กิตติทัต ปานคง

ขายให้เป็น เห็นเงินล้าน โอม – กิตติทัต ปานคง กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเชีย โปรดัก ซัพพลาย จำกัด

กิตติทัต ปานคง
กิตติทัต ปานคง

ขายให้เป็น เห็นเงินล้าน โอม – กิตติทัต ปานคง กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอเชีย โปรดัก ซัพพลาย จำกัด

หลายคนเริ่มทำธุรกิจ เพราะมีความฝันอันแรงกล้า แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งบอกคุณว่ามีคนที่เริ่มธุรกิจจากความต้องการรับประทานอาหารดีๆ ในงานสัมมนา คุณจะเชื่อไหม และคุณโอม – กิตติทัต ปานคง คือคนคนนั้น

ไม่มีความสุขกับการอยู่ในกรอบ

ผมเกิดในครอบครัวต่างจังหวัด ครอบครัวของผมฐานะปานกลาง คุณพ่อเป็นตำรวจ ครอบครัวเรามีกัน 4 คน คือ คุณพ่อ คุณแม่ ผม และน้องสาว ผมเป็นเด็กเรียนดี เพราะคุณพ่อเคี่ยวเข็ญ บังคับว่าต้องเรียนให้ดี ท่านเอาตัวเลขเป็นที่ตั้งว่าต้องสอบได้ที่ 1 – 3 เท่านั้น ผมก็ทำได้มาตลอด จนกระทั่งครั้งหนึ่งผมสอบได้ที่ยี่สิบกว่า ตอนนั้นคุณครูเรียกผู้ปกครองมา พอคุณพ่อทราบเรื่อง ท่านบอกว่าพ่อขาอ่อนเลยนะ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ผมเพิ่งโดนคุณพ่อตีจริงจังเป็นครั้งแรกช่วงประถมศึกษาปีที่ 3 ผมรู้ว่าเราไม่ได้แย่ลง แต่ทุกคนเขาก็เก่งขึ้นหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น

ตอนสอบเข้าโรงเรียนมัธยม ผมรู้ตัวเลยว่า ถ้าผมสอบได้ไม่ดีต้องโดนคุณพ่อจัดการอีกแน่ ๆ ผมจึงอ่านหนังสืออย่างเดียว สุดท้ายผมสอบได้ลำดับที่ดีขึ้น แล้วก็ได้อยู่ห้องคิง ซึ่งเป็นห้องเด็กเรียนดี คุณพ่อก็ภูมิใจ แต่ผมไม่มีความสุขที่ต้องถูกกะเกณฑ์เรื่องเรียนแบบนี้ ถามว่าท่านเป็นพ่อที่ดีไหม ใช่ ท่านเป็นพ่อที่ดี แต่แค่ผมไม่ชอบอยู่ในกรอบ เช่น หกโมงเย็นครอบครัวเราต้องกินข้าวพร้อมกัน ถ้าไม่ตรงเวลา คุณพ่อจะโทร.ตาม และถ้าท่านรู้ว่าอยู่ไหนก็จะไปตาม พอโตขึ้นท่านเริ่มปล่อย แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้ไปไหนดึก ๆ

บ่มเพาะความเป็นนักขายในวัยเยาว์

ที่บ้านผมมีธรรมเนียม คืออยากได้อะไรต้องหาเงินมาครึ่งหนึ่ง แล้วที่เหลือพ่อจะช่วย ตอนนั้นผมอยากได้เบ็ดตกปลา ชุดหนึ่งราคา 1,500 บาท บ้านผมอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ ญาติปลูกกะหล่ำ แล้วมีแขนงกะหล่ำเหลือ ผมก็ไปเก็บมาขายกิโลละ 10 บาท ได้เงินพอซื้อเบ็ดตกปลาเลย ทุกวันนี้ยังเก็บเบ็ดตกปลานั้นเอาไว้ ผมเริ่มสนุกกับการขายของ พอขายได้เงิน รู้สึกดี มีเงินก็เก็บ เพราะไม่รู้จะใช้อะไร ผมทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตอนไปขายผมนั่งกับพื้นเลย ขายยี่สิบ สามสิบบาท เน้นขายผักผลไม้ เพราะเรามีของอยู่แล้ว สมัยก่อนจะมีแคตตาล็อกสั่งซื้อสินค้า เราก็เอาแคตตาล็อกไปให้เพื่อนดูแล้วให้เขาสั่งสินค้า จ่ายเงินแล้วเราก็เก็บไปให้บริษัท บริษัทก็จะส่งสินค้าให้เพื่อน เราก็ได้เงินส่วนต่างในฐานะคนขาย ได้เงินเป็นพันเหมือนกัน ผมชอบขายของ การขายของไม่ได้ลำบากอะไรเลย

ทางเดินชีวิต ขอลิขิตด้วยตัวเอง

คุณพ่ออยากให้ลูกรับราชการ เพราะวงศาคณาญาติรับราชการหมด ตอนแรกผมก็ชอบ เท่ดี แต่พออยู่ชั้นมัธยม 3 รู้ตัวว่าเราไม่ชอบอยู่ในระเบียบเคร่งครัด คุณพ่อให้ไปสอบเตรียมทหาร ผมไม่สอบ กลัวได้ เพราะเป็นเด็กเรียนดี แต่ผมมีบัตรสอบ มีทุกอย่างหมด แค่ไม่เข้าสอบ พอเวลาผ่านไป คุณพ่อก็ถามว่าประกาศผลหรือยัง ผมบอกท่านว่าสอบไม่ติดหรอก แต่ท่านมั่นใจว่าเราต้องติด ตอนนั้นผมแอบคิดในใจว่าจะติดได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้สอบ ผมจึงคุยกับคุณพ่อว่า อยากไปลองเรียนมหาวิทยาลัย อยากลองหาก่อนว่าตัวเองชอบอะไร

หลังจากได้คุยกับคุณพ่อ ท่านไม่ขีดเส้นให้เราเดินแล้ว แต่ท่านขอแค่เอาใบปริญญามาให้ ผมก็ตกลง หลังจากนั้นผมก็เรียนมัธยมปลาย สายวิทย์ – คณิต สุดท้ายเราสอบติดสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมยังหมกมุ่นกับการขายของเหมือนตอนเด็ก ๆ และยิ่งรู้ตัวเองว่าไม่อยากทำงานบริษัท ชอบงานขาย ผมขอเงินแม่มาหนึ่งแสนเพื่อซื้อมือถือที่มาเลเซียมาขาย ตอนนั้นราคาค่อนข้างถูก ผมขายดีพอสมควร ขายไปได้สักพักก็เริ่มมีคนนำเข้าจริงจังเลยไม่ทำต่อ

ผมเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบังเพียงหนึ่งปีก็ไปสอบใหม่แล้วติดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างเรียนก็คิดว่าจะขายอะไรดี พอดีช่วงนั้นไอพอดออกใหม่ ผมก็ไปคุยกับคนที่ขายอุปกรณ์ที่มาบุญครอง เอาตัวเทสต์มาลองแล้วไปติดบอร์ดที่มหาวิทยาลัยว่าไอพอดทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ไปซื้อไอพอดมาขาย บวกกำไรไปนิดหน่อย ปรากฏว่าเอามาร้อยตัวขายได้หมด พอเริ่มขายไม่ได้แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรต่อดี

ช่วงนั้นได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำ SEO (Search Engine Optimization) บนอินเทอร์เน็ตแล้วพบว่า มันสามารถหาเงินได้จริง ก็เลยทำเว็บไซต์ แล้วเอาแบนเนอร์ของ amazon ไปแปะบนเว็บไซต์ เพื่อให้คนคลิกผ่านเว็บไซต์ของเราเข้าไปที่ amazon เราก็จะได้เงินมากน้อยตามจำนวนคนที่คลิกผ่านเว็บไซต์ของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีคอนเทนต์ให้คนมาเข้าเว็บไซต์เรา วันหนึ่งได้เงินร้อยกว่าเหรียญเป็นเช็คมาจากอเมริกา เดือนหนึ่งได้เงินเป็นแสน ต่อมาก็รับทำเว็บไซต์ให้คนที่ต้องการขายของ

อยากแค่ไปกินอาหารอร่อย แต่ได้แรงบันดาลใจ

วันหนึ่งมีพี่ที่รู้จักชวนไปงานสัมมนา แต่ต้องเสียเงิน 200 บาท ตอนแรกผมจะไม่ไป แต่พอรู้ว่ามีอาหารให้กิน 6 มื้อ ผมรู้สึกว่าคุ้ม ก็เลยไป เอาหนังสือไปนั่งอ่าน พอฟังไปเรื่อย ๆ วิทยากรพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า ถ้าขายปลีกหนึ่งคนพูดหนึ่งครั้ง ถ้าขายส่งพูดเท่ากัน แต่สินค้ากระจายออกไปได้มากกว่า อาจขายได้แสนชิ้นก็ได้ ขายได้เรื่อย ๆ และได้ต่อเนื่อง ผมหยุดอ่านหนังสือแล้วตั้งใจฟังทันที พอกลับมาบ้านก็มาหาข้อมูลว่าขายอะไรดี จนมาเจอสินค้าที่เป็นท็อปของไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว คือ ข้าว วงจรอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อาหารสำเร็จรูปซีฟู้ด ผมสนใจอาหารกระป๋องจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลเจ้าของโรงงานแล้วโทร.ไปหา อธิบายว่าเราเป็นใคร แล้วก็นัดคุยกัน บอกเขาว่าเราอยากช่วยขายของ ยังไม่ต้องจ่ายอะไร รอขายได้ค่อยจ่ายส่วนต่างให้ผม เจ้าของโรงงานก็เรียกผู้จัดการให้พาผมไปดูไลน์การผลิต จะได้เอาไปคุยกับลูกค้าว่าโรงงานทำอะไรบ้าง นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการรู้จักสินค้า ราคา แล้วก็เริ่มติดต่อโรงงานอื่น ๆ แบบรู้จักกันปากต่อปาก โรงงานไหนไม่มีฝ่ายต่างประเทศก็แนะนำกันมา เราก็ไปหา

สั่งสมประสบการณ์ท่ามกลางความไม่เข้าใจของคนรอบข้าง

ผมสร้างโปรไฟล์ว่าเราเป็นกรุ๊ปของโรงงานผลิตสินค้าอะไรบ้าง ส่งออกได้เท่าไหร่ ก็ไปถ่ายรูปทำพอร์ตเป็นเรื่องเป็นราว เราไม่ได้โกหก ทุกอย่างเป็นความจริง มีหลักฐานและเราไม่ได้เสียอะไร แค่เสียเวลาในการลองทำ ปรากฏว่าคนรอบข้างไม่เข้าใจ ครอบครัวก็มองไม่เห็นว่าธุรกิจแบบนี้คืออะไร กลัวโดนหลอก เราก็ไม่อธิบายอะไรเพราะขี้เกียจ เพื่อนก็บอกว่าแปลก ๆ แฟนก็บอกให้ตั้งใจเรียนไป จะได้ทำงานจริงจัง พอผมบอกว่าทำแบบนี้ได้เงินเป็นก้อน แฟนก็บอกมันไม่ได้สักที คือมันก็ใช้เวลา เรารู้เป้าหมายของตัวเอง แต่ไม่ได้อธิบายว่าระหว่างทางเป็นอย่างไร เขาไม่เชื่อ เขาบอกว่า ถ้าทำได้ทำไมคนอื่นไม่ทำ

ลูกค้าที่คิดว่าจะไม่ใช่กลับกลายเป็นลูกค้ารายแรก

เมื่อคิดจะส่งออกทูน่ากระป๋องไปต่างประเทศ พอเข้าไปหาข้อมูล เราก็มองไปที่ประเทศลิเบีย อียิปต์ แล้วก็ส่งอีเมลไปเสนอขาย สองสามเดือนแรกก็ไม่มีใครตอบ จนกระทั่งมีอีเมลฉบับหนึ่งตอบมาว่า ราคาแพง เราก็ตอบกลับไปว่าราคาไม่แพง เขาก็บอกว่าที่อื่นถูกกว่า เราก็คิดว่าคงไม่ได้ค้าขายกันแล้ว แต่ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็ติดต่อมา บอกตอนนี้อยู่ประเทศไทยขอคุยหน่อย สุดท้ายก็กลายเป็นลูกค้าเจ้าแรกและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปเลย เขาบอกตรง ๆ ว่าไม่ได้ซื้อสินค้ากับเราคนเดียว ต้องการซื้อหลายที่ แต่ขอให้ช่วยพาไปหน่อย ผมก็ยินดี พาไปทุกที่ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย ผมทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ รู้จักคนเยอะขึ้น ต้นทุนเริ่มถูกลง ออร์เดอร์ใหญ่ขึ้น รายได้ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ใจเร็วด่วนได้ทำให้เสียเงินหลักล้าน

เคยมีกรณีหนึ่ง ลูกค้าสั่งสินค้าเพิ่ม 8 หมื่นกระป๋องต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ แล้วสั่ง 10 ตู้คอนเทนเนอร์ ผมคำนวณแล้วเฉพาะกำไรอย่างเดียว 4 ล้าน ก็คิดไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าส่งงานเรียบร้อย ผมจะเปิดบริษัทของตัวเอง ปรากฏว่าตอนส่งแบบฉลากให้ลูกค้าเซ็น ปกติลูกค้าต้องเซ็นตอบรับกลับมาว่าแบบถูกต้อง แต่วันนั้นลูกค้าไม่อยู่ คนที่ตอบกลับมาคือลูกน้องของเขา ตอบกลับมาว่า โอเค แต่ยังไม่มีลายเซ็น ผมกลัวงานช้า จึงดำเนินงานต่อทันที ปรากฏว่าวันที่ลูกค้าเข้ามาดูสินค้า ฉลากสินค้าผิดหมดเลย ผมก็ผิดส่วนหนึ่งที่ไม่รอลายเซ็นจากเขาก่อน เพราะความใจร้อน อยากบริการลูกค้าให้ไวที่สุด แต่ผมก็ชี้แจงเขา ว่าลูกน้องเขาเป็นคนตอบ โอเค พอเขารู้ก็ไล่ลูกน้องคนนั้นออกทันที

หลังจากนั้นทั้งเรากับเขาก็เอาทนายมาคุย ตกลงกันที่ผมต้องจ่ายค่าเสียหาย 2 ล้านบาท ผมบอกทันทีว่าไม่มีแล้วขอตัวไปห้องน้ำ พอไปถึงห้องน้ำ ผมอ้วกออกมาเลย สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะทยอยผลิตสินค้าเพื่อใช้หนี้ให้เขาแทน

เรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วไปต่อ

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ผมท้อ เพราะเราพลาดเอง เราได้ประสบการณ์มากขึ้น ผมยังคงทำธุรกิจแบบเดิมไปเรื่อย ๆ แล้วก็หาสินค้าอื่นมาขายด้วย เช่น ส่งออกผลไม้อบแห้งซึ่งผลตอบรับดีมาก ๆ เพราะตอนนั้นตลาดยังไม่บูม

คว้าใบปริญญาให้พ่อแล้วสานต่อธุรกิจให้รุดหน้า

ช่วงที่ทำธุรกิจนี้ผมยังเรียนหนังสือไปด้วย พอเรียนจบคุณพ่อก็ไม่บังคับอะไรผมอีก เพราะท่านได้ในสิ่งที่ผมเคยสัญญาไว้แล้ว หลังเรียนจบผมคิดจะไปทำงานออฟฟิศ แต่เป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบให้มีกฎเกณฑ์ว่าต้องเข้างานกี่โมง จึงเปิดบริษัทของตัวเอง ทำธุรกิจส่งออกทูน่ากระป๋อง ผลไม้อบแห้งและนำเข้าอาหารทะเล ไข่ปลา โดยมีพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดมารับไปกระจายต่อ และผมก็รู้สึกดีที่ผมไม่ยอมแพ้ตั้งแต่เจอปัญหาครั้งแรก เพราะเมื่อผมลุกขึ้นสู้ใหม่ ปัจจุบันผมมีรายได้หลักร้อยล้าน และผมก็ยังคิดที่จะพัฒนาและหาธุรกิจใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ความนิ่งสงบสยบทุกปัญหา

สิ่งที่ผมเรียนรู้มากที่สุดจากชีวิตที่ผ่านมา คือ เวลาเจอปัญหา อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ทำใจให้นิ่งก่อน ทำใจให้สงบให้ได้ เราต้องคิดว่ามีคนอื่นที่เจอมาก่อนเรา อย่างผมเคยต้องรับผิดชอบหนี้สองล้านตอนยังเป็นนักศึกษา ตอนนั้นคิดว่าตายแน่ ๆ แต่สุดท้ายก็มีทางออก แต่ถ้าเรายิ่งเครียด ยิ่งกังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตีโพยตีพาย ก็ยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้นไปอีก หลายคนมีเงินเป็นร้อยล้าน พอเจอปัญหาแล้วทำใจให้นิ่งไม่ได้ ร้อนรน กระวนกระวาย มักจะเสียธุรกิจ เสียโรงงาน หมดตัว ผมเห็นมาเยอะแล้ว

ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร สติต้องมา ปัญญาจึงจะเกิด แล้วเมื่อนั้นคุณจะเห็นหนทางรอดด้วยตัวของคุณเอง

 

บทเรียนจากความสำเร็จ
• รู้จักตัวเองเร็ว
• วางเป้าหมายแล้วหาข้อมูล
• ไม่ยึดติดกรอบเดิม ๆ และไม่กังวลกับ
• เสียงคนรอบข้าง
• ลงมือทำทันที ไม่กลัวความล้มเหลว
• ล้มแล้วต้องลุก ไม่จมกับปัญหา

 

ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 229

เรื่อง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ วรวุฒิ วิชาธร

 

 

keyboard_arrow_up