พลังของมือที่สาม

พลังของมือที่สาม บทความให้แง่คิดดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี

พลังของมือที่สาม
พลังของมือที่สาม

พลังของมือที่สาม บทความให้แง่คิดดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี

สิ่งที่คู่รักไม่ต้องการอย่างแน่นอนคือ ส่วนเกินที่เข้ามาแทรกกลางในความสัมพันธ์ เพราะ พลังของมือที่สาม นั้นมีอานุภาพสั่นคลอนบ้านทั้งหลังให้สะเทือนได้ ท่านว.วชิรเมธีได้ให้ทรรศะอย่างน่าสนใจ ดังนี้

ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “สรรพสิ่งในโลกเป็นสิ่งสัมพัทธ์” ถอดรหัสอีกทีหนึ่งว่า สิ่งใด ๆ ก็ตามในโลกล้วนดำรงอยู่ในลักษณะ “ขึ้นต่อกันและกัน”

สัจธรรมของโลกและชีวิตข้อนี้ไม่มียกเว้นแม้แต่เรื่องของ “ความรัก”

ความรักเป็นสิ่งสัมพัทธ์ หมายความว่า ไม่แน่ว่าความรักเป็นเรื่องของคนเพียงสองคนเสมอไป แต่บางทีความรักยังมีบุคคลที่สาม ที่สี่ หรือที่ห้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

บุคคลที่สามหรือที่สี่จะเข้ามาตอนไหน ไม่เคยมีสูตรสำเร็จตายตัว

ดูอย่างคู่รักซูเปอร์สตาร์อย่างเดวิด เบ็คแฮม กับวิกตอเรียสิ รักกันอยู่ดี ๆ ยังเผลอมีบุคคลที่สามเข้ามายุ่มย่ามเป็นหุ้นส่วนชีวิตอยู่เรื่อย ร่ำ ๆ จะบ้านแตกก็หลายครั้ง

นี่แหละคือสัจธรรมแห่งความรักจากทฤษฎีของไอน์สไตน์เขาล่ะ !

มือที่สามร้ายขนาดไหน ลองอ่านจากนิทานปรัชญาข้างล่างนี้เอาเองเถิด

 

ก่อนที่ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งจะเข้าสู่พิธีวิวาห์เพียงสองวัน บ่างช่างยุคน (หรือตัว) หนึ่งซึ่งหลงรักว่าที่เจ้าสาวมานานตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทนไม่ได้ที่จะเห็นคนรักของตนไปอยู่กินกับชายอื่น ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติการ”ยุ” ซึ่งเป็นอาชีพถนัดของ “บ่าง” ทันที

บ่างตัวนั้นไปหาเจ้าบ่าวก่อน กระซิบบอกเจ้าบ่าวว่า ตอนกลางคืนต้องระวังให้ดี เพราะเจ้าสาวน่ะเป็น”กระสือ” อาจจะ”ล้วงไส้” เจ้าบ่าวออกมากินเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น ว่าที่เจ้าบ่าวฟังแล้วขนพองสยองเกล้า กลัวก็กลัว แต่จะยกเลิกงานแต่งก็ไม่ทันกาลซะแล้ว

จากนั้นบ่างตัวเดิมก็แวบไปหาว่าที่เจ้าสาว วางตนเป็นเพื่อนผู้น่ารัก ผู้มากด้วยความหวังดี อุตส่าห์หอบความลับมาไขให้ฟัง ไม่รักจริง ไม่บอกนะเนี่ย แล้วก็เริ่มสาธยายว่า เจ้าบ่าวน่ะ ไม่ใช่คนดิบดีอะไรหรอก แต่เป็นมนุษย์”มีหาง” ระวังให้ดีเถิด เลยเที่ยงคืนไปแล้วหางเขาจะงอก เขี้ยวจะโง้ง จากนั้นก็จะ “ขย้ำ” ต้นคอขาวระหงของเจ้าสาว เพื่อดื่มเลือดสาวพรหมจรรย์ให้สาแก่ใจ

เจ้าสาวฟังแล้วก็สุดประหวั่นพรั่นพรึง กินไม่ได้นอนไม่หลับ จะถอยก็ไม่ได้ เพราะว่าร่อนการ์ดไปทั่วเมืองแล้ว ในที่สุดวันแต่งงานก็ผ่านไปด้วยดี คืนนั้นหลังจากแขกเหรื่อกลับกันไปหมดแล้ว เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็นอนหันหลังให้กันทั้งคืน ต่างฝ่ายต่างก็ “คุมเชิง” กันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครคุยกับใคร ผัวหนุ่มเมียสาวจึงได้แต่นอนลืมตาโพลงอยู่ในความเงียบอันชวนสยดสยองด้วยกันทั้งคู่

พอเลยเที่ยงคืนไปแล้ว เจ้าบ่าวจึงค่อย ๆ เอามือกุมก้นของตัวเองเอาไว้ตลอด เพราะเกรงภรรยาจะล้วงไส้ ส่วนเจ้าสาวก็คิดว่า เป็นตายร้ายดีก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเจ้าบ่าวมีหางอย่างเขาว่าจริงหรือเปล่า จึงค่อย ๆ เอามือลองควานดูแถว ๆ ก้นของเจ้าบ่าว และแล้ว–มืออันสั่นเทาด้วยความกลัวของทั้งคู่ก็มาจ๊ะเอ๋กันพอดี เท่านั้นเอง ผัวหนุ่มเมียสาวก็ร้องจ๊ากวิ่งออกจากชีวิตของกันและกันไปตลอดกาล

เจ้าสาวคิดว่านิ้วมือของเจ้าบ่าวคือ “หาง” ที่กำลังงอก

ส่วนเจ้าบ่าวก็คิดว่าเจ้าสาวกำลังเตรียมจะล้วงใส้ !

ในที่สุด เรือรักของคนทั้งสองก็เลยต้องอัปปางลงกลางคันอย่างช่วยไม่ได้ ท่ามกลางความสาแก่ใจของบ่างช่างยุตัวนั้น

 

ที่มา :   ธรรมะทอรัก – ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

keyboard_arrow_up