หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบ “ธรรม” – จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

หนุ่ม กะลา
หนุ่ม กะลา

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบ “ธรรม” – จากวันที่ทุกข์ถึงวันซึ้งในธรรม

ผมเคยท้อแท้จนเกือบไม่ทำงานเพลงที่รักอีกต่อไป โชคดีที่ได้เข้าใจ “ธรรมะ” ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น

แม้มีหลายครั้งที่ท้อ แต่ผมก็ยังทำงานเพลงที่ผมรักมาตลอด จนกระทั่งงานเพลงชุดสุดท้ายในชื่อวงกะลา เพลงดังและประสบความสำเร็จ จิตใจของผมก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมก็พยายามทำใจและคิดว่าทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา อย่าไปเหลิงกับมันมาก เพราะไม่อยากกลับไปเสียใจเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

ต่อมาผมได้ออกอัลบั้มเป็นศิลปินเดี่ยวทุกอย่างเหมือนจะดี แต่เมื่อปล่อยเพลงแรกออกมาผลตอบรับกลับไม่ดี ผมเหมือนคนอกหักทุกวัน คิดแต่ว่าเราเดินมาผิดทางเหรอนั่งรถตู้มาทำงานก็คิดแต่ว่า ทำไมเป็นแบบนี้ผมเคยเดินไปที่ห้องพระแล้วพูดกับพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมนับถือทั้งหมดว่า

“ทำไมผมไม่เห็นได้ดีเลย ผมสวดมนต์ไหว้พระไปทำไมกัน”

ผมพูดออกไปทั้งที่รู้ว่าเป็นการสร้างกรรมที่ไม่ดี แต่พอหายโมโหก็กลับมาคิดได้ว่า ถ้าเราทำบุญไหว้พระเพื่อขอสิ่งที่เราต้องการจากท่าน แค่นี้ก็ผิดหลักทางพุทธศาสนาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อได้สติผมจึงตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด สุดท้ายแล้วชีวิตก็จะขับเคลื่อนไปเอง

ระหว่างนั้นผมพยายามพัฒนาตัวเอง เหมือนกับว่าผมกำลังพยายามจะถักทอใบเรือของผมให้ใหญ่ที่สุด เมื่อสายลมแห่งโอกาสพัดมาอีกครั้ง ผมจะดักมันไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เรือลำนี้แล่นต่อไปได้ พอปล่อยเพลงที่ 2 ออกมา งานจ้างเยอะขึ้น ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราทุ่มเทมาตลอดมันได้ผล จนถึงช่วงเวลาหนึ่งผมรู้สึกว่ามีความสุขมาก งานดี เพลงดี ชีวิตก็ดีขึ้น จึงคิดอยากบวชอีกครั้ง

บวชเมื่อมีความสุข

ผมบวชครั้งแรกเมื่ออายุ 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ผมไปบวชที่วัดริมทะเลเงียบ ๆ ในจังหวัดสงขลา เพราะบ้านแม่อยู่ที่นั่น ครั้งนั้นผมบวชด้วยความตั้งใจจะทดแทนพระคุณพ่อแม่ ตลอดเวลา 1 เดือนก็ได้ศึกษาและปฏิบัติตามเท่าที่มีความรู้และทำได้ในวัยนั้น แต่ยังไม่ค่อยซึ้งในธรรมสักเท่าไร

ในวันที่เริ่มเข้าใจธรรมะ ผมจึงตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะบวชอีกสักครั้ง จะบวชเมื่อมีความสุขเท่านั้น ผมจะไม่หอบความทุกข์เข้าวัดเด็ดขาด และตั้งใจวางทุกอย่างตั้งแต่นาทีแรกที่เข้าสู่สมณเพศ จนวันที่ผมมีความสุข ทุกอย่างในชีวิตลงตัว จึงตัดสินใจเคลียร์งานและลาบวช 20 วัน

ผมบวชที่วัดบวรนิเวศ ได้ศึกษาและเข้าใจความเป็นพระอย่างแท้จริงดังที่ตั้งใจไว้พอบวชได้ประมาณ 10 วัน หลวงตาก็ส่งไปจำวัดที่วัดป่านาคำน้อย จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่บนภูเขาและอยู่ในป่าจริง ๆ ไม่มีไฟฟ้า มีสัตว์ป่าและสัตว์มีพิษ และมีกุฏิอยู่เพียง 20 - 30 หลังบนพื้นที่ป่าพันกว่าไร่

ก่อนหน้านี้ผมไม่คิดว่าจะได้มาจำวัดที่นี่ เพราะไม่ใช่พระทุกรูปที่บวชจะได้มา แต่เคยได้ยินพระรุ่นพี่เล่ากันว่าความเป็นอยู่โหดมาก พระต้องอยู่กุฏิละรูป และเวลาอยู่ในกุฏิจุดเทียนมากก็ไม่ได้ เพราะเป็นการดึงดูดแมลง งู ตุ๊กแก สัตว์มีพิษเข้ามาได้ แต่ตอนที่ผมไปกุฏิไม่พอ พระทุกรูปจึงต้องนอนรวมกันในกุฏิใหญ่ ผมจึงสบายใจและมีความสุขกับการอยู่วัดป่ามาก แต่พอผ่านไปสองคืน พระทุกรูปต่างเห็นตรงกันว่าควรหากุฏิเพื่อนอนแยกกันได้แล้ว

ตอนนั้นผมคิดในใจว่า ขออย่าให้มีกุฏิอื่นว่างเลย ผมไม่อยากนอนคนเดียว เพราะกลัวตุ๊กแกฝังใจ ยิ่งได้ยินมาว่าตุ๊กแกในป่าตัวใหญ่มาก ก็ยิ่งกลัวไปกันใหญ่ แม้วันนั้นจะช่วยพระทุกรูปย้ายของออกไป แต่ในใจกระวนกระวายฟุ้งซ่าน ลนลานว่าคืนนี้จะอยู่อย่างไร แต่สุดท้ายพระทุกรูปมีกุฏิกันหมด ผมจึงต้องนอนคนเดียว

คืนนั้นเป็นคืนวันพระใหญ่ ตอนหัวค่ำต้องไปสวดมนต์นั่งสมาธิ ผมกลับไม่มีสมาธิเลย เพราะคิดกังวลแต่ว่าคืนนี้ตุ๊กแกตัวใหญ่ต้องเข้ามาในกุฏิแน่ ๆ พอกลับไปอยู่คนเดียวก็กลัวหนักกว่าเดิม เพราะทุกเรื่องที่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัตว์ร้ายหรือเรื่องผีผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย จากคนที่ไม่กลัวผี ก็กลายเป็นกลัวผี และกลัวไปเสียทุกอย่าง

ผมต้องอยู่กับความกลัวในกุฏิมืด ๆ แค่เสียงใบไม้ตกกับพื้น ฟังแล้วเหมือนเสียงคนกำลังเดินย่ำในป่า ก็ทำให้ผมกลัวแล้ว เวลานั้นผมกลัวสุดขีดจนเริ่มถามตอบตัวเองว่า

“นี่กูกลัวอะไรวะ”

ตอนแรกไม่กลัวผี ทำไมตอนนี้กลัวผีเคยเจอผีหรือเปล่า ก็ไม่ ที่กลัวตุ๊กแกเพราะเคยโดนตุ๊กแกกัดเหรอ ก็ไม่เคย ผมถามตอบตัวเองทั้งคืน จนสุดท้ายได้คำตอบว่า จริง ๆ สิ่งที่เรากลัวเกิดขึ้นจากจินตนาการและคำพูดบอกเล่าของคนอื่นทั้งนั้น ผมกลัวตุ๊กแกตอนไหนยังไม่รู้เลย พอคิดได้คืนนั้นก็หลับสบาย และผมเป็นพระรูปเดียวที่นอนหลับและตื่นเช้าออกมาบิณฑบาตได้เป็นปกติ

พอสึกออกมา ผมสามารถจัดการความกลัวของตัวเองได้ดีมาก ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนขี้กังวล กลัวว่ามาเสนองานแล้วพี่ ๆ จะว่าเพลงเราไหม เขาต้องไม่ให้ผ่านแน่เลย เดือนหน้าจะมีงานไหม คือคิดจินตนาการแล้วกลัว และกังวลทุกอย่างไปล่วงหน้า แต่ต่อจากนี้ผมไม่คิดกลัวหรือกังวลล่วงหน้าแล้วผมจะทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด

 

เข้าใจเรื่องสมาธิ

อีกเรื่องที่ได้จากการบวชครั้งที่ 2 คือความสงบและความเข้าใจเรื่องสมาธิ ผมพยายามนั่งสมาธิมาหลายปีแล้ว แต่นั่งไม่ได้แม้ไปขอคำแนะนำหลวงพ่อที่นับถือหรือพี่ ๆ ที่นั่งสมาธิกัน ก็นั่งได้นานที่สุดเพียง 8 นาทีแต่ส่วนใหญ่นั่งได้แค่ 3 หรือ 5 นาที เพราะผมไม่นิ่งเลย คิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา ก่อนบวชผมจึงตั้งใจว่า ถ้าบวชครั้งนี้ผมไม่ได้อะไร อย่างน้อยก็ขอให้นั่งสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งก็ทำได้จริง เพราะได้เจอครูบาอาจารย์ที่ให้คำแนะนำวิธีที่ถูกจริต

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมอยากนั่งสมาธิเกิดจากที่มีคนบอกผมว่า สิ่งที่ผมทำบุญช่วยเหลือคน สัตว์ หรือสร้างวัดมาตลอดนั้นเป็นเพียงการทำทานเท่านั้น แรก ๆ ผมมักคิดค้านในใจว่า ทำทานได้ไง นี่คือทำบุญแต่ก็ต่อมาได้ยินว่า การนั่งสมาธิคือการทำบุญอย่างแท้จริง ถึงกับมีคนบอกว่านั่งสมาธิ 1 ครั้ง ถ้าจิตเรานิ่ง เท่ากับการใส่บาตร 100 ครั้ง ผมก็ยิ่งสนใจ

ตอนบวชได้ถามพระอาจารย์ในเรื่องนี้เพราะผมไม่เข้าใจว่า การที่เรานั่งสมาธิโดยไม่ได้ออกไปช่วยเหลือคน ช่วยเหลือสัตว์ หรือสร้างวัดอย่างที่ผมทำเป็นประจำจะได้บุญได้อย่างไร พระอาจารย์บอกว่า จริง ๆ แล้วแค่เราละกิเลส และทำจิตนิ่งจนบริสุทธิ์ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว ผมถามต่อว่า ถ้าผมตั้งใจนั่ง แต่ผมไม่นิ่งเลยล่ะ จะได้บุญหรือไม่ ท่านก็บอกว่า หากจัดการกับความคิดได้ก็เป็นบุญ เช่น ถ้าคิดไม่ดีก็ให้เรียกสติตัวเองกลับมา และละความคิดนั้นไป

เมื่อผมเข้าใจเรื่องการนั่งสมาธิแล้ว จึงฝึกปฏิบัติมาเรื่อย ๆ พร้อมกับการทำบุญให้ทานและรักษาศีล เพื่อรักษาทาน ศีล และภาวนาให้ครบสมบูรณ์ ทุกวันนี้ผมสามารถนั่งสมาธิได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว และยังคงฝึกปฏิบัติต่อไปไม่ขาด

ช่วงชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข

พอเริ่มมาทางสายธรรม ผมมองว่าการเป็นนักร้องก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้พิเศษกว่าใคร ผมไม่เอาตัวเองไปแขวนว่าเป็นคนดัง แม้ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้บ้าชื่อเสียงแต่ลึก ๆ ก็รู้ว่าตัวเองดัง เดินไปไหนมาไหนถ้าใครจำไม่ได้ก็มีออกอาการว่า นี่เราไม่ดังแล้วเหรอ แต่ทุกวันนี้ไม่มีความรู้สึกแบบนั้นแม้แต่น้อย

ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า นี่คือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขกับการเป็นนักร้องมากที่สุดในชีวิต เพราะไม่ยึดติดอะไรเลย ถ้าไม่ได้ออกอัลบั้ม ผมก็อาจไปร้องเพลงที่ผับ เพราะสุดท้ายแล้วความสุขของผมคือการร้องเพลง ไม่ว่าจะยืนอยู่จุดไหน ผมก็มีความสุข และจะร้องเพลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าคนไม่อยากฟังผมร้องเพลงแล้ว

ชีวิตส่วนตัวก็มีความสุขมาก ผมได้ดูแลพ่อกับแม่อย่างดี ได้จัดสรรสิ่งที่ท่านขาดหายในช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ท่านต่างต้องทำงานหนักเลี้ยงลูก ๆ การดูแลเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆเช่นนี้ก็เติมพลังชีวิตให้ท่านได้ ส่วนชีวิตครอบครัว ภรรยาก็ดูแลกันอย่างดีมาตลอดกว่า 20 ปีตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน เธอเป็นคนที่รับรู้และเข้าใจตัวตนของผม และไม่เคยทิ้งกัน

ผมผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้เพราะกำลังใจจากคนรอบข้าง และสำคัญที่สุดคือ“ธรรมะ” ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ผมเดินไปทางที่ถูกต้อง และขับเคลื่อนชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

หากที่ผ่านมาไม่ได้เห็นทุกข์ คงไม่ได้เห็น “ธรรม” เช่นวันนี้ 

Secret BOX

ทุกอย่างมันถูกอยู่แล้ว แต่ที่เราทุกข์เพราะว่าเราวางใจไว้ผิด – หลวงพ่อชา สุภัทโท

เรื่อง: เชิญพร คงมา ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ 

แต่งหน้า - ทำผม: ภูดล คงจันทร์


ที่มา: คอลัมน์ This is Life นิตยสาร Secret ฉบับ 216 (26 มิ.ย.60)

อ่านเรื่องฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร Secret ฉบับ 214 – 216


บทความน่าสนใจ

“หนุ่ม กะลา” เปิดหมดใจ จากวันที่ทุกข์ ถึงวันที่ซึ้งในธรรม

เมื่อชายหนุ่มฝีปากกล้า หันหน้าเข้าหาธรรม เจ็ม ณัฏฐ์ปวินท์ กุลกัลยาดี

keyboard_arrow_up