ความสุขพอดี และชีวิตพอเพียง ของ แชมเปญ เอ็กซ์

account_circle
event

ความสุขพอดี และชีวิตพอเพียง ของ แชมเปญ เอ็กซ์

วันนี้ภาพของ “เกษตรกร” กลายเป็นภาพใหม่ที่คุ้นตาของ “แชมเปญ เอ็กซ์”

ช่วงที่หันหลังให้วงการบันเทิง เธอมาลงหลักปักฐานทำการเกษตรอยู่ที่ “ไร่วันจันทร์เพ็ญ” ในจังหวัดสระแก้ว และใช้ชีวิตเรียบง่าย ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

ซีเคร็ต มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับ คุณแชมเปญ เอ็กซ์ (จันทร์เพ็ญ อินทะจักร์) ถึงที่ไร่ ได้เห็นชีวิตเรียบง่ายของเธอและได้รับฟังเรื่องราวชีวิตที่มีจุดพลิกผันขึ้นลง จนสุดท้ายมาหยุดตั้งหลักใช้ชีวิตพอเพียงอย่างมีความสุข

โลดแล่นไปตามชะตาชีวิต

เมื่อเข้าวงการ หลายคนเข้าใจว่าฉันเป็นลูกครึ่ง แต่จริง ๆ แล้วฉันเป็นคนไทยแท้เกิดและเติบโตที่หาดใหญ่ เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องแปดคน พ่อกับแม่บอกว่าฉันเป็น “ลูกหลง” มาเกิด อายุจึงห่างจากพี่ ๆ คนอื่นเป็นสิบปี ฉันจำได้ดีว่า พ่อมักสอนให้เราพี่น้องรักกัน ดูแลกัน พี่ ๆ จึงช่วยกันเลี้ยงฉันเสมอ แต่ฉันชอบอยู่กับพ่อ พอมีเวลาท่านสอนให้ฉันสวดมนต์ไหว้พระตามท่านเป็นประจำ

แม้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ฉันก็อยากเข้ามาเรียนในเมืองพอเรียนจบ ม.3 ฉันย้ายมาอยู่กับพี่สาวเปิดร้านเสริมสวยอยู่ที่กรุงเทพฯ และเรียนต่อสายอาชีพด้านการโรงแรม พี่สาวอายุห่างจากฉัน 9 ปี เธอดูแลฉันอย่างเข้มงวด ถึงเวลาเลิกเรียนต้องรีบกลับบ้านห้ามไปเถลไถลที่ไหน ขอไปกินขนมหรือเที่ยวเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ ถ้ากลับบ้านผิดเวลา พี่จะตีเสมอ แต่ถึงแม้พี่จะดุ เขาก็ส่งเสียให้ฉันเรียนจนจบ ปวช.

แต่เด็กวัยรุ่นยิ่งโดนบังคับก็ยิ่งอึดอัดฉันจึงคิดหาทางไปใช้ชีวิตของตัวเอง และวันหนึ่งก็ได้มีโอกาสรู้จักกับครอบครัวชาวเยอรมันครอบครัวหนึ่ง ต่อมาฉันสนิทกับคุณแม่ของครอบครัวนี้มาก ขนาดที่เขาชวนไปเที่ยวที่บ้านของเขาอยู่เสมอ ฉันกำลังเบื่อชีวิตที่นี่อยู่แล้ว จึงตกลงไปกับเขาโดยไม่ได้ปรึกษาใครเลย คิดแค่ว่า ขอไปตายเอาดาบหน้า ถ้าไม่ได้ดีจะไม่กลับมา

เวลานั้นฉันเพิ่งอายุ 19 ปี เมื่อมาอยู่ที่เยอรมนี ฉันได้พบกับลูกชายของครอบครัวนี้ถึงแม้เขาอายุมากกว่าฉัน 16 ปี แต่สุดท้ายเราก็ชอบพอกัน เขาส่งเสียให้ฉันเรียนภาษาเยอรมัน และดูแลฉันอย่างดี ให้เงินฉันส่งมาให้ครอบครัวเดือนละหลายหมื่นบาทความเป็นอยู่ก็สบายมาก ชีวิตตอนนั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นเจ้าหญิงทีเดียว

แฟนของฉันเป็นผู้ใหญ่ เขามักสอนฉันเรื่องการใช้ชีวิต และส่งเสริมให้ฉันทำงานเพื่อหาประสบการณ์ชีวิต ในเวลานั้นมีคนชวนฉันไปถ่ายแบบสินค้า แต่ฉันไม่กล้าไปเพราะฝังใจว่าตัวเองตัวดำเหมือนกับเด็กเลี้ยงควาย ไม่มีความสวยเลยแม้แต่น้อยแม้คิดใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนางแบบมาตลอด แต่กลับไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด แฟนของฉันจึงพูดให้กำลังใจให้ฉันกล้ารับงานนี้ จนในที่สุดจึงได้ถ่ายแบบลงในนิตยสารของเยอรมัน

ระหว่างอยู่กับแฟน ฉันบินกลับมาเมืองไทยทุกปี เพื่อพาครอบครัวของเขามาเที่ยวพักผ่อน และฉันเองก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านด้วย พ่อกับแฟนของฉันก็เข้ากันได้ดีและสนิทกันมาก ตอนหลังฉันกลับมาเมืองไทยบ่อย ๆ มาครั้งหนึ่งก็อยู่หลายเดือนกลับมาแม้ไม่ค่อยมีเพื่อนคนไทย แต่ฉันก็ไปเที่ยว ไปกิน ไปดื่มอยู่คนเดียว แต่ก็มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ

หาประสบการณ์ชีวิตในวงการบันเทิง            

เมื่อกลับมาเมืองไทยก็มีคนมาติดต่อให้ลองไปทำงานในวงการหลายครั้ง แต่ฉันก็ไม่สนใจ ครั้งหนึ่งมีคนเข้ามาทาบทามไปประกวดเวทีหนึ่ง ฉันไม่สนใจเลย เพราะยังคิดเสมอว่าตัวเองไม่สวย และไม่รู้ว่าจะประกวดไปทำไม เรามีเงินกินใช้อยู่แล้ว แต่พอมาบอกแฟน เขากลับสนับสนุนให้ฉันลองไปดูเขาบอกว่า

“ถ้าไม่ได้ตำแหน่งก็ไม่เป็นไร ขอให้ลองไปประกวดเพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิตเพราะประสบการณ์พวกนี้เงินก็ซื้อไม่ได้ และโอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้มีกันได้ทุกคน”

ฉันตกลงเข้าประกวด ทั้งที่ในใจไม่อยากไปเลย แต่สุดท้ายก็ได้ตำแหน่งรองกลับมาตอนนั้นฉันไม่ค่อยสนใจการทำงานในวงการนักถ้ามีงานมาก็ทำ ไม่ได้คิดทำจริงจัง แต่สุดท้ายก็ได้งานหนึ่งที่ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นมานั่นคือเล่นมิวสิควิดีโอของ Mysterious Girlของปีเตอร์ อังเดร นักร้องชาวอังกฤษ-ออสเตรเลีย ต่อมาก็มีงานเดินแบบและถ่ายแบบนิตยสารมาตลอด ส่วนใหญ่เป็นลุคเซ็กซี่หรือเป็นงานอาร์ตที่โชว์ความสวยงามของเรือนร่าง

แม้คนติดภาพว่าเป็นนางแบบเซ็กซี่แต่วันหนึ่งฉันก็ได้รับโอกาสสำคัญในวงการคือ อาหง่าว - ยุทธนา มุกดาสนิท ชักชวนมาเล่นภาพยนตร์เรื่อง จักรยานสีแดง ในบทสาวเปรี้ยว ลูกคนรวย เล่นคู่กับ มอส -ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ และ ทาทา ยัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะได้ใช้ความสามารถมากขึ้นไปอีก

ระหว่างถ่ายทำเรื่อง จักรยานสีแดง อยู่นั้นก็ได้รับการติดต่อไปแคสต์บทผู้หญิงกลางคืนซึ่งเป็นเมียน้อยในภาพยนตร์เรื่อง ฝัน บ้าคาราโอเกะ ซึ่งก็ผ่าน แต่ช่วงนั้นมีผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะพลิกบทบาทจากเรื่องจักรยานสีแดง มากเกินไป แต่ฉันกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะอยากได้ประสบการณ์จากบทบาทที่หลากหลาย จึงตอบตกลงรับบทนี้

จากนั้นไม่นานนักทีมภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ได้ติดต่อให้ไปแคสต์บท “วัลลภา” ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่องทีมงานถ่ายภาพยนตร์ไปเกือบจบแล้ว แต่ยังหาคนมารับบทนางเอกไม่ได้ ฉันอยากแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้มาก เพราะเป็นแนวบู๊ที่ชอบจนถึงกับอธิษฐานขอให้ได้บทนี้ พอไปแคสต์ก็ผ่าน ตอนนั้นจึงต้องแบ่งเวลาถ่ายภาพยนตร์ถึงสามเรื่องพร้อมกัน

นับเป็นช่วงที่มีงานเยอะมาก เพราะมีงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่ตลอด และยังถ่ายภาพยนตร์ไม่จบเลยสักเรื่อง ก็มีละครติดต่อมาอีกสองเรื่อง ฉันรับงานไว้ทั้งหมด ถึงจะเหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากเช่นกัน

ตอนนั้นงานเยอะขนาดที่ฉันแทบไม่ได้กลับไปนอนอพาร์ตเมนต์ที่เช่าไว้เลย เพราะเสร็จงานนี้ก็ไปอีกงานทันที แถมช่วงที่มีเวลาว่างจากงานก็ไปปาร์ตี้สังสรรค์ ไปดื่มไปเที่ยวทุกวัน ใครมาด้วยก็เลี้ยงเขาหมด พอถึงเวลาก็ไปทำงานต่อ จนใคร ๆ ก็เรียกว่าฉันเป็น “ปาร์ตี้เกิร์ล” แต่ฉันก็คิดว่า การเที่ยวการดื่มคือหนึ่งในความสุขของชีวิตในแบบของฉัน

พอภาพยนตร์เข้าฉาย ก็เข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งยังดังทั้งสามเรื่อง แต่เรื่องที่คนจำฉันได้มากที่สุดคือบทบาทของวัลลภาในเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองซึ่งดังเป็นพลุแตก หลังจากนั้นฉันก็มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย และแจ้งเกิดในวงการอย่างเต็มตัว

การสูญเสียครั้งใหญ่

เมื่อเข้าวงการ ฉันไม่เคยปิดบังเรื่องมีแฟนเลย ใครมาถามก็บอกไปตามตรงเพราะเราคบกันมา 11 ปีแล้ว ช่วงหลังที่ฉันต้องทำงานที่เมืองไทย เขาก็บินมาหาบ่อยครั้งได้เจอกับพ่อของฉันบ่อย ๆ และสนิทสนมกันจนกระทั่งพ่อของฉันป่วยเป็นโรคมะเร็งและมีอาการทรุดหนัก แฟนจึงตัดสินใจว่าจะแต่งงานสักทีเพื่อให้พ่อแม่ของฉันสบายใจ

เรากำลังวางแผนมาจัดงานแต่งงานในเมืองไทยระหว่างนั้นพ่ออาการทรุดหนักมาก ขณะนั้นฉันกำลังถ่ายละครอยู่ที่เวียดนาม ก็ต้องบินกลับมาเมืองไทยทันที พอแฟนรู้เรื่องเขาก็บอกว่าจะรีบเคลียร์งานและตามมาให้เร็วที่สุด แต่พอฉันกลับมาเมืองไทย พ่ออาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ฉันจึงบอกให้แฟนจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยตามมาในสัปดาห์หน้าเพื่อมาจัดงานแต่งงานของเรา

ไม่กี่วันหลังจากนั้นฉันได้รับข่าวร้ายที่ทำให้ฉันถึงกับทรุด นั่นคือแฟนของฉันประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต

ได้สติจากความสูญเสีย

เมื่อต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ฉันถึงกับเสียหลักอยู่นานนับปีแต่พอตั้งสติลุกขึ้นมาได้ ฉันก็ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีกว่าเดิม

เมื่อแฟนที่คบกันมา 11 ปีเสียชีวิตก่อนที่จะแต่งงานไม่กี่วัน ฉันถึงกับตั้งตัวไม่อยู่เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นทั้งแฟน ทั้งพ่อ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ความสูญเสียนี้ทำให้ฉันเสียใจที่สุดในชีวิต ไม่มีจิตใจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น ไม่มีเรี่ยวแรงออกไปไหน จมอยู่กับความเศร้าตลอดเวลา

ก่อนหน้านั้นฉันรับงานไว้เยอะมาก จึงจำเป็นต้องทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ การออกไปทำงานทำให้คลายความเศร้าไปได้บ้างแต่สุดท้ายฉันใช้การดื่มเพื่อลืมความเศร้าจากที่ดื่มสังสรรค์ทุกวัน ก็ดื่มหนักขึ้นกว่าเดิมอีก วงจรชีวิตก็มีเพียงทำงานและออกไปดื่มใช้ชีวิตอย่างนี้เป็นปีกว่าจะตั้งหลักมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้

เมื่อเวลาเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้น ฉันก็เริ่มตั้งสติคิดได้ว่า ที่ผ่านมาแฟนคอยดูแลทั้งฉันและครอบครัวให้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ตอนนี้ไม่มีเขา รายได้หลักที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต้องมาจากฉันเพียงคนเดียวแล้ว ทั้งเวลานั้นพ่อก็กำลังป่วย หากไม่ลุกขึ้นมาเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ต่อไปพ่อกับแม่ก็คงลำบาก ลำพังฉันตัวคนเดียวก็คงจะใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีฉัน ท่านคงอยู่ไม่ได้ความคิดเช่นนี้ทำให้ฉันรีบลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ช่วงนั้นงานในวงการยังเยอะอยู่ ฉันจึงโหมทำงานหนัก รับทุกงานที่รับได้ เงินส่วนใหญ่แบ่งให้ที่บ้านและนำไปรักษาพ่ออีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้สำหรับตัวเอง ให้รางวัลชีวิตจากการทำงานหนัก เพราะฉันเป็นคนชอบดื่มชอบเที่ยว ก็ขอตรงนี้ไว้เป็นความสุขส่วนตัวบ้าง

ช่วงที่พ่อป่วย ฉันไม่ค่อยมีเวลามาดูแลท่านมากนัก เพราะต้องทำงานตลอดเวลา แต่ก็ขอตอบแทนบุญคุณท่านอย่างดีในวิธีที่ตัวเองจะทำได้ คือให้ท่านได้รักษาในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะคิดเสมอว่า ถ้าไม่มีพ่อแม่ฉันก็คงไม่ได้เกิดมาและพบกับโอกาสดี ๆ หลายอย่างในชีวิตถึงเวลาที่ได้ตอบแทนท่านจึงขอทำให้ดีที่สุด จนถึงวันสุดท้ายที่ท่านจากไป แม้เป็นอีกความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับ

เผชิญความสูญเสียอีกครั้ง

ทำงานอยู่ในวงการสักพักงานก็เริ่มน้อยลง แต่ฉันยังคงเป็นเสาหลักของครอบครัวทำงานเลี้ยงแม่และหลานที่ติดเชื้อ HIV จากพ่อแม่ของเขา ต่อมาแม่เริ่มป่วย หลานเริ่มอาการไม่ดีในเวลาไล่เลี่ยกัน ช่วงนั้นฉันต้องวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลไม่เว้นแต่ละวันจนภายหลังจึงรู้ว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้

แม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายนานถึง7 ปี ซึ่งถือว่านานกว่าผู้ป่วยคนอื่น ๆ ช่วงที่แม่อาการทรุดหนัก ฉันพาท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โชคดีที่มีคนรู้จักพาไปทำเรื่องขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าใช้จ่ายจึงลดลงไปมาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องหาค่ารักษาให้แม่สัปดาห์ละเก้าหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท

เวลานั้นฉันวางแผนขายบ้านขายรถเพื่อนำเงินทั้งหมดที่มีมารักษาแม่โดยไม่นึกเสียดาย เพราะทรัพย์สมบัติพวกนี้เป็นของนอกกาย หาใหม่ก็ได้ แต่น่าแปลกที่เมื่อเงินเริ่มไม่พอก็จะมีคนติดต่อให้ไปทำงาน และมีเงินมาจ่ายค่ารักษาท่านได้ทุกครั้ง ฉันคิดว่านี่คงเป็นผลจากความกตัญญูที่เมื่อถึงคราวจะลำบากก็มีคนคอยช่วยเหลือเสมอ

ต่อมาน้องที่รู้จักกันแนะนำให้ฉันพาแม่ไปฝากไว้ที่คลินิกแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณหมอเจ้าของคลินิกดูแลอาการคุณแม่ได้ตลอด หากมีเหตุฉุกเฉินคุณหมอสามารถส่งคุณแม่เข้าโรงพยาบาลทันที ทั้งค่าจ้างคนเฝ้าคุณแม่ก็ไม่สูงนัก เมื่อไปติดต่อคุณหมอก็เมตตารับดูแลคุณแม่ให้เป็นอย่างดี ฉันจึงสามารถไปทำงานได้อย่างสบายใจ แม่รักษาตัวที่คลินิกแห่งนี้ประมาณ 3 ปีท่านก็จากไป และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปี หลานของฉันก็จากไปเช่นกัน

ออกมาใช้ชีวิตเรียบง่ายและได้พบธรรม

เมื่อแม่และหลานจากไป ฉันก็หมดห่วงไม่ต้องเร่งทำงานเพื่อหาเงินมาดูแลใครแล้ว ช่วงนั้นงานก็น้อยลงมาก ฉันเองก็เริ่มเบื่อชีวิตที่ต้องคอยใส่หน้ากากหากัน เบื่อชีวิตที่ต้องเข้าสังคม เสียค่าชุด ค่าแต่งหน้าแพง ๆ ไปออกงาน ซึ่งเสียเงินโดยไม่จำเป็น แม้รักวงการนี้มาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังออกมา เพราะอยากหยุดพัก ใช้ชีวิตเงียบ ๆ เรียบง่าย และถือโอกาสท่องเที่ยวพักผ่อนกับพี่แวน (สามี) หลังจากที่ฉันทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เข้าวงการ

ฉันคิดเสมอว่า ที่ผ่านมาวงการนี้ให้ฉันทุกอย่าง ทำให้ฉันมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ได้ใช้ชีวิตที่หรูหรา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขแท้จริงของชีวิต เพราะไม่ว่าจะโด่งดังแค่ไหน เงินทองมากมายเพียงใดสุดท้ายก็ยังมีความทุกข์อยู่ดี

ช่วงที่ยังดัง ฉันมีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ตลอด ส่วนมากเป็นข่าวควงกับคนนั้นคนนี้เพราะฉันมีเพื่อนผู้ชายเยอะ ไปไหนกับใครก็เป็นข่าว แต่ทุกครั้งฉันเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่ออกมาแก้ข่าวให้ยุ่งยาก เพราะรู้ว่าข่าวไม่จริงพวกนี้สักพักก็จะเงียบหายไปเอง ยิ่งออกมาต่อล้อต่อเถียงยิ่งกลายเป็นประเด็นไม่สิ้นสุด ที่สำคัญคือ ฉันถือคติว่า ไม่ว่าเราทำดีหรือไม่ดี เรารู้ตัวเองดีที่สุด แต่เราห้ามไม่ให้คนอื่นคิดหรือพูดถึงเราไม่ได้

แต่มีข่าวหนึ่งที่ฉันยอมไม่ได้คือ ข่าวที่ว่าฉันไปขายตัวที่มาเก๊า พอสืบไปก็รู้ว่าอาบอบนวดที่นั่นนำรูปฉันไปใช้แอบอ้าง ฉันจึงฟ้องร้องและสู้คดีถึง 7 ปี สู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเองและผู้หญิงไทย จนสุดท้ายก็ชนะคดี เวลานั้นหมดเงินไปเป็นล้าน เพราะต้องเสียค่าทนายและค่าเดินทางไปขึ้นศาลที่มาเก๊า สุดท้ายจำเลยมีค่าชดเชยเพียง 8 แสนบาท แม้ต้องเสียเงินมากมาย แต่ฉันก็คิดว่าคุ้มที่ได้กอบกู้ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตัวเองและผู้หญิงไทยกลับมา

ที่ผ่านมามีคนถามเสมอว่า ช่วงที่ไม่ดังแล้วฉันเป็นทุกข์บ้างไหม ฉันบอกได้ว่าไม่เลย เพราะคิดอยู่ตลอดว่า ชื่อเสียงเงินทองที่เคยมี วันหนึ่งก็ต้องหายไป ฉันยังเคยคิดว่า ถ้าไม่มีใครจ้างแล้วอาจไปทำงานโรงแรมอย่างที่ร่ำเรียนมาก็ได้ ไปเสิร์ฟหรือทำอะไร ฉันก็ไม่อาย เพราะงานเหล่านี้ก็เป็นงานสุจริตที่หาเลี้ยงชีพได้เช่นกัน

ช่วงที่ออกจากวงการมาใช้ชีวิตคู่ ฉันมีความสุขดี แม้เราอายุห่างกัน 17 ปี แต่ก็อยู่กันด้วยความเข้าใจ บางครั้งมีปัญหากันบ้างแต่ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร จนกระทั่งคบกันได้ 7 ปีก็มีปัญหารุนแรงจนถึงขั้นจะเลิกกัน

เวลานั้นฉันต้องอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่เพราะพี่แวนทำงานต่างประเทศ เมื่อมีปัญหากัน ฉันก็ดื่มหนักมาก บางครั้งเมาไม่ได้สติก็โทร.หาเขา ทำให้มีเรื่องเถียงกันไปอีก แต่น่าแปลกที่พอหงุดหงิดหรืออึดอัดใจเมื่อไร ฉันก็จะมานั่งสวดมนต์ สวดทั้งที่ยังเมาอย่างนั้น แต่ละครั้งก็สวดเป็นชั่วโมง จากที่สวดเวลาเมาก็กลายมาเป็นสวดจริงจัง บทสวดต่าง ๆ ก็จำได้หมด ซึ่งคงเป็นผลมาจากการที่เคยสวดมนต์กับพ่อมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อสวดมนต์เป็นประจำจึงเห็นผลอย่างชัดเจนว่า ฉันใจเย็นลงเยอะมาก จากที่เคยใจร้อน ทะเลาะกับใครได้ง่าย ๆ ก็กลายเป็นว่าพอเริ่มโกรธใครก็หยุดไว้ด้วยความคิดที่ว่า “ไม่เป็นไร ช่างมัน” เมื่อใจเย็นลง ชีวิตคู่ก็ดีขึ้น และอยู่กันด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง

หลังออกจากวงการฉันใช้ชีวิตเงียบ ๆอย่างที่ตั้งใจ จนปีที่ผ่านมาก็กลับมาเป็นข่าวฮือฮาอีกครั้งในฐานะดาราเซ็กซี่ที่ผันตัวไปเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว

ผันตัวมาเป็นเกษตรกร

หลายคนไม่เชื่อว่าผู้หญิงลุคเซ็กซี่อย่างฉันจะผันตัวเองมาเป็น “เกษตรกร” เต็มตัวได้ แต่วันนี้ฉันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฉันทำได้จริง

จุดเริ่มต้นของการมาทำสวนทำไร่เกิดจากคุณแม่ของพี่แวนให้ที่ดินในจังหวัดสระแก้วกับลูก ๆ มาคนละ 120 ไร่ เมื่อได้มรดกของพ่อแม่มา เราจึงคิดกันว่าน่าจะนำที่ดินนี้มาพัฒนาและทำการเกษตรเพื่อให้เกิดประโยชน์และมีมูลค่าเพิ่ม จึงขอซื้อที่ดินส่วนของพี่ชายพี่แวนซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างที่ดินของเรามาด้วย เพื่อให้บริหารจัดการง่ายขึ้น เราจึงมีที่ดินอยู่ทั้งหมด 200 ไร่และตั้งชื่อว่า “ไร่วันจันทร์เพ็ญ”

เดิมที่ดินแห่งนี้แห้งแล้งมาก เพราะเป็นป่ายูคาลิปตัส แต่ฉันและพี่แวนก็มุ่งมั่นจะพลิกผืนดินแห่งนี้ให้เป็นไร่เกษตรที่สมบูรณ์โดยยึดหลักการทำเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

สองปีแรกฉันจ้างคนเข้ามาปรับพื้นที่เพื่อเตรียมทำการเกษตร ตัดต้นยูคาลิปตัสออกจนหมด ต่อมาจึงขุดทำบ่อน้ำเพิ่มเพื่อเก็บกักน้ำสำหรับพื้นที่เพาะปลูก แต่เมื่อทำทุกอย่างพร้อมสำหรับการเพาะปลูกกลับไม่มีคนมาช่วยทำ จนปีที่สามฉันคิดว่า ไม่รอใครแล้วเข้ามาลุยทำเองดีกว่า ถ้ามีปัญหาก็ค่อยหาวิธีแก้ไป อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้

เวลานั้นเพื่อนพี่แวนแนะนำให้ปลูกต้นยาง ฉันจึงไปเรียนการปลูกยางกับเขาอยู่สองสัปดาห์ ตั้งแต่ทฤษฎีจนปฏิบัติ จากนั้นก็จองกล้ายางมาปลูกที่ไร่ ช่วงนั้นฉันเตรียมจ้างชาวบ้านแถวนั้นมาทำงาน หลายคนรับปากจะมาทำให้ แต่ถึงเวลากลับไม่มีใครมาเลยสักคน เพื่อนพี่แวนจึงแนะนำว่า “หนูต้องทำเองแล้วแหละ”

สองเดือนก่อนกล้ายางจะมาส่งที่ไร่ ฉันพี่แวน และเพื่อนพี่แวนคนนี้จึงมาช่วยกันเตรียมพื้นที่ปลูก ตั้งแต่การขึงแนวปลูกด้วยเชือก กว่าจะทำได้ครบพื้นที่ก็เถียงกับพี่แวนไปหลายรอบ การมาทำไร่ที่นี่นอกจากได้เรียนรู้เรื่องเกษตรกรรมแล้ว ยังสอนให้เราสองคนปรับตัวและทำงานร่วมกันด้วย

ฉันรับหน้าที่ดูแลงานในไร่ทั้งหมด ทำทุกอย่างตั้งแต่คุมงานไปจนถึงงานใช้แรงงานเพราะพี่แวนต้องทำงานต่างประเทศเพื่อหารายได้หลักมาเลี้ยงครอบครัว แต่ฉันก็ไม่เคยท้อหรือน้อยใจว่าต้องมาดูแลอยู่คนเดียวฉันกลับมีความสุขที่ได้เดินดูงานในไร่ เห็นทุกอย่างค่อย ๆ เป็นรูปร่างจากน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง

ช่วงลงกล้ายาง ฉันก็มาเดินดูเองทุกต้นตกกลางคืนก็ขับรถไปนอนโรงแรมใกล้ ๆเพราะที่ไร่ยังไม่มีน้ำไฟใช้ พอทำไปได้สักสองเดือน พี่แวนก็ซื้อเต็นท์ใหญ่มาให้ ฉันก็นอนเฝ้าไร่คนเดียวอยู่ 5 คืน ไฟก็ไม่มี น้ำก็ตักมาจากบ่อแล้วแกว่งสารส้มให้ใสพออาบพอใช้ได้ เวลานอนก็กลัว ระแวงไปหมด เพราะรอบด้านมีแต่ความมืด แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาเพราะเขาก็คงกลัวเหมือนกัน

ช่วงหนึ่งฉันเคยจ้างคนดูแลไร่ ขาดเหลืออะไรฉันก็ส่งเงินมาให้ซื้อหา แต่คนดูแลไม่ได้ดูแลรักษาของให้เลย รถเอทีวีสำหรับขับตรวจไร่ก็ใช้จนพัง ฉันจึงกลับเข้ามาดูแลไร่ด้วยตัวเอง ลุยงานและคุมงานเอง พอปลูกยางไปได้ 100 ไร่ ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ (ปี 2554) ไร่ของฉันเป็นที่น้ำไหลผ่าน จึงเสียหายมากฉันก็ได้แต่ทำใจ และรอวันน้ำลดเพื่อเข้ามาดูแลไร่อีกครั้ง

ความสุขจากการเดินตามคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9

หลังน้ำลด ฉันเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยยังยึดหลักเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และตั้งใจทำทุกอย่างแบบพอดี พอมีพอกินครั้งนี้ฉันกับพี่แวนตกลงกันว่าจะปลูกข้าวแม้ผลผลิตไม่ดีไม่สวยก็ไม่เป็นไร เราเก็บไว้กินเองและแจกจ่ายให้ชาวบ้านรอบข้างได้

ช่วงแรกฉัน พี่แวน และเพื่อน ๆ มาช่วยกันหว่านข้าวกันเอง ต่อมาฉันพยายามจ้างคนในพื้นที่ให้มาทำงาน เพราะอยากสร้างรายได้ให้พวกเขา ที่สำคัญพวกเขาจะได้ไม่ต้องจากครอบครัวไปทำงานไกล ๆ ซึ่งก็มีคนมาช่วยอยู่บ้าง แต่พอตอนเก็บเกี่ยวไม่มีคนมาทำงาน ฉันก็เลยต้องลงมือทำเอง ค่อย ๆ ทำไป จ้างคนมาบ้าง หรือมีคนมาช่วยบ้าง

วันหนึ่งขณะที่อยู่ในไร่ก็เห็นคุณป้าชาวบ้านแถวนั้นคนหนึ่งมาแอบดู แกเป็นชาวเหนืออายุกว่า 70 ปี ฉันเลยชวนว่า “อุ๊ย (คำเรียกภาษาเหนือ) ไปเที่ยวที่นาหนูไหม ไปดูหนูเกี่ยวข้าวกัน” พอพาอุ๊ยไปฉันก็เกี่ยวข้าวให้ดู อุ๊ยก็เข้ามาช่วยบอกว่า “ทำอย่างนี้ไม่ได้นะแชมเปญ ต้องทำแบบนี้”พร้อมลงมือทำเป็นตัวอย่าง กลายเป็นว่าวันนั้นอุ๊ยเกี่ยวข้าวได้เยอะกว่าฉันเสียอีก

เมื่อเกี่ยวข้าวทั้งหมด 18 ไร่กลับได้ผลผลิตไม่ดีนัก เพราะได้ข้าวมาไม่ถึงตันในขณะที่ชาวนาอาชีพ ปลูกกันสองไร่ได้ผลผลิตกันเป็นตัน ถึงอย่างนั้นฉันก็ภูมิใจที่ได้ทำทุกอย่างเองกับมือ และคิดเสมอว่าถึงคราวนี้ได้ผลผลิตไม่มาก เม็ดข้าวไม่สวยแต่ก็ได้เรียนรู้วิธีการปลูกและดูแลข้าวแล้วคราวหน้าจะต้องทำให้ดีขึ้นแน่ ๆ ไม่ว่ามีปัญหาอะไรฉันก็ไม่ท้อ ไม่กลัวความลำบากและคิดเสมอว่าต้องหาทางออกได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีใครช่วย ฉันก็พร้อมลงมือทำเองทั้งหมด

เมื่อได้ลงมือลงแรงทำไร่ ฉันจึงได้รู้ซึ้งว่าการทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีประโยชน์มากเพราะทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างพอมีพอกิน ฉันแบ่งพื้นที่ทำนาและปลูกพืชหลายชนิด เพื่อเก็บเกี่ยวหมุนเวียนไปขาย นอกจากนี้ก็แบ่งพื้นที่ไว้เป็นแปลงผลไม้และผักสวนครัวที่ปลูกไว้กินเอง

ฉันมีความสุขมากที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ได้อยู่กับธรรมชาติอันบริสุทธิ์โดยไม่ต้องไปเสียเงินหาที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญที่สุดภูมิใจในตัวเองที่พลิกป่ายูคาลิปตัสที่รกร้างและแห้งแล้งให้เป็นไร่ที่สมบูรณ์ได้ มาถึงตอนนี้ฉันบอกได้เต็มปากว่าเกษตรกรรมคืองานที่ฉันรัก และฉันจะทำงานนี้ต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว

สุขจากความร่มเย็นของจิตใจ

ฉันซึมซับเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระจากพ่อมาตั้งแต่เด็ก เพราะท่านเป็นคนธรรมะธัมโม เมื่อมีปัญหาชีวิตคู่กับพี่แวน ฉันก็เริ่มกลับมาสวดมนต์ไหว้พระอย่างจริงจังอีกครั้ง จนฉันใจเย็นลง และทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ฉันจึงดำเนินชีวิตในทางธรรมมาเรื่อย ๆ ต่อมาฉันก็เริ่มถือศีลช่วงเข้าพรรษาโดยกินข้าวเพียงมื้อเดียว และไม่แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยเป็นเวลาสามเดือนทำเช่นนี้ทุกปี จนวันนี้ก็ทำได้ 9 ปีมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ถ้ามีเวลาว่าง ฉันมักไปขายส้มตำที่มูลนิธิไทยกรุณา จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นศูนย์รักษาโรคมะเร็งและโรคต่าง ๆ ด้วยสมุนไพร เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยเพราะฉันเคยรักษาอาการภูมิแพ้ที่นี่มาก่อน  เมื่อมารักษาที่นี่ก็ได้เห็นว่ามีคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคภัยต่าง ๆ เยอะ ฉันจึงตั้งใจทำอาหารขายเพื่อหาเงินมาสมทบทุนค่ารักษา เพราะที่นี่รักษาฟรี

เวลานั้นฉันมีลูกน้องที่ตำส้มตำอร่อยฉันลงทุนซื้อของกะว่าจะให้ลูกน้องทำ แต่พอทำไปได้สักพัก ลูกน้องก็ลาออก ฉันจึงลงมือทำทุกอย่างเองหมด มาถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่ช่วงหลังมานี้มีงานในไร่ที่ต้องดูแลจึงไม่ได้ไปเป็นประจำเหมือนอย่างเคย

อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันจะทำทุกวันคือ กำหนดเวลา 1 ชั่วโมงในแต่ละวันที่ฉันจะไม่โกรธไม่เกลียด ไม่ติเตียน ไม่เบียดเบียน และไม่คิดไม่ดีกับผู้อื่น แต่หนึ่งชั่วโมงที่ว่านี้ต้องเป็นเวลาที่เราต้องออกไปพบเจอคนอื่น ๆ เพราะถ้ากำหนดตอนที่เราหลับหรืออยู่คนเดียวก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร การทำเช่นนี้ทุกวันถือเป็นอีกทางหนึ่งให้ฉันได้ละการทำไม่ดีและมีจิตใจที่สงบเย็นลง

พระอาจารย์เคยสอนว่า มนุษย์เราเป็นบ่อเกิดแห่งบุญบาป เรามีโอกาสทำได้ทั้งบาปและบุญเสมอ ฉันยอมรับว่า ตัวเองอาจไม่สามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา แต่อย่างน้อยในหนึ่งวันฉันก็ได้มีช่วงเวลาที่ละเว้นจากการทำบาป และในแต่ละวันฉันก็พยายามสร้างแต่กรรมดี ด้วยการแบ่งปันสิ่งที่มีให้แก่คนรอบข้าง และทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

เมื่อคนเริ่มรู้ว่าฉันมาทำการเกษตรเต็มตัวก็ได้ไปออกสื่อหลายรายการ ฉันภูมิใจมากที่ได้เล่าถึงการทำเกษตรพอเพียงตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และดีใจมากที่คนเห็นคุณค่าของการทำเกษตรพอเพียง ฉันยินดีที่จะมอบความรู้จากประสบการณ์ให้แก่คนที่สนใจ และอยากให้เรื่องราวของฉันเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่หันมาทำการเกษตรเช่นกัน

ชีวิตทุกวันนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งที่อยู่ในวงการบันเทิงมาก แต่กลับเป็นชีวิตที่ฉันพอใจ เพราะฉันได้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงกับครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขอย่างพอดีดังที่ใจปรารถนามาโดยตลอด  


ที่มา: นิตยสาร SECRET

เรียบเรียง: เชิญพร คงมา ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี  สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์  แต่งหน้า - ทำผม: รัชพล ตติยะศิริ


บทความน่าสนใจ

ชีวิตวัยเด็กที่ไม่เคยยอมแพ้ ของ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด

ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบธรรม จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

keyboard_arrow_up