พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้องพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

ธรรมะเยียวยาใจเมื่อต้อง พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

มีหลายคนที่ พรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การพรากจากเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์เพราะรักและผูกพันมาก ตั้งแต่อดีตกาลนานมา มีเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้มวลมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่อง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คนเราเสียน้ำตามาตลอดสังสารวัฏที่เวียนว่ายนั้น มีปริมาณมากกว่าน้ำในห้วงมหาสมุทรทั้ง 4” (มหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุในคติไตรภูมิ ได้แก่ ปิตสาคาร ผลิกสาคร ขีรสาคร และนิลสาคร )

พระพุทธเจ้าทรงสอนการวางใจให้ละจากความเศร้ามาหลายกรณี อย่างกรณีที่ปรากฏใน วิสาขาสูตร นางวิสาขามหาอุบาสิกา หญิงผู้ยึดมั่นและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาตลอดชีวิต เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดบุพพาราม (วัดที่นางสร้างอุทิศให้กับพระพุทธศาสนา) ในสภาพที่เศร้าโศกเสียใจ จนผมและกายเปียก (น่าจะมาจากการร้องไห้ของนางวิสาขา)

พระพุทธเจ้าตรัสถามนางว่า “วิสาขาเธอเศร้าโศกด้วยเรื่องอะไร”

นางวิสาขาตอบว่า “เสียใจที่หลานอันเป็นที่รักมาด่วนจากไปเจ้าคะ”

พระพุทธเจ้าจึงถามนางว่า “วิสาขา… เธอรักชาวเมืองสาวัตถีแห่งนี้เหมือนอย่างที่เธอรักหลานของเธอหรือไม่”

นางวิสาขาตอบว่า “รักเจ้าคะ”

พระพุทธเจ้าตรัสถามนางวิสาขาต่อว่า “แล้วเธอทราบหรือไม่ว่า..ชาวเมืองสาวัตถีตายกันวันละกี่คน”

นางวิสาขาตอบพระองค์ว่า “บางวันก็สองคน แต่มากสุดก็วันละสิบคนเจ้าคะ”

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “หากเป็นเช่นนี้ ชาวเมืองตายวันละสองคน สิบคน หรือมากกว่านั้น เธอคงร้องไห้ทุกข์ทรมานในการจากไปเช่นนี้ทุกวัน ผมและกายก็เปียกเช่นนี้ทุกวัน เพราะเธอรักพวกเขามาก”

นางวิสาขาตอบว่า “ไม่เจ้าคะ ความเศร้าโศกนี้มีไว้เพียงบุคคลอันเป็นที่รักคือ คนในครอบครัวและลูกหลานเจ้าคะ”

พระพุทธเจ้าทรงสอบต่อว่า “มนุษย์เราหากมีของรัก 100 อย่าง ก็ ทุกข์ 100 ครั้ง มีของรัก 90 อย่าง ก็ทุกข์ 90 ครั้ง มนุษย์รักกี่อย่างก็ทุกข์หลายครั้งเท่านั้น เพราะมนุษย์คิดว่าอันนั้นคือสิ่งที่รัก อันนั้นเป็นของรัก จึงทุกข์เช่นนี้ หากไม่คิดว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่รัก ก็ไม่ทุกข์”

นางวิสาขาได้ฟังดังนั้นถึงกลับได้สติ นางละวางความเศร้าโศกนั้น แล้วมองเรื่องการพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักนั้นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อพินิจคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนนางวิสาขาพบว่า ตรงกับวลีหนึ่งที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์” การแก้ปัญหานี้ของพระองค์คือ ไม่มีรักก็ไม่มีทุกข์ รักเกิดเพราะเราคิดรัก เราคิดว่าอันนั้นสิ่งนั้นเป็นของรัก ดังที่นางวิสาขาคิดว่าเด็กคนนี้ (หลาน) เป็นคนในครอบครัว เป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กดี นางจึงรักใคร่ พอเด็กคนนี้จากไป นางจึงเศร้าโศกเพราะนางได้พรากจากสิ่งที่รัก เมื่อรักแล้วก็ผูกพัน ไม่มีใครอยากพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งนั้น

ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงคนที่ทำใจได้ ประคองจิตไม่ให้เศร้าหมองได้ เมื่อพบกับการพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เช่น พระนางมัลลิกา พระนางเป็นพระชายาของพันธุลเสนาบดี พระนางได้ข่าวว่าพระสวามีและบุตรชายสิ้นบุญในสนามรบ  พระนางก็ประคองจิตไม่ให้เศร้าหมอง ด้วยความเข้าใจในความจริงของธรรมชาตินี้ว่า ไม่มีสิ่งใดหนีรอดจากความดับไปได้

นอกจากการไม่คิดยึดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของรักแล้ว การมองตามความเป็นจริงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระองค์ทรงสอนเรื่องนี้แก่หญิงวิปลาสเพราะพรากจากครอบครัวคนหนึ่งคือ นางปฏาจารา สามีของนางตายเพราะถูกงูกัด ลูกชายคนโตถูกกระแสน้ำพลัดไป ลูกชายคนเล็กถูกเหยี่ยวคาบไป และครอบครัวของนางตายในกองไฟ (เพราะบ้านไฟไหม้) นางไร้ที่พึ่ง นางรับความจริงที่แสนโหดร้ายนี้ไม่ได้ นางจึงหลุดลอยกลายเป็นบ้า เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าแล้วทรงสอนเรื่องการยอมรับความเป็นจริง ไม่มีสิ่งไหนหนีจากความดับ (ตาย) ได้ นางจึงมีสติปัญญามองทะลุอย่างเข้าใจ นางทูลขอยึดพระพุทธเจ้าและคำสอนเหล่านี้เป็นที่พึ่ง นางบวชเป็นภิกษุณีจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วทำหน้าที่เทศนาสอนภิกษุณีบวชใหม่ที่บวชเพราะทุกข์จากการพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

อีกกรณีหนึ่งที่คล้ายกับนางปฏาจาราคือ นางกีสาโคตมี นางสูญเสียบุตรชาย ซึ่งเป็นความหวังของนาง ผู้หญิงอินเดียสมัยก่อนที่มีบุตรชายจะได้รับการยกย่องจากครอบครัวของสามี นางอุ้มศพของบุตรชายเพื่อตามหาผู้วิเศษที่สามารถชุบชีวิตบุตรชายได้ แต่ก็หามีใครทำได้ จนได้พบกับพระพุทธเจ้า พระองค์ขอให้นางนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวที่ไม่เคยมีสมาชิกในครอบครัวตายมาให้พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้บุตรชายของนางฟื้นจากความตาย นางถามหาเมล็ดพันธ์ผักกาดมาหลายครอบครัว ทุกครอบครัวล้วนมีแต่คนตาย นางจึงเข้าใจแล้วว่า ความตายมีกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด บุตรชายของนางตายไปก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก นางเข้าใจดังนั้นแล้วจึงบวชเป็นภิกษุณีและบรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎกเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทรงช่วยเหลือ คลายทุกข์ให้กับบุคคลเหล่านี้ให้พ้นจากทุกข์ที่เกิดจากการพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และมีประโยชน์ส่งมาถึงปัจจุบัน ได้อาศัยคำสอนนี้ยึดปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์นี้

การปลดทุกข์จากการพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักคือ ยอมรับและเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ และไม่คิดว่าสิ่งนั้น อันนั้น บุคคลนั้นเป็นของรัก หรือคิดรักสิ่งนั้น อันนั้น บุคคลนั้น ความทุกข์จากการพรากจากจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

ข้อมูลจาก 84000.org


บทความน่าสนใจ

คลินิกฟอกไต วัดสุทธาราม…วัดแห่งนี้ไม่ได้เยียวยาเพียงจิตใจ

รวม 7 ปัญหาที่ แม่ชีศันสนีย์ ช่วยเยียวยาให้พ้นทุกข์

“เยียวยาเจ้านายตัวเองซะ ก่อนที่จะประสาทกิน!” คุยปัญหาน่าปวดหัวกับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

5 วิธี เยียวยาตัวเองจากความรู้สึกแย่

วิธีธรรมชาติเยียวยากล้ามเนื้อป่วยจากการใช้คอมพิวเตอร์

 

keyboard_arrow_up