” บัญชีชีวิต ” ที่ติดตัวมายามเกิด บทความจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

” บัญชีชีวิต ” ที่ติดตัวมายามเกิด บทความจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

คนเราเกิดมามีบัญชีติดตัวมาด้วย

อาจเรียกได้ว่า บัญชีชีวิต มีอยู่ 2 ประเภท คือ บัญชีทางโลกและบัญชีทางธรรม

บัญชีทางโลก ได้แก่ ทรัพย์สมบัติ อาหารการกิน สิ่งของและเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีผู้ให้เราและที่เราหามาด้วยตนเองเพื่อใช้ยังชีพและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไม่เพียงแต่ทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น แม้ร่างกายของเราก็จัดอยู่ในบัญชีทางโลกด้วย

เมื่อพูดถึงบัญชี ทำให้นึกถึงกำไร – ขาดทุนและรายรับ – รายจ่ายอันเป็นสาระสำคัญของการทำบัญชี ในบัญชีทางโลกนั้น ทุกคนต่างก็มีกำไรด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเกิดมาตัวเปล่า ไม่ได้มีทรัพย์สิ่งของใดๆ ติดตัวมาด้วย นอกจากอวัยวะที่เป็นโครงสร้างของร่างกายเท่านั้นวันแรกที่เกิดมาก็ได้น้ำดื่ม ได้นมจากอกมารดา ได้สิ่งของที่แม่พ่อหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมอบให้ เช่น เสื้อผ้า รวมถึงของใช้สำหรับเด็กทารกจากนั้นก็ได้ทรัพย์สิ่งของอื่นๆ เรื่อยมาตามลำดับ ครั้นเติบโตประกอบอาชีพได้ก็หาเงินมาซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเลี้ยงชีวิตตามความต้องการ

รายรับกับรายจ่ายเป็นของคู่กัน บางคนมีรายได้มาก บางคนมีรายได้น้อย หากมีรายได้มากและใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ก็จะมีเงินเก็บ บางคนมีทรัพย์สินมากมายช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มีหน้ามีตาในสังคม ด้วยเหตุนี้การมีทรัพย์จึงเป็นแรงจูงใจให้คนขวนขวายหาเงินกันอย่างไม่รู้จักพอเพียง บางครั้งทรัพย์ที่หามาได้อาจจะนำความทุกข์และความเดือดร้อนมาให้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่คนบางคนกลับไม่สนใจต่อผลดังกล่าว

บางคนใช้จ่ายมากกว่ารายได้จึงต้องกู้หนี้ยืมสิน บ้างก็มีหนี้สินมากมายชนิดที่เป็นหนี้ไปตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าบุคคลจะเป็นหนี้ในบัญชีทางโลกมากเท่าใด เมื่อตายไปหนี้ดังกล่าวก็ยุติลง ไม่มีเจ้าหนี้รายใดตามไปทวงหนี้คนที่ตายไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะตามไปทวงที่ไหน การเป็นหนี้ในบัญชีทางโลกจึงเป็นหนี้ระยะสั้น เช่นเดียวกับการเป็นเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐีในบัญชีทางโลกก็เป็นกันในระยะสั้น เพราะเมื่อตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี ยาจกเข็ญใจ แม้คนที่ล้มละลายก็มีสภาพไม่ต่างกัน คือเอาอะไรไปไม่ได้เลย ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน

ในบัญชีทางโลกนั้น ทุกคนที่เกิดมาใช้ชีวิตอยู่ในโลก ต่างก็ได้กำไรด้วยกันทั้งสิ้น เพราะมากันตัวเปล่า ได้มาใช้มาอาศัยสมบัติวัตถุของโลกเพื่อการเลี้ยงดูชีวิต เป็นต้นว่าได้ใช้น้ำ อากาศ แสงแดดพื้นดินของโลก เพื่อการดำรงชีวิต อาศัยอาหารซึ่งผลิตจากน้ำ อากาศแสงแดด พื้นดินของโลก ไม่ว่าจะเป็นพืชผลหรือปศุสัตว์เพื่อการยังชีพ อาศัยทรัพยากรธรรมชาติของโลกมาแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิดเพื่ออำนวยความสะดวกต่อความเป็นอยู่ ตลอดจนการประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ครั้นตายไปก็ต้องคืนสิ่งที่ครอบครองอยู่ รวมทั้งร่างกายของตนไว้กับโลก การได้มาซึ่งสมบัติวัตถุและการมีชีวิตอยู่ล้วนเป็นของชั่วคราว บัญชีทางโลกจึงเป็นบัญชีระยะสั้น

บัญชีทางธรรม ได้แก่ บัญชีดี – ชั่ว หรือบุญ – บาปที่แต่ละคนสร้างกันขึ้นมา เมื่อทุกคนเกิดมา บัญชีนี้ก็ติดตามมากับจิตด้วย บางคนมีต้นทุนที่เป็นบุญกุศลติดมามากกว่าบาปอกุศล คนประเภทนี้เกิดมาก็มีแต้มต่อของชีวิต แต่บางคนเกิดมามีต้นทุนของบุญกุศลต่ำมีบาปอกุศลสูง คนประเภทนี้ต้องพบกับความยากแค้นลำเค็ญในชีวิต

แม้ว่าต้นทุนบัญชีทางธรรมของแต่ละคนที่ติดตัวมาแต่เกิดจะสูง – ต่ำแตกต่างกัน ทุกคนก็สามารถเปลี่ยนแปลงบัญชีดังกล่าวได้บางคนเกิดมามีต้นทุนสูง หากใช้โอกาสนั้นพัฒนาตนเองก็จะไปได้สูงยิ่งขึ้น (มาสว่างไปสว่าง) หากไม่พัฒนาตนเอง แต่กลับสร้างวิกฤติให้ชีวิต ก็จะตกต่ำลง (มาสว่างไปมืด) บางคนเกิดมาต้นทุนต่ำ ชีวิตมากด้วยปัญหา หากไม่รู้จักพัฒนตนเอง กลับสร้างวิกฤติให้ชีวิตยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีก (มามืดไปมืด) ตรงข้าม บางคนอาจจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ก็จสามารถพัฒนาตนเองให้สูงขึ้นได้ (มามืดไปสว่าง)

พื้นฐานจิตของแต่ละคนล้วนมาจากบัญชีทางธรรมที่ตนเป็นผู้สร้างไว้ทั้งสิ้น

กำไรขาดทุนในบัญชีทางธรรมหมายถึงอะไร

กำไรก็คือบุญ ขาดทุนก็คือบาป

รายรับรายจ่ายในบัญชีทางธรรมมาจากไหน

รายรับมาจากประสาทสัมผัส อันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในแต่ละวันเรามีรายรับหรือมีสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบทางประสาทสัมผัสมากมาย บางเรื่องก็น่ายินดี นำความสุขมาให้ บางเรื่องก็ไม่น่ายินดี นำความทุกข์มาให้ บางเรื่องก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม เราก็ต้องรับรู้สิ่งต่างๆ ที่มากระทบทางตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจทั้งสิ้น

ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อมีรายรับเข้ามาทางประสาทสัมผัสแล้ว จะจ่ายไปอย่างไรจึงจะไม่ขาดทุน

รายจ่ายในบัญชีทางธรรมหมายถึงอะไร

หมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย วาจา ใจ หากการแสดงออกเป็นความดีหรือเป็นกุศล ได้แก่ การกระทำที่อยู่ในครรลองคลองธรรม ยังประโยชน์เกื้อกูลทั้งต่อตนเองและผู้อื่น นั่นหมายถึงว่าเราได้สร้างบุญหรือทำกำไรให้เกิดขึ้นแล้ว แต่หากการกระทำใดที่ผิดครรลองคลองธรรม เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เท่ากับว่าเราได้สร้างบาปหรือทำให้ขาดทุนในบัญชีทางธรรมเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้การควบคุมรายจ่ายในบัญชีทางธรรมจึงมีความสำคัญมาก เพราะเราไม่สามารถนำกำไร – ขาดทุนในบัญชีทางธรรมมาหักล้างกัน บุญก็อยู่ส่วนบุญ จะตอบแทนเราด้วยความสุข ความสำเร็จ และพัฒนาตนเองให้สูงขึ้น บาปก็อยู่ส่วนบาป จะส่งผลให้เรามีความทุกข์ มีปัญหาอุปสรรคต่างๆ และนำพาชีวิตให้ต่ำลง หลักการนี้ต่างกับบัญชีทางโลก ซึ่งเอากำไร – ขาดทุนมาหักลบกันได้

บัญชีทางธรรมเป็นบัญชีระยะยาวของชีวิต เพราะเป็นบัญชีที่ติดอยู่ในจิต แม้เราจะตายไป หากยังไม่หมดกิเลสก็ต้องไปเกิดอีกบุญ – บาปก็จะติดตามไปยังชาติหน้า ต่างกับบัญชีทางโลก ซึ่งเป็นบัญชีระยะสั้น จบกันเพียงชาตินี้เท่านั้น

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ เราจึงควรให้ความสนใจกับบัญชีทางธรรมให้มาก แทนที่จะทุ่มเทความรู้ ความสามารถ ศักยภาพ และเวลาในชีวิตให้บัญชีทางโลก จะมีประโยชน์อันใดหากชาตินี้ได้รับความสำเร็จในทางโลกสูง เป็นต้นว่าเป็นเศรษฐี มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ไม่มีความสุขในชีวิต ครั้นตายไปกลับไปเกิดในอบาย-ภูมิ (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) เพราะไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาบัญชีทางธรรม การเกิดมาในชาตินี้จึงเป็นการทำลายชีวิตในภพหน้าให้ย่อยยับอัปรา

ผู้มีปัญญาย่อมรู้วิธีที่จะบริหารบัญชีทั้งสองประเภทนี้ให้มีกำไร โดยที่บัญชีทางโลกก็ให้มีความสำเร็จ มีชีวิตอยู่อย่างไม่ลำบากขัดสนใช้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสันติสุข ขณะเดียวกันก็พัฒนาคุณธรรมของตนให้สูงขึ้นไป

บัญชีทางธรรมก็จะนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายสูงสุดคือความพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง


 ที่มา: นิตยสาร Secret

Photo by Annie Spratt on Unsplash


บทความน่าสนใจ

อยู่กับความเป็นจริง ไม่ใช่ความหวัง  บทความเตือนใจจาก พระชาญชัย อธิปญฺโญ

การพัฒนาจิต 2 วิธี ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน บทความธรรมะจากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ    

เหตุผลที่คนเราควรหยุดบรรเลง เพลงเศร้า ให้กับชีวิต บทความจาก พระอาจารย์ชาญชัย

keyboard_arrow_up