ความสุข

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

Alternative Textaccount_circle
event
ความสุข
ความสุข

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่โหยหาความรักมาตลอดชีวิต

ถึงแม้ภายนอกฉันดูเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง หน้าที่การงานก้าวหน้า เป็นคนสนุกสนาน มึงมาพาโวย และใจป้ำกับทุกคน จึงมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่เรื่องความรักฉันดันไปไม่ถึงไหน มีอันต้องล้มเหลวทุกครั้งไป ฐานะครอบครัวของฉันไม่ได้ยากจน แต่ฉันไม่เคยมี ความสุข อย่างแท้จริงเสียที

ครอบครัวของฉันเป็นคนจีน มีพี่น้องสามคน ฉันเป็นพี่สาวคนโต คนกลางเป็นชาย คนสุดท้องเป็นผู้หญิง ตอนเด็ก ๆ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำอาชีพอะไร เห็นพ่อออกไปทำงานทุกวัน ส่วนแม่เปิดร้านทำผมที่บ้านแก้เหงา บ้านของเราเป็นตึกแถวหนึ่งคูหาอยู่ใจกลางเมือง

ตามประสาคนจีนหัวเก่า พ่อของฉันให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ยิ่งครอบครัวเรามีลูกชายคนเดียว พ่อยิ่งใส่ใจมากกว่าลูกคนอื่นเป็นพิเศษ เราสามคนได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนฝรั่งชายล้วนและหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ย่านใจกลางเมือง ตอนแรกฉันกับน้องสาวเกือบไม่ได้เข้าเรียน เพราะพ่อจะส่งน้องชายเรียนคนเดียว ส่วนฉันกับน้องสาวพ่อจะให้เข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป โชคดีที่แม่เกลี้ยกล่อมพ่อให้ลูกทั้งสามได้เรียนเหมือนกัน

ฉันรู้สึกมาตลอดว่า พ่อไม่ใส่ใจเพราะฉันเป็นลูกสาว ฉันจึงพยายามทำตัวเก่งกล้า พูดจาไม่กลัวใคร เพื่อแสดงอำนาจเหนือน้องชาย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเรียกความสนใจจากพ่อไม่ได้อยู่ดี พ่อยังคงปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับแม่เสียเป็นส่วนใหญ่

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกอับอายไม่อยากไปโรงเรียน คือจู่ ๆ เพื่อนก็มาล้อว่าพ่อของฉันเป็นคนฆ่าหมู

ตอนแรกฉันงงมาก เพราะตั้งแต่จำความได้ฉันก็ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อทำอาชีพอะไร ฉันตะโกนโต้เถียงกับเพื่อนด้วยความโมโห บอกว่า ไม่จริง พ่อไม่ได้ทำแบบนั้น แต่พอเพื่อนย้อนถามว่า แล้วพ่อฉันทำอะไร ฉันก็ตอบไม่ได้ วันนั้นทั้งวันต้องทนตากหน้านั่งเรียนท่ามกลางสายตาเพื่อน ๆ

พอกลับถึงบ้านฉันถามแม่ เลยรู้ความจริงว่าพ่อเป็นเจ้าของโรงฆ่าหมูที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ในจังหวัดปริมณฑลแห่งหนึ่ง

น่าแปลกที่ตอนนั้นฉันก็ยังเด็ก ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษตามหลักศาสนาพุทธมากนัก ประกอบกับเรียนอยู่โรงเรียนคาทอลิกด้วย แต่ฉันกลับรู้สึกช็อก รับไม่ได้ และกลัวพ่อขึ้นมาจับใจ ตั้งแต่นั้นมาฉันก็หยุดเรียกร้องความสนใจจากพ่อ คิดแต่จะรีบ ๆ เรียนให้จบและออกไปจากบ้านนี้เท่านั้น

โชคดีที่ฉันค่อนข้างหัวดีสามารถสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ เมื่อได้ออกมาสู่โลกภายนอก ฉันมีแฟนทันที เป็นนักศึกษาศิลปะสายอาชีวะชื่อ วุฒิ บอกได้เลยว่าตอนนั้นใครเข้ามาฉันก็โอเคทั้งนั้น ฉันติดแฟนและเริ่มเกเร ตามแฟนไปวงเหล้า บางครั้งถึงขนาดไม่กลับบ้าน ผลการเรียนเริ่มตกต่ำ แม่ต้องร้องไห้ทุกวันเพราะฉัน

จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่วันหนึ่งพ่อคงระแคะระคายเรื่องนี้ ฉันได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกันใหญ่โตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เห็นมั้ยว่ามีลูกสาวแล้วเป็นยังไง เหม็นโฉ่ไปทั้งบ้าน มีแต่อับอายขายขี้หน้า ไปบอกมันด้วยว่า ถ้าไม่ตั้งใจเรียนให้จบก็เก็บกระเป๋าออกจากบ้านนี้ไป ไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าอีก”

ฉันตัวชาไปหลายนาที ช็อก แต่ก็ฉุกคิดได้ว่า ฉันควรกอบโกยทุกอย่างจากพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะให้อะไรมาก็ตาม รับไว้ก่อนดีกว่า เพราะไม่แน่ภายภาคหน้า พ่ออาจยกมรดกทั้งหมดให้น้องชายก็ได้

ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กลับมาตั้งใจเรียนจนจบปริญญาตรีด้วยเกรดเฉลี่ยค่อนข้างดี แม่ก็ไปขอร้องให้พ่อส่งฉันไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลียตามน้องชายซึ่งไปเรียนตั้งแต่ไฮสกูล ฉันไม่อยากแยกจากแฟนเลย แต่ฉันก็ยอมบินไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจตามที่แม่ขอร้อง ฉันสัญญากับแฟนว่าจะพยายามหาทางให้แฟนบินตามไปให้ได้ ฉันสู้อุตส่าห์ทำงานพาร์ตไทม์เก็บเงินเพื่อจะซื้อตั๋วเครื่องบินให้แฟน เพราะเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้ก็แค่พออยู่พอกินเท่านั้น สมัยนั้นค่าตั๋วยังแพงอยู่ เนื่องจากยังไม่มีสายการบินโลว์คอสต์แบบสมัยนี้

ฉันเบหอมรอมริบได้เงินจำนวนหนึ่งแล้วก็ส่งไปให้แฟน หลังจากนั้นวุฒิก็หายเงียบไปนานเป็นเดือน พอติดต่อได้เขาก็บอกว่า ขอวีซ่าไม่ผ่าน ยังไปไม่ได้ ฉันเริ่มเอะใจตามสัญชาตญาณลูกผู้หญิง ในที่สุดก็สืบจนรู้ความจริงว่าเขาเอาเงินไปกินเที่ยวกับผู้หญิงคนใหม่ นั่นคือจุดจบรักแรกของฉัน

หลังเรียนจบฉันกลับมาเมืองไทย และได้งานทำเป็นผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าของบริษัทข้ามชาติอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นความตั้งใจของฉันที่จะทำงานไกลบ้าน ทำให้ฉันได้พบผู้ชายคนหนึ่งจากการติดต่องานนั่นเอง เขาเป็นผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าของอีกบริษัทหนึ่งชื่อ กร อายุมากกว่าฉันประมาณ 5 – 6 ปี เราคุยกันไม่กี่ครั้งฉันก็ไปกินเหล้ากับเขาและจบลงที่เตียงนอน หลังจากวันนั้นเวลาเจอกันทุกครั้งก็จะจบลงที่เตียงนอนเสมอ ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้ปกปิด แต่ก็ไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรับรู้

เพื่อนเคยบอกว่า ฉันเป็นคนไม่เรื่องมาก ง่าย ๆ สบาย ๆ อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ง่ายไปทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องผู้ชายแบบนี้ ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์ ร่างกายของฉัน ชีวิตของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ โดยที่ไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าฉันจะเดือดร้อนและทุกข์ใจเพราะผู้ชายคนนี้

ความสัมพันธ์ของฉันกับกรดำเนินมาได้ 3 ปี แล้ววันหนึ่งโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว กรก็บอกว่าเขาต้องไปแต่งงานเพราะทำผู้หญิงท้อง

ฉันแทบล้มทั้งยืน พูดอะไรไม่ออก เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ กรมองหน้าฉันแล้วบอกว่า เขาคิดว่าจะต้องยอมแต่งเพราะต้องรับผิดชอบเด็กและขัดผู้ใหญ่ไม่ได้ เขายังรักฉันอยู่และคิดว่าเราเข้ากันได้ดี เขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น และจะรีบเลิกกับผู้หญิงคนนั้นมาอยู่กับฉันเหมือนเดิม ขอให้ฉันรอ

เหลือเชื่อที่ฉันยอม เพื่อนนฝูงผิดหวังกับฉันมาก ทุกคนบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงเก่ง มีการศึกษา หน้าที่การงานก้าวหน้า ทำไมถึงมายอมเป็นเมียน้อย ส่วนฉันซึ่งกำลังสมองตื้อตันอับจนหนทางก็เถียงไปข้าง ๆ คู ๆ ว่าฉันมาก่อน ฉันต่างหากที่เป็นเหยื่อ คำตอบของฉันทำให้เพื่อนหลายคนรับไม่ได้และตีตัวออกห่าง

จากแฟนตัวจริงกลายสภาพมาเป็นเมียน้อย ฉันรอกรเลิกกับเมียนานถึง 7 ปี ระหว่างนั้นเขาก็มีลูกเพิ่มมาอีก 2 คน แต่ก็ยังบอกให้ฉันรอ ๆ ๆ ช่วงหลัง ๆ ฉันเริ่มคิดอยากจะเลิก แต่ตัดใจไม่ได้ ชีวิตจมอยู่กับความทุกข์และการรอคอย บางวันฉันเหงาก็ออกไปนั่งตามร้านเหล้าสั่งเบียร์มานั่งดื่มคนเดียว บางครั้งขณะกำลังขับรถกลับที่พัก กรส่งข้อความมาว่าเขารออยู่ที่ห้องของเขา ฉันก็ต้องเรียกกำลังใจด้วยการโทร.หาเพื่อนให้ช่วยห้ามฉันไม่ให้ยูเทิร์นรถกลับไปหาเขา สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ฉันเคยเมาคนเดียวขนาดที่ว่าเรียกวินมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งที่พักแล้วฉันหงายหลังร่วงลงข้างทาง หัวแตกนิดหน่อย โชคดีที่มีพงหญ้ารองรับไว้

ฉันกลายเป็นผู้หญิงขี้เมาไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ใครมีปาร์ตี้ที่ไหนขอให้บอก ฉันตามไปเมาเฮฮาได้ทุกงาน แล้วก็มีเพื่อนร่วมก๊วนเมาคนหนึ่งที่แนะนำฉันว่า ในเมื่อกรทำกับฉันแบบนี้ฉันก็ควรกอบโกยจากกรให้ได้มากที่สุด แทนที่ฉันจะเชื่อเพื่อนผู้หวังดีที่บอกให้เลิกกับกร เพราะฉันกำลังทำบาปกับเมียแต่งของเขา แต่ฉันกลับเชื่อเพื่อนร่วมน้ำเมาคนนี้ ฉันจึงเริ่มขอเงินกรทุกครั้งที่เจอหน้า กรไม่ใช่คนร่ำรวยมากมาย แถมยังมีลูกสามคน เขาจึงวางไว้ให้แค่ครั้งละ 1 – 2 พัน ซึ่งฉันรับด้วยความสะใจ ในขณะที่เพื่อนผู้หวังดีพอรู้เรื่องถึงกับช็อก และบอกฉันด้วยเสียงเย็นเฉียบว่า

“เธอทำตัวเหมือนผู้หญิงหากินเลยนะ บางคนได้มากกว่าเธอด้วยซ้ำ ทำไมเธอทำกับตัวเองแบบนี้ เธอดูถูกตัวเองมากเลยนะ”

ฉันสะอึกแต่ก็ยังเถียงไปว่าผู้หญิงหากินยังได้เงิน แล้วทำไมฉันต้องให้เขามานอนด้วยฟรี ๆ เขาทำกับฉันแบบนี้ก็ต้องกอบโกยสิ ได้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี ฉันยังคงทำแบบนั้นต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งฉันไปนั่งกินเหล้าคนเดียวและเมามาก ขับรถกลับที่พักไม่ไหว แต่ยังมีสติโทร.เรียกลูกน้องให้ช่วยมาขับรถกลับ

เมื่อถึงที่พักลูกน้องคนนี้ก็แบกฉันไปส่งที่ห้อง ปรากฏว่าด้วยความเมาฉันก็เลยทำรุ่มร่ามกับเขา และลงท้ายด้วยการมีอะไรกัน เขาเป็นเด็กในโรงงาน อายุยี่สิบกว่าชื่อแวน

เพื่อนบอกว่าฉันควรไปเอกซเรย์กะโหลกว่ามีสมองอยู่ข้างในมั้ย เพราะรสนิยมเรื่องผู้ชายของฉันเข้าขั้นวิกฤติ แต่ตอนนั้นฉันเหมือนคนประชดชีวิต อะไรที่ทำให้มีความสุขฉันก็คว้าเอาไว้ก่อน มีอะไรกันได้สักพักฉันก็เปิดเผยเรื่องแวนอย่างไม่แคร์ใคร และบอกให้แวนขนข้าวของมาอยู่กับฉันได้เลย ตอนนั้นฉันเพิ่งซื้อบ้านไว้ในเมืองหนึ่งหลัง ถึงแม้ฉันจะถูกปรามาสว่าถูกเด็กหลอก แต่ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ทำให้ฉันเลิกรากับกรได้

วันที่บอกเลิกก็ทำให้ฉันได้เห็นธาตุแท้ของกร เขาโกรธมากเพราะมีคนบอกเรื่องแวน เราไปเคลียร์กันที่ห้องของเขา กรด่าทอฉันอย่างหยาบคายที่สุดเท่าที่ฉันเคยโดนมาในชีวิต ฉันยอกย้อนเขาด้วยเรื่องที่ไปทำผู้หญิงท้องจนต้องแต่งงานและหลอกให้ฉันรอมาหลายปี พอเริ่มจนมุมเถียงสู้ไม่ไหว เขาก็ดึงปืนออกมาจากลิ้นชัก ถือไว้ข้างตัวเฉย ๆ แล้วถามว่าฉันจะเอายังไง ฉันถอยกรูดด้วยความกลัวสุดขีด เขาถามซ้ำอีกพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งมาที่หน้าฉัน

ฉันพยายามรวบรวมสตินับ 1 ถึง 10 แล้วพูดออกไปว่า ถ้ายิงฉันตายฉันก็แค่ตาย ไม่ได้อยู่รับรู้อะไรด้วย แต่เขามีลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนที่ต้องดูแล ถ้าพ่อเข้าคุกแล้วลูกจะอยู่กับใคร เขานิ่งไป มือที่ถือปืนสั่นระริก แต่ยังไม่ยอมลดปืนลง แล้วเขาก็เอ่ยออกมาว่า ไปซะ อย่าหันกลับมามอง แล้วอย่ากลับมาอีก

ฉันยังไม่กล้าหันหลังให้เขา ได้แต่ถอยหลังกรูด ๆ ไปที่ประตูห้อง จากนั้นวิ่งออกจากห้องไปลงบันไดหนีไฟ ไม่แม้แต่จะรอลิฟต์

หลังจากนั้นฉันก็ใช้แวนเป็นยารักษาแผลใจ ชวนกันไปกินเที่ยวจับจ่ายอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งวันหนึ่งฉันชวนเพื่อนสนิทมาเที่ยวบ้านและค้างคืนเพื่อฉลองบ้านใหม่ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน คืนนั้นฉันกับแวนออกไปเที่ยวตามปกติ เพื่อนขอนอนเฝ้าบ้าน ฉันกลับมาในสภาพเมามาก แต่ก็มีสติพอรับรู้ได้ว่าวันนี้แวนแปลกไป เขาประคองฉันเข้ามานอนแล้วรีบออกไปจากห้อง มารู้สึกตัวอีกทีเหมือนได้ยินเสียงคนร้องกรี๊ด ตอนแรกนึกว่าฝันไป แต่พอลืมตามองหาแวนไม่เจอ ฉันจึงพยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้นออกจากห้องไปตามหา แล้วก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังลั่นจากห้องของเพื่อน ฉันแทบหายเมารีบวิ่งไปก็พบภาพแวนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง จะทำมิดีมิร้ายเพื่อนของฉัน ถ้าฉันมาไม่ทันก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

วันรุ่งขึ้นเพื่อนเก็บกระเป๋ากลับไปเลยโดยไม่ได้คุยกับฉัน แวนขอโทษและกล่าวหาว่าเพื่อนฉันให้ท่าและเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อน ฉันรู้ว่าเพื่อนไม่ใช่คนแบบนั้น แต่หลังจากโทร.ไปเคลียร์และขอโทษเพื่อน ฉันก็ยังไม่ได้เลิกกับแวน แถมยังคิดส่งเสริมเขาด้วยการส่งให้เรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมหลังเลิกงาน แต่แวนก็สนองคุณฉันด้วยการแอบมีกิ๊กเป็นเพื่อนสาวที่เรียนด้วยกัน เรื่องของเราจึงจบลงด้วยการที่แวนต้องหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านของฉันไป

ฉันอยู่คนเดียวมาอีกหลายปีจนกระทั่งพ่อล้มป่วย แม่เตือนให้ฉันกลับมาเยี่ยมพ่อบ้าง เพราะอาจเหลือเวลาไม่มากนัก และพ่อถามหาฉันบ่อย ๆ ฉันยอมกลับไปดูพ่อ ถึงแม้ว่าเราจะห่างเหินกันมากแทบไม่มองหน้ากันเลย บางครั้งฉันก็ไปนั่งอ่านหนังสือเฉย ๆ ข้างเตียงพ่อโดยไม่ได้คุยอะไรกัน แปลกมากที่ฉันคือคนที่อยู่เคียงข้างพ่อในวาระสุดท้าย ทั้งที่น้องสาวคือคนที่อยู่ดูแลพ่อมากที่สุดกลับไม่ได้บอกลาพ่อ

ทุกวันนี้ฉันเริ่มมองเห็นสัจธรรมของชีวิต แยกแยะความผิดชอบชั่วดี ฉันไม่ใช่คนธรรมะธัมโมและจิตใจไม่สงบพอจะไปปฏิบัติธรรม แต่ได้ติดตามแม่ไปทำบุญบ่อย ๆ เพราะแม่เป็นคนชอบทำบุญมาก ฉันยอมรับว่าตัวเองเหงามาก ก็เลยหันไปทุ่มเททำงานหนักจนตอนนี้งานการก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เงินเดือนหลักแสนแล้ว ความสุขในปัจจุบันของฉันคือการได้เลี้ยงหลาน ๆ น้องแต่งงานแล้วทั้งคู่ การได้เห็นหลานเจริญเติบโตทำให้ฉันนึกถึงสิ่งผิดพลาดในอดีตของตัวเองที่เคยมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกฉันว่า ถ้าเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว ก็ลองคิดดูว่าเราสามารถเอาสิ่งที่คิดว่าถูกนั้นไปสอนลูกหลานได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็แสดงว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแล้วละ

ฉันเพิ่งมาเข้าใจคำพูดของเพื่อนก็ตอนนี้เอง

 

ข้อคิดจากพระ ดร.นิตินัย อุดมกัน

ความรักของพ่อแม่นั้นเป็นรักที่ยิ่งใหญ่ มีแต่ความเมตตา ความบริสุทธิ์ใจ แต่บางครั้งอาจจะยึดติดกับค่านิยมหรือประเพณีเดิม ๆ อย่างเช่นวิถีชีวิตคนไทยเชื้อสายจีนที่เชื่อว่าลูกชายคือผู้สืบสกุล แต่เหนือสิ่งอื่นใดพ่อแม่ทุกคนก็รักลูกเท่า ๆ กัน แต่การแสดงออกที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง การดำเนินชีวิตของคนเรานั้นต้องมีศีล 5 เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต เพราะศีล 5 เป็นศีลธรรมคุ้มครองโลก ศีลข้อ 5 สุรายาเมาเมื่อดื่มไปแล้วทำให้เราขาดสติ เสียทรัพย์สินด้วย และเสียสุขภาพ หามิตรภาพที่แท้จริงในวงเหล้าไม่ได้ด้วย อนึ่ง ความรักนั้นเป็นสิ่งดีงาม แต่ความรักของคนคนนั้นต้องเกิดจากใจที่มีความเข้าใจกัน ต้องมีศีลธรรม ถึงจะเป็นความรักที่ถูกต้องดีงาม

ลูกต้องมีหน้าที่ดูแลบิดามารดาในยามสุขและทุกข์ เราต้องดูแลท่าน นั่นคือการตอบแทนบุญท่านได้ดีและเป็นความกตัญญูที่เป็นคุณสมบัติของคนดีพึงกระทำ การแยกแยะผิดชอบชั่วดีนั้น ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่ปลูกฝังมาแต่เด็กนั่นเอง ถ้าครอบครัวอบอุ่นมั่นคงแล้ว ย่อมส่งผลดีต่อสังคมแน่นอน

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 229

เรียบเรียง : พิมพ์พนา

keyboard_arrow_up