่ แต่มือข้างซ้ายเริ่มบวม ผมก็คิดว่าคงซ้อมหนัก จึงพักไปต่อยมวย คราวนี้มือบวมจนกำไม่ได้ ต่อมามือขวาก็บวมอีก ก็ยังไม่สำนึก กิน ดื่ม สูบบุหรี่ ใช้ชีวิตแย่มาก จนวันหนึ่งขาก็บวมจนเดินไม่ได้ ตื่นขึ้นมากับความเจ็บปวดทรมาน จะลุกจากเตียงต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง บางครั้งปวดท้องอยากไปเข้าห้องน้ำก็ลุกไปไม่ทัน อาการเหมือนกับคนนอนป่วยติดเตียง

ผมเป็นอย่างนี้อยู่หนึ่งปี ทำงานไม่ได้ ได้แต่อยู่กับบ้าน จากคนที่ตัวล่ำ ก็แขนขาลีบ แต่มือเท้าบวม น่าสมเพช เหมือนเปรตเลย เวลาอยากกินขนมถุงมือก็แกะไม่ได้ ต้องเอาเท้าเหยียบให้แตกแล้วหยิบขึ้นมากิน หรือไม่ก็ก้มกินตรงนั้นเลย แม้จะเป็นหนัก แต่ผมก็ดื้อมาก ไม่ยอมไปโรงพยาบาล คิดแต่ว่าป่วยได้ก็ต้องหายเองได้ ไม่อย่างนั้นก็ตายไปเลย แล้วผมก็จมอยู่กับความทุกข์ และยังคงดื่มเหล้าไม่เลิก

การอยู่เพียงลำพังทำให้ผมได้พิจารณาตัวเองในอดีต และสำนึกผิดชอบชั่วดีได้ทั้งหมด แต่ผมกลับไม่มีกำลังใจที่จะลุกมาสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น

อัมรินทร์ นิติพน

พลังแห่งศรัทธา นำพาชีวิตให้ดีขึ้น

ในช่วงที่จิตใจอ่อนแอ เพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่เคยโดดเรียนด้วยกันก็มาหา มาให้กำลังใจ พาผมสวดมนต์ไหว้พระ พาออกไปทำบุญที่วัด พาไปที่วัดหัวคู้วราราม ซอยลาดกระบัง 54 ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพผ่านมาพักก่อนไปทำศึกที่เมืองจันทบุรี เมื่อได้ไปเห็นพลับพลาของท่านที่วัด ผมก็เกิดความศรัทธาและเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ จากนั้นก็ไปกราบขอพรท่านที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ใกล้กับศาลหลักเมืองจันทบุรี ครั้งนั้นผมอธิษฐานว่า

“ขอพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคุ้มครองข้าพเจ้า ขอให้ได้เป็นเปรียบหนึ่งนายทหารที่ได้ร่วมออกรบกับพระองค์ เพื่อให้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเหี้ยมหาญฝ่าฟันอุปสรรคในขณะนี้ให้ได้”

เมื่อเกิดศรัทธาในหัวใจ ก็เกิดพลังใจที่จะลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง ผมยอมไปโรงพยาบาล แต่ก็ยังดื้อไม่กินยา เมื่อหมอห้ามไม่ให้กินเหล้าเบียร์ ผมก็ซัดเหล้าขาวเพียวไปเลย แต่ในขณะเดียวกันผมเริ่มสนใจเรื่องประวัติศาสตร์และประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมากขึ้น และศึกษาค้นคว้าลึกลงไป ทั้งได้ไปสักการะสถานที่ตามประวัติศาสตร์ที่พระองค์เสด็จฯ และสิ่งที่มาพร้อมกันคือ ผมเริ่มสนใจเรื่องพระพุทธศาสนา

ผมเริ่มคิดว่า ผมอยู่ใกล้หลักธรรมคำสั่งสอนมาตลอด ขนาดเพลงที่ร้องยังชื่อเพลง หิริโอตตัปปะ เลย นอกจากนี้ก็ได้เจอกัลยาณมิตรอย่างเพื่อนเก่า และได้เห็นตัวอย่างของพี่แมว – จิรศักดิ์ที่เลิกเหล้า หันมาสนใจธรรมะและไปบวช คุณพ่อก็บอกว่า “ทำตามพี่แมวนะลูก พี่แมวทำอะไรให้ตามพี่เขา” ช่วงที่สถานภาพครอบครัวเปลี่ยนไป พี่แมวส่งข้อความมาหาว่า “พี่เชื่อมั่นในตัวอ่ำ เชื่อว่าทำได้ทุกอย่าง และอยากให้หลุดพ้นกับสิ่งที่ประสบอยู่ด้วยตัวเอง” นี่คือความปรารถนาดีจากกัลยาณมิตรที่แท้จริง

ผมค่อย ๆ ฟื้นฟูกายและใจ ดื่มน้อยลง ดูแลอาหารการกินให้ดี ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วงนั้นก็จะหมกมุ่นอยู่กับการแต่งเพลง ซึ่งแต่งไว้ถึง 60 เพลง มีเพลงที่แต่งโดยนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาเขียนด้วย ผมพยายามดูแลตัวเองจนอาการดีขึ้น สามารถรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง และไม่ว่าจะทำอะไรก็โพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพราะอยากให้จอยกับลูกได้รับรู้ ถ้าจะไปส่งข้อความหาเขาโดยตรงก็กลัวเขาจะรำคาญ โพสต์แบบนี้ทั้งจอยและแอลลี่ว่างแล้วเข้ามาดู เขาก็จะได้รู้ว่าผมดีขึ้นเรื่อย ๆ

ที่เล่ามานี้ ผมต้องการจะบอกว่า การที่ผมมีพลังใจแข็งแกร่งขึ้น และลุกมาทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเองนั้น เกิดจากศรัทธาทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะจากการหักดิบหรืออะไร ทุกอย่างเกิดจากพลังศรัทธาที่ทำให้จิตใจเข้มแข็ง และลุกขึ้นสู้เองได้ในที่สุด

บวชอุทิศถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ครั้งหนึ่งผมได้ไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ กับคุณแม่ และได้พบกับพระอาจารย์ที่วัดนี้ ผมเกิดความศรัทธาอยากบวชที่นี่ เมื่อได้พบพระอาจารย์อีกครั้งที่บ้านเพื่อนจึงกราบท่านและขอบวชกับท่าน ผมคิดว่าภายใน 3 ปีน่าจะปลดหนี้ที่มีอยู่ได้หมด และร่างกายก็น่าจะแข็งแรงแล้ว

แต่สุดท้ายก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมอยากบวชก่อนเวลานั้น คือช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 งานที่รับไว้ก็ยังไม่มี จึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะบวช เมื่อคิดได้ก็ก้มลงกราบพระแม่ธรณีแล้วบอกว่าจะบวช จากนั้นโทร.บอกคุณแม่ ท่านก็ดีใจ ทุกคนที่บ้านก็ดีใจมาก น้องอุ๋ม – อาภาศิริจึงขอเป็นโยมอุปัฏฐากจัดการงานทุกอย่างให้

ระหว่างเตรียมตัวบวชก็มีมารที่คอยทำให้สติแตกจนเกือบจะบวชไม่ได้ ผมก็ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน สุดท้ายก็ได้มาบวชที่วัดทุ่งเศรษฐี ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ สำหรับการบวชก็มีผ้าจีวรพระราชทาน และน่าประหลาดใจมากว่า ที่วัดนี้มีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ด้วย ผมจึงได้เข้าไปกราบพระองค์และตั้งจิตมั่นที่จะบวช

ก่อนบวชผมได้ขออโหสิกรรมกับจอยและครอบครัวของเขา รวมทั้งทุกคน ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ตลอดเวลาที่บวช 9 วันก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างมาก เมื่อสึกออกมาก็รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมพยายามครองศีลทุกขณะ พยายามดูแลจิตใจทุกคน ไม่อยากทำร้ายจิตใจใครเหมือนเมื่อก่อน และพยายามทำให้ทุกคนมีความสุขกับการได้เห็นเรา ผมตั้งใจจะไม่ก่อกรรมไม่ดีอีก

ส่วนมุมมองเรื่องสุขและทุกข์ ผมได้เข้าใจว่า คนเราล้วนมีทุกข์สุขอยู่ตลอดเวลา เมื่อพ้นทุกข์เก่าก็จะมีทุกข์ใหม่เข้ามา ดังนั้นจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน แค่ปฏิบัติตัวครองศีลให้ได้ก็พอแล้ว

เริ่มใหม่และก้าวเดินต่อไป

ผมได้ผ่านช่วงเวลาชีวิตที่เลวร้าย จนได้มองตัวเอง เห็นความผิดพลาด และสำนึกตัวได้ ผมได้รู้ว่าที่ผ่านมาตัวเรานี่แหละคือเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง กินเหล้า โมโหร้าย ทำลายข้าวของจนมือไม้หัก นี่เป็นเพราะเราเองทั้งนั้น และสุดท้ายผลไม่ดีก็กลับมาที่ตัวเราเอง

นอกจากเรื่องของศรัทธาแล้ว ผมยึดมั่นเรื่อง “สัจจะ” เป็นที่สุด แต่เราจะไม่มีวันทำตามสัจจะได้หากไม่มีวินัย ทุกอย่างสำเร็จได้โดยเริ่มจากการมีวินัยในตัวเองก่อน เมื่อก่อนที่ชีวิตผมแย่ก็เพราะไม่มีวินัย ไม่มีสัจจะใด ๆ ทั้งสิ้น คนหนึ่งที่ผมยกย่องเรื่องนี้คือ น้องตูน บอดี้สแลม ที่มีทั้งสัจจะ มานะ และความเพียร จนวิ่งเบตง – แม่สายได้สำเร็จ ตัวผมเองก็ได้ไปวิ่งกับ พี่เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล ซึ่งเป็นนักเลงบุญที่น่าชื่นชมมาก ๆ

ตอนนี้ผมเริ่มกลับมาอยู่กับกอล์ฟ กีฬานี้สอนชีวิตได้ดี เพราะทุกครั้งที่ตีลูกออกไปยังเป้าหมาย หากผิดพลาดต้องยอมรับปัญหาที่เราทำไว้ก่อน แล้วก็ตามไปแก้ปัญหาที่เราทำไว้ ได้เดินไปแก้ปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ต้องตั้งใจให้ดี วางแผน และเริ่มต้นใหม่จนกว่าจะไปถึงจุดหมาย คือตีให้ลงหลุม ก็เหมือนกับชีวิต ที่ต้องเริ่มใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่จมกับปัญหาที่มี เพื่อที่จะไปสู่เป้าหมายให้ได้

เมื่อเข้าใจชีวิต ผมรู้สึกดีมาก ลืมตาทุกเช้ารู้ตัวว่ามีภารกิจสำคัญที่ต้องทำคือ รักษาสุขภาพร่างกายให้ดี เพื่อออกมาทำงานได้ ปีนี้ก็มีละครสามเรื่อง มีรายการกอล์ฟและมีสิ่งที่อยากทำอีกมากมาย เพราะตั้งมั่นไว้ว่าภายใน 3 ปีจะใช้หนี้ให้หมดและบวชตามสัจจะ และที่สำคัญที่สุดคือการครองตัวให้อยู่ในศีล ให้ศีลอยู่ที่ตัว ธรรมะอยู่ที่ใจ ไม่ต้องวิ่งไปหาอะไรที่ไหนอีกแล้ว เพราะทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง สำหรับจอยและแอลลี่ เราก็ยังติดต่อกัน เป็นห่วงกันและกันอยู่เสมอ แต่ทุกคนย่อมมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำต่อไป

แม้วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ และก้าวต่อไปบนทางชีวิตที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

Secret’s Quote

ผมยึดมั่นเรื่อง “สัจจะ” เป็นที่สุด
แต่เราไม่มีวันทำตามสัจจะได้
หากไม่มีวินัย ทุกอย่างสำเร็จได้
โดยเริ่มจากการมีวินัยในตัวเองก่อน
• อัมรินทร์ นิติพน

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 231

เรื่อง : อัมรินทร์ นิติพน   เรียบเรียง : เชิญพร คงมา

ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up