หมิว - ลลิตา

รักครั้งใหม่ ของ หมิว – ลลิตา ปัญโญภาส

หมิว - ลลิตา
หมิว - ลลิตา

รักครั้งใหม่ ของ หมิว – ลลิตา ปัญโญภาส

“หมิวสนุกกับชีวิตช่วงนี้มาก” คุณ หมิว – ลลิตา พูดถึงชีวิตของเธอให้ ซีเคร็ต ฟังซึ่งเราก็เห็นว่าเป็นจริงจากรอยยิ้ม และแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความสุขและสนุกของเธอ

เราได้คุยกับเธอในช่วงสายของวันที่กรุงเทพฯ อากาศเย็นสบายอย่างที่หาได้น้อยนัก เราคุยกันตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงลูกชายสองคนที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น โดยมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะจากเธอและคนรอบข้างประสานกันเป็นระยะตลอดการสนทนา

เรารู้สึกได้ว่า ชีวิตช่วงนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็น “รักครั้งใหม่” ที่ทำให้เธอเป็นสุขและสดใสมากกว่าเดิม

หมิว - ลลิตา

ความท้าทายครั้งใหม่

หมิว – ลลิตากลับมาอีกครั้งในละครเรื่อง ล่า แม้เธอจะเล่นละครมาแล้วหลายบทบาท แต่บท “มธุสร” เป็นบทที่ท้าทายจนทำเอาคิดหนักตั้งแต่ต้น

“ก่อนรับเล่นละครเรื่อง ล่า คิดเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นละครที่ยาก ต้องใช้สมาธิอย่างมาก เมื่อรับเล่นก็เครียดนิดหน่อย เพราะยากด้วยคาแร็กเตอร์ของตัวละครที่หลากหลาย มีการพลิกบทบาทเยอะ แต่สุดท้ายเมื่อได้เห็นผลงาน ก็คิดว่าถ้าไม่รับคงน่าเสียดาย เพราะเป็นบทที่ดีมาก (ยิ้ม)

“เรื่องนี้ต้องแต่งเอฟเฟ็กต์เยอะ แต่งเต็ม เป็นผู้ชายบ้าง เป็นคนแก่บ้าง เวลาที่แต่งเอฟเฟ็กต์แบบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ บางครั้งทำให้อึดอัดและเป็นอุปสรรคต่อการแสดง เราก็จะไปคุยกับทีมงาน เขาก็จะแต่งให้พอดีที่เราจะสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวันและทำงานได้คล่อง แต่ถ้าลบไม่ได้ อย่างแต่งเป็นผ้ชู ายต้องเต็ม หมิวก็จะคิดถึงว่าคนป่วยที่เขาขยับตัวไม่ได้ ต้องอดทนฝ่าฟัน เขาก็ยังอยู่ได้ เราก็ใช้จินตนาการนักแสดงของเราไป หรือเวลาพักก็คุยกับคนอื่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ เพื่อไม่มองถึงความอึดอัด คุยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นไป ถ้ามัวแต่คิดว่าสายนี้รัดตัวเหลือเกิน เราก็จะเครียด

“การเล่นเรื่อง ล่า ทำให้หมิวได้เห็นมุมในข่าวที่ออกมาชัดขึ้น ถ้ามีลูกผู้หญิงคงหวงลูกมาก การมีลูกสาวเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ไป ๆ มา ๆ หมิวเลยห่วงลูกสาวคนอื่นแทน ปัจจุบันทุกคนต้องอยู่แบบไม่ประมาท ต้องดูแลตัวเอง ส่วนลูกชายเราก็สอนอีกแบบ คือต้องให้เกียรติผู้หญิง”

ในช่วงที่ผ่านมา เธอยังได้ทำงานพิธีกร งานใหม่ที่ทำให้หมิวเปลี่ยนตัวเอง ได้รู้จักคนเยอะขึ้นและคุยเก่งขึ้นกว่าเดิม

“งานพิธีกรรายการ The Queen ราชินีโต๊ะกลม ปีนี้หมิวทำเป็นปีที่ 3 แล้ว งานนี้ทำให้ได้เจอคนเยอะ ปกติเราชอบดูรายการของคนอื่น ชอบอ่านสัมภาษณ์ แต่พอมาเป็นพิธีกรแรก ๆ ก็ไม่กล้าถามแขกรับเชิญ นั่งฟังอย่างเดียว เพราะพี่ท็อป – ดารณีนุช แหม่ม – คัทลียา ปิ่น – เก็จมณี คุยเก่งมาก แม้เป็นการสัมภาษณ์คนที่อยู่ในวงการเหมือนกัน แต่เมื่อก่อนมักคิดว่า ควรถามไหม ยิ่งเจอคนไม่รู้จักนี่ไม่กล้าถามเลย

“พอผ่านไปสองปี หมิวคุยเก่งขึ้น เริ่มถามเยอะขึ้น เพราะคิดว่าในฐานะพิธีกร เราเป็นตัวแทนคนทางบ้านมาถาม การทำงานจึงสนุกมาก จนไม่เหมือนมาทำงาน เหมือนมาเที่ยวมากกว่า เวลาฟังชีวิตคนอื่นก็นำมาใช้ในชีวิตเราได้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนก็ทำให้เราคุยกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น รู้จักคนมากขึ้น ก็สนุกดี”

นอกเหนือจากงานเบื้องหน้าแล้ว เธอยังมีโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ที่ตั้งใจว่าจะทำ

“หมิวมีโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ทำร้านกาแฟที่ชะอำ คาดว่าอีกสักปีกว่าน่าจะเสร็จ แต่ตอนนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลย ไม่อยากโม้ไปก่อน (หัวเราะ) ใจจริงคืออยากทำที่พักที่ชะอำ แต่ตอนนี้เพื่อนฝูง คุณแม่ และหมิวชอบดื่มกาแฟ ร้านกาแฟน่าจะตอบโจทย์ที่สุด จะได้เป็นที่ที่เราได้กลับมาเจอกันกับเพื่อน มานัดเจอกัน คุยกัน เพราะอายุมากขึ้นก็รู้สึกว่าได้คุยกับเพื่อนก็สนุกดี”

หมิว - ลลิตา

Love and Enjoy My Life

เมื่อได้เริ่มพูดคุยถึงงานและชีวิตในวันนี้ ซีเคร็ต จึงได้ถามถึงชีวิตในช่วงวัย 40 ของเธอ

“หมิวสนุกกับชีวิตช่วงนี้มาก เหมือนกับเราตกตะกอนในตัวเองมากขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ได้ถึงกับเริ่ม  ทำอะไรใหม่ เพราะโปรเจ็กต์ร้านกาแฟที่เล่าไปก็คิดไว้ตั้งแต่อายุ 40 แต่ระหว่างทางก็มีงานดี ๆ เข้ามา จนตอนนี้อายุ 46 เพิ่งจะได้ทำ เพราะช่วงหลังไปอยู่ต่างจังหวัดกับคุณแม่บ่อยแล้วเราก็ชอบ ไปต่างจังหวัดทีไรเพื่อนจะมาหาบ่อยมาก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

“ตอนนี้พอปิดกองละครไปแล้วก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น ลูก ๆ ก็โตเป็นวัยรุ่นแล้ว จึงมีเวลามากขึ้นหน่อย เพราะเขาก็มีกิจกรรมของเขา เป็นนักกีฬาไปทัวร์แข่งขัน เราก็ปล่อยเขาบ้าง ไม่ได้เป็นแม่แบบเมื่อก่อนที่ต้องให้เขาอยู่ในระเบียบมาก แต่อยากเป็นเพื่อนกับเขา ให้เขาสบายใจที่จะมาเล่าหรือปรึกษา หมิวจึงเปิดตัวเองกับลูกมากขึ้นจนบางครั้งต้องบอกว่า นี่แม่เอง (หัวเราะ) เพราะลูกเป็นวัยรุ่นด้วยมั้งคะ ฮอร์โมนเขากำลังพลุ่งพล่าน เราก็เลยสนุกที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาด้วย”

หลายคนอาจเฝ้าคิดถึงชีวิตในช่วงวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว แต่มุมมองของคุณหมิวแตกต่างไป

“วัยสาวก็สนุกนะ แต่มันก็ผ่านมาแล้ว ย้อนกลับไปไม่ได้ แต่เราสนุกกับวันนี้ได้ ตอนนี้เพื่อนหลายคนก็มีลูกมีครอบครัวแล้ว แต่พอมานัดเจอกัน เราก็จะกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง อย่างวันนี้มีนัดกับเพื่อน เรารู้แน่นอนว่าจะสนุกมากแน่ ๆ คนเป็นแม่แล้วจะมาเด็กต่อหน้าลูกก็ไม่ได้ ต้องแอบไปเด็กกับเพื่อนบ้าง (หัวเราะ)

“ตอนเด็ก ๆ คิดว่าวัย 40 – 50 คือน่าจะอายุมากแล้ว แต่พอเราอายุ 30 เห็นคนอายุ 40 – 50 เขาก็ไม่ได้แก่มากอย่างที่เราคิดนะ อย่างคุณแม่ของหมิวอายุ 75 ก็ดูไม่ได้อายุมากขนาดนั้น แม่ยังขับรถไปไหนมาไหนเองอยู่เลย แม่เก่งมาก จนบางทีหมิวคิดว่า ถ้าเราอายุเท่าแม่จะเก่งเหมือนแม่ไหมนะ ตอนนี้เลยมองว่าช่วงวัยนี้เป็นเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งอีกครึ่งชีวิตที่เหลือก็ยังมีพลังเหลือล้นที่จะทำอะไรได้อีกเยอะเลย

“เวลาไปไหนมาไหน ได้เจอเพื่อนคุณพ่อหรือผู้ใหญ่ที่เรารู้จักอายุ 80 – 90 ปี มาเดินห้างคนเดียว เขามาคนเดียว (เน้นเสียง) บางคนใช้ชีวิตคุ้มมาก แต่หมิวไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะอายุยืนขนาดนั้นหรือเปล่า หมิวรู้สึกว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตได้ทุกเมื่อ เราจึงควรใช้ทุกวันให้คุ้มค่า แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยจมอยู่กับอดีตนะคะ อยู่กับปัจจุบันและสนุกกับสิ่งที่เราอยากทำอีกเยอะแยะดีกว่า ตอนนี้มีเวลาก็จะไปท่องเที่ยวกับคุณแม่และลูก” (ยิ้ม)

ชีวิตที่มีเวลาให้กับคุณแม่และลูก

เมื่อถามถึงเรื่องลูกชายสองคนที่กำลังเป็นวัยรุ่น เธอเล่าว่าวิธีการเลี้ยงดูก็ต้องเปลี่ยนไป

“เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น เราเลี้ยงเขาแบบเดิมไม่ได้แล้ว บางอย่างเราก็ใช้เหตุผลส่วนตัวไม่ได้ เราต้องเป็นเพื่อนเขา ตอนนี้มองลูกก็เป็นเหมือนเราสมัยก่อนที่อยากออกไปค้นหาตัวเอง เราผ่านมาหมดแล้ว จนบางทีมองเขาแล้วก็ขำ เมื่อก่อนที่เราเป็นแบบนี้แม่ต้องรู้แน่เลยว่าเราคิดอะไร อายแม่จัง คือเรารู้ว่าลูกจะมาไม้ไหนกับเรา (หัวเราะ)

“แพลงก์ตอน (ลูกชายคนโต) เป็นคนมีวินัย ทำอะไรก็จะมีหลักการเป๊ะ ๆ ส่วนอีตันจะเป็นคนสนุก ร่าเริง เขาไม่เหมือนกัน แต่เราก็ชอบทั้งสองแบบนะ ไม่ได้อยากให้เขาเหมือนกัน อย่างแพลงก์ตอนเขาก็จะมีเตือนน้องบ้างเรื่องเรียน จะสอบปลายภาคแล้วนะ ไม่อ่านหนังสือเหรอ เขาก็ทำหน้าที่แทนเราไป

“เราคาดหวังว่าลูกจะใช้ชีวิตเป็นไปตามวัยของเขา ตอนนี้เขาอยากเป็นนักฟุตบอลแบบต่างชาติที่มีรถสปอร์ตขับ แต่เขาก็เริ่มรู้ว่ามันยากมาก ลำบากกว่าการเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนมาก ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นได้ง่าย ๆ เราก็เพียงสนับสนุนเรื่องที่เขาอยากทำ และท้ายที่สุดก็ให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

วันที่เริ่มปล่อยให้ลูกได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องดูแลประคบประหงมเหมือนช่วงวัยเด็ก เธอจึงมีเวลากลับมาดูแลคุณแม่มากขึ้น

“พอลูกเริ่มโต หมิวก็ได้กลับมาดูแลคุณแม่มากขึ้น คุณแม่ชอบดูข่าวแล้วเก็บมาเครียดในชีวิตประจำวัน เราก็ต้องพยายามทำให้ท่านไม่เครียด เปิดรายการเพลงหรือรายการเกมโชว์สนุก ๆ ให้ท่านดูบ้าง หรือพาท่านไปหาเพื่อนไปพูดคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันกับท่านบ้าง”

หมิว - ลลิตา

รับมือกับปัญหาด้วยวิธีในแบบตัวเอง

แน่นอนว่าชีวิตย่อมเจอทั้งเรื่องสุขและทุกข์ ซีเคร็ต จึงถามถึงการรับมือต่อความทุกข์จากเธอ

“หมิวไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการรับมือกับความทุกข์ หลัก ๆ น่าจะเป็นคิดบวกและหาวิธีที่เข้ากับตัวเอง เพราะความทุกข์ไม่ได้มาแบบเดิมซ้ำ ๆ กัน แต่มาหลายรูปแบบ เมื่อก่อนเคยจมกับความทุกข์อยู่บ้าง แต่ปัจจุบันเราไม่อยากจมแล้ว เพราะเราต้องสอนลูก อย่างถ้าลูกมีความทุกข์อะไร เราก็อยากรีบทำมันให้จบ ตอนนี้หมิวไม่มีเวลาสำหรับตัวเองมากนัก เพราะต้องดูแลลูก ความรู้สึกของลูกสำคัญกว่าของเราอยู่แล้ว แต่เราจะไม่เป็นคนไปแก้ปัญหาให้ลูกนะ ให้เขาแก้ปัญหาด้วยความคิดของเขาเอง เรามีหน้าที่คอยซัพพอร์ตมากกว่า

“ตั้งแต่มีลูก หมิวคิดถึงตัวเองน้อยลง ลูกต้องมาก่อน เพราะเราก็ผ่านมาค่อนชีวิตแล้วนะ แต่ลูกเพิ่งเริ่ม ก็เลยเป็นทั้งผู้ประกอบการและเป็นผู้ชม ดูว่าสิ่งที่เราประกอบการมาเป็นอย่างไร และเป็นแม่ที่คอยดูลูกเติบโต”

ความสุขคือทุกอย่างที่พอใจ

งานแสดงเป็นงานที่เธอรักและเลือกแล้ว การทำงานจึงเต็มไปด้วยความสุขและสนุก

“ถ้าเป็นงานที่เราอยากทำก็จะทำได้ดีและสนุก หมิวเลือกอาชีพที่รักแล้ว เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอะไรก็แล้วแต่จะพยายามคิดบวก เพื่อให้ผ่านอุปสรรคนั้นไปได้และให้งานออกมาดีที่สุด สรุปง่าย ๆ คือ คิดให้สนุกแล้วก็ทำด้วยใจ หมิวดูหนังเยอะมาก ชอบดูหนังเพื่อเก็บเป็นเรเฟอเรนซ์ ศึกษาหาข้อมูลคาแร็กเตอร์ที่ใกล้เคียงกับบทที่แสดง บางทีก็เป็นแรงบันดาลใจได้ด้วย”

เมื่อบอกเธอว่า ซีเคร็ต ได้ยินเสียงชื่นชมเธอมากทั้งในบทบาทนักแสดงและความเป็นตัวเธอ เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม

“ดีใจนะคะที่คนชื่นชอบผลงานของเรา แต่อย่าเอาเป็นไอดอลเลย เพราะว่าชีวิตคนแตกต่างกัน เรามีทั้งประสบการณ์ดีและไม่ดี ฉะนั้นชอบนักแสดงที่ผลงานดีกว่า จะได้ไม่คาดหวังกับเขาเยอะ สำหรับงานหมิวเต็มที่ทุกครั้งและทุกงาน แม้ว่าจะมีประสบการณ์มากขึ้นตามอายุ แต่ก็ยังทำงานด้วยความตั้งใจและพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง”

เมื่อถามเรื่องชีวิตข้างหน้า การให้เวลากับครอบครัวกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

“ตอนนี้ไม่ได้วางแผนชีวิตไว้เยอะ เรื่องลูกก็แล้วแต่ว่าเขาจะเป็นอะไร สำหรับตัวเองตอนนี้ก็สบาย ๆ ขอเที่ยวก่อน ช่วงนี้อยากให้คุณแม่กับลูกอยู่ด้วยกันมากที่สุด ถ้ามีเวลาก็อยากใช้เวลาอยู่กับเขา แต่งานก็ยังทำอยู่นะคะ” (หัวเราะ)

และหากพูดเรื่องความสุข วันนี้มุมความคิดของเธอเปลี่ยนไปจากเดิม

“วันนี้ความสุขคือทุกอย่างที่พอใจ เริ่มจากการอยู่กับครอบครัว การทำงานที่รัก เจอสิ่งที่ดี ๆ หรือการไปอยู่ในสถานที่ที่เราชอบ วันนี้แค่ดื่มกาแฟที่ชงเอง แต่งตัวอย่างที่อยากจะแต่ง หรือทาปากสีที่ชอบ แค่นี้ก็เป็นความสุขแล้ว เรียกว่าเรามีความสุขได้ง่าย แต่ก็ละเอียดขึ้น คือเราเลือกทำในสิ่งที่เราชอบได้

“ความสุขของหมิวในวันนี้จึงง่ายมาก อย่างวันนี้อากาศดี ถึงลูกอยู่ตรงโน้น แม่อยู่ตรงนั้น แต่เราก็มีความสุขได้ ณ ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องทุกข์ แต่อีกเดี๋ยวเราอาจทุกข์ก็ได้ ไม่มีใครรู้หรอก เราก็มีความสุขเล็ก ๆ ตรงนี้ไป ไม่ต้องคาดหวังอะไร”

เธอทิ้งท้ายกับเรื่องความสุขไว้ว่า

“อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความสุขตรงหน้าดีที่สุด”

 

Secret’s Quote

ตอนนี้เราไม่มีอะไรต้องทุกข์
แต่อีกเดี๋ยวเราอาจจะทุกข์ก็ได้
อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความสุข
ตรงหน้าดีที่สุด
– ลลิตา ปัญโญภาส

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 230

เรื่อง : เชิญพร คงมา

ภาพ : สุเมธ วิวัฒน์วิชา

Secret Magazine (Thailand)

keyboard_arrow_up