คุก

บทเรียนชีวิตหลังกำแพงคุก ตอน ประชดชีวิตจนติดคุก

คุก
คุก

หลายปีที่ผ่านมานิตยสาร Secret ได้รับจดหมาย น.ช. (นักโทษชาย) และ น.ญ. (นักโทษหญิง) จากเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศอยู่บ่อยครั้ง (คุก)

ทำให้รู้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่อาจนำมาตัดสินความดีความเลวในตัวเขาได้เลย บางคนพลั้งพลาดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บางคนทำเรื่องเลวร้ายเพราะขาดปัญญาที่จะรู้ดีรู้ชั่ว และอีกหลายคนที่ถูกคนใกล้ตัวหลอกให้ร่วมกระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว

 การใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้ต้องขัง” อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่เรียกว่า “คุก” ได้ให้บทเรียนอะไรแก่พวกเขาบ้าง คนนอกคุกอย่างเราควรจะเปิดใจรับฟังและเรียนรู้ เพื่อสอนใจตัวเองว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท จะได้ไม่พลาดพลั้งเช่นเดียวกับพวกเขา

 

บทเรียนที่ 2 ประชดชีวิตจนติดคุก

ใครเลยจะคิดว่าความดื้อดึงอวดดีจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ชีวิตถึงขนาดติดคุกติดตะราง แต่ชีวิตของ “มะลิ”(นามสมมติ) เป็นเช่นนั้น เริ่มต้นด้วยความดื้อแบบเด็ก ๆ อวดดี ไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจตัวเอง หลงใหลใฝ่ฝันกับแสงสีชอบความสะดวกสบาย และหลงอบายมุขต่าง ๆ

มะลิเกิดในครอบครัวชาวนาจังหวัดศรีสะเกษที่มีฐานะปานกลาง พ่อรักและตามใจเธอมาก แม่จึงต้องพยายามแบ่งปันความรักไปให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ จนเธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าแม่ไม่รัก และพยายามทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ใช้คำว่านางสาว มะลิก็ตั้งท้องและคลอดลูก โดยที่พ่อของลูกยังไม่ทันมาทำพิธีสู่ขอ เธอโกรธมากที่เขาไม่มีปัญญาหาเงินมาจัดงานแต่งงานให้ตามที่ประกาศไว้ทั่วหมู่บ้าน เมื่อลูกอายุได้ 4 เดือน เธอจึงทิ้งลูกไว้กับพ่อแม่ และจากไปพร้อมกับความคิดที่ว่า “ถ้าไม่ได้ผู้ชายที่ดีกว่านี้ ก็จะไม่มีวันกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีก!”

หลังจากที่หนีออกจากบ้านแล้ว มะลิก็ไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมความหวังว่า “ต้องมีสามีรวย ๆ และมีครอบครัวที่อบอุ่นให้ได้” แล้ววันหนึ่งฝันของเธอก็เป็นจริง เพียงแต่ว่าผู้ชายที่หล่อ รวย และนิสัยดีของเธอคนนี้มีภรรยาแล้วเท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นประการเดียวคือ “หาสามีรวยให้ได้” ทำให้มะลิคิดเข้าข้างตัวเองว่า ต่างคนต่างอยู่ บ้านใหญ่ก็ส่วนบ้านใหญ่ เราไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ “แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ไม่เห็นจะเป็นอะไร”

เมื่อสามีไปทำพิธีสู่ขอตามประเพณี โดยที่ญาติพี่น้องไม่รู้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความสุข สามีตามใจมะลิทุกอย่าง เธอทำหน้าที่เป็นภรรยาพาร์ตไทม์อยู่กับเขาช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ และใช้จ่ายเงินที่เขาให้อย่างฟุ่มเฟือย เธอไล่ซื้อความสุขจากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในห้าง ในผับ ในบาร์ หรือร้านคาราโอเกะ ที่สำคัญ สามียังใจดีเปิดร้านสนุกเกอร์ให้เธออีกด้วย แต่ผ่านไปได้ 5 ปีร้านก็เจ๊ง

และแล้ววันที่วิมานพังทลายก็มาถึง เมื่อมีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายพาบ้านใหญ่มาเยี่ยมมะลิถึงที่บ้าน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา สามีสุดที่รักก็ไม่ย่างกรายมาหาเธออีกเลย มีก็แต่เพียงส่งเสียเลี้ยงดูเธอและลูกที่เกิดกับเขาเท่านั้น

“ครั้งนั้นดิฉันเสียใจมาก ดื่มเหล้าเมามายไม่เว้นแต่ละวันและคิดว่า ‘เมื่อหาผู้ชายดี ๆ มาเป็นสามีไม่ได้ คอยดู จะหาสามีที่เลวที่สุด…ให้สะใจไปเลย’” แล้วเธอก็ได้สามีที่เลวสมใจจริง ๆ ! เพราะเขาติดยาและพาเพื่อนที่เสพยาบ้ามาเสพกันที่บ้าน แถมยังชักชวนให้เธอเสพด้วย

“ตอนนั้นดิฉันแอบเสพยาทั้ง ๆ ที่ลูกชายคนโตจากสามีคนแรกและลูกสาวคนเล็กก็อยู่ด้วย”

ในที่สุดมะลิก็ถูกจับในข้อหามียาบ้าในครอบครอง 9 เม็ดและต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน 25 วัน เธอจดจำวันเวลาอันแสนมืดมนที่อยู่ภายในคุกได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งเธอรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง เมื่อมี “โครงการอบรมธรรมะให้แก่ผู้ต้องขัง” มะลิมองเห็นความผิดของตัวเองและมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าบาปกรรมที่ได้ทำมาในอดีตจะตามทัน เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำลงไปให้ผลเช่นไร เธอแย่งสามีเขามา แต่แล้วแม้สามีของตัวเองจะเลวแสนเลว ก็โดนผู้หญิงคนอื่นแย่งไปเหมือนกัน เคยด่าว่าแม่ ตอนนี้ก็โดนผู้ต้องขังคนอื่นด่าว่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่แพ้กัน ยิ่งชีวิตในคุกขมขื่นเพียงไร มะลิก็ยิ่งเห็นความผิดของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

วันไหนที่ทำผิด ผู้คุมหรือที่เรียกกันว่า “แม่นาย” ก็จะเรียกมาตำหนิด้วยการให้เข้าแถวเรียงเดี่ยวหรือสองแถว จากนั้นแม่นายก็จะเปิดฉากอบรมสั่งสอนด้วยคำพูดที่แสบ ๆ คัน ๆ บางครั้งก็ใช้วาจาที่รุนแรงเพื่อให้หลาบจำ…มะลิรู้สึกเข็ดขยาดกับโทษทัณฑ์ทั้งหลายที่ได้รับ และตั้งใจไว้ว่า หากพ้นโทษเมื่อไรเธอจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี และจะหันหลังให้กับคุกตะรางอย่างสิ้นเชิง

หลังออกจากคุก มะลิก็บวชเป็นแม่ชี และไม่นานก็สึกออกมาเพื่อเลี้ยงดูลูกสาว เธอหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำอาชีพที่ได้รับการฝึกมาจากเรือนจำ มะลิได้รับบทเรียนแล้วว่า การใช้ชีวิตโดยให้อารมณ์เป็นใหญ่นั้นส่งผลเสียต่ออนาคตของเธอมากมายเพียงใด ทุกวันนี้มะลิจึงครองตัวอยู่ในศีลแปด พยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติ คิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งกาย วาจา และใจ มองเห็นคุณค่าชีวิตของตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเอง และไม่ใช้ชีวิตตามแรงประชดอีกต่อไป

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดจากปากของอดีตผู้ต้องขัง ที่ปัจจุบันกลับตัวกลับใจเป็นคนดีของสังคม แม้ว่าจะดูเหมือนโชคร้ายที่พวกเขาต้องติดคุก แต่ถ้ามองในแง่ดี หากไม่ได้เข้าไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ นั้น บางทีชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาอาจไม่ได้รู้จักธรรมะและอาจจะมืดมนไปตลอดกาลก็เป็นได้ ตรงกันข้ามกับคนที่อยู่นอกคุกอย่างพวกเรา แม้จะได้รับอิสรภาพมากมาย แต่หลายคนกลับใส่โซ่ตรวนทางใจให้กับตัวเองด้วยการผูกตัวเองไว้กับอดีตอันขมขื่น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดจากความรัก ความชัง ความเคียดแค้น ความอาฆาตพยาบาท ฯลฯ

ชีวิตของเขาเหล่านี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้เราหันกลับมามองชีวิตของตัวเองและใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพื่อจะได้หนีห่างให้ไกลจากคุก…ไม่ว่าจะเป็นคุกทางกายหรือทางใจก็ตาม 

 

คลิก! เพื่ออ่านบทเรียนชีวิตหลังกำแพงคุก ตอนที่ 1 เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

บทเรียนชีวิต หลังกำแพงคุก ตอน เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our readers

สวนสัตว์ใน เรือนจำ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจนักโทษ

แบงก์ร้อยฝากทำบุญ คำขอจากนักโทษหลังโยนแบงก์ผ่านลูกกรง

keyboard_arrow_up