การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

Dhamma Daily : ชาวพุทธควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

Dhamma Daily : ชาวพุทธควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนตึงเครียดไม่น้อย เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธจะฝ่าฟันกับเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร พระอาจารย์มานพ มานิโต แห่งวัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) ได้ให้ข้อคิดดังนี้ 

ปัญหาธรรม : “เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธ จะสามารถรับมือหรือเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างไร”

พระมานพ มานิโต  : เราในฐานะชาวพุทธ จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร อะไรคือความพอดีที่ชาวพุทธจะปฏิบัติได้ พวกเราอยู่ในยุคที่การสื่อสารช่างรวดเร็วและไร้พรมแดน แค่รู้สึกนึกคิดก็สามารถแสดงออก ส่ง  บอกต่อให้ผู้อื่น สังคม และโลกรับรู้ได้อย่างรวดเร็วในทันทีแค่ปลายนิ้วสัมผัส

ข้อมูลที่ได้รับรู้ก็มีจริงบ้าง เกินจริงไปบ้าง ไม่จริงเลยก็มี มีผลให้พลั้งเผลอ จนบางครั้งก็ตื่นตูมเกินกว่าตื่นตัว “มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเป็นกระแสข่าวเล่าลือ” การเสพข่าวอย่างฉลาดก็ต้องหาข้อมูล ข้อเท็จจริง เรียกว่าใช้ปัญญา ตื่นตัวด้วยความไม่ประมาท รับรู้ข่าวสารด้วยสติ ด้วยใจที่ไม่ร้อนรน ไม่ว้าวุ่น ไม่ตีโพยตีพายไปก่อนที่จะเผชิญกับความจริง

หากขาดสติปัญญาในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ก็จะกลายเป็นตื่นตูม แม้จะกล่าวอ้างว่าเพื่อความไม่ประมาทก็ตาม ตื่นตูมเพราะรับรู้ไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกกับข้อมูลที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เกินความจริงบ้าง จึงไม่อาจแยกแยะข่าวสารนั้นได้ตรงตามความเป็นจริง จึงเห็นว่าเฟคนิวส์ถูกส่งต่อกันไปจนเต็มหน้า facebook และสื่อออนไลน์เต็มไปหมด

เมื่อเสพข่าวที่เกิดขึ้นด้วยท่าทีที่ตื่นตูมก็มีผลต่อจิตใจ ทำให้จิตตก ทำให้เครียดกังวล คนใกล้ตัวก็พลอยรับผลนั้นไปด้วย จึงไม่ได้เครียดคนเดียว เครียดทั้งครอบครัว เครียดทั้งสังคม เครียดทั้งประเทศ เมื่อไม่ประมาทแบบใช้อารมณ์ความรู้สึกนำจนตื่นตูม หลายคนก็เลยเตรียมอุปกรณ์ป้องกัน ข้าวสารอาหารการกิน หยูกยาต่าง ๆ มากเกินจริง จนทำให้สิ่งเหล่านี้ขาดตลาด มีผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นปัจจัยให้นายทุนผู้เห็นแก่ตัวฉกฉวยโอกาส เป็นเหตุให้ของจำเป็นขาดตลาดเพราะการกักตุน

สังคมก็เดือดร้อนวุ่นวาย การเอารัดเอาเปรียบกันก็เกิดขึ้น กล่าวโทษกันไปกล่าวโทษกันมา เพียงเพราะความวิตกกังวลเกินกว่าความจริงที่ปรากฏในชีวิตจนกลายเป็นความตื่นตูม อยู่กับอารมณ์ความรู้สึก อยู่กับความคิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น น่าจะเป็นแบบนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ ซึ่งมีผลทั้งต่อตนเองครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ

เมื่อไม่กี่วันนี้มีกระแสข่าวบอกว่า “ฟ้าทลายโจรช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้” ญาติโยมหลายคนที่รู้จักก็เตรียมไปจัดหาแบบแคปซูลบ้าง แบบเม็ดบ้าง ถอนดึงต้นสดมาบ้าง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าต้องใช้ส่วนไหน ปรุงอย่างไร จะได้ผลจริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีอะไรการันตีหรือพิสูจน์ได้ ต้นฟ้าทะลายโจรอาจจะถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น ด้วยเหตุเพราะ “เขาว่ากันว่าช่วยรักษาโรคได้” ไม่ใช่ว่าพวกเราจะเตรียมวางแผนไม่ได้ เตรียมป้องกันไม่ได้ แต่ควรจะต้องปรับท่าทีจิตใจ เตรียมวางแผนป้องกันด้วยใจที่ไม่เป็นทุกข์ร้อนรนจนขาดสติ สรุปว่า หาข้อมูลให้แน่ชัด แล้ววางแผนป้องกันดูแลด้วยสติปัญญา รักษาใจให้มั่นคงแบบตื่นตัว ไม่หวั่นไหวเกินความจริงแบบตื่นตูม

ซีเคร็ต : ” คนที่มาจากประเทศสุ่มเสี่ยงแล้วไม่ยอมกักตัว 14 วัน หรืออย่างกรณีผีน้อย ควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน ”

พระมานพ มานิโต : พวกเราล้วนเชื่อมโยงกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้คนไกล คนที่รู้จักหรือไม่รู้จัก จะเป็นคนภาคไหน จังหวัดไหนประเทศไหน ทวีปไหน กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันให้เห็นแล้วว่า พวกเราต่างเชื่อมโยงกันและกัน จากคนหนึ่งส่งต่อไปอีกคนหนึ่งและต่อ ๆ เนื่องไปอีกหลาย ๆ คน จาก 1 เป็น 10 จาก 10 เป็นร้อย

การแสดงความรับผิดชอบตนเองเท่ากับเราได้แสดงความรักต่อผู้อื่น เรารับผิดชอบเพื่อไม่ให้คนที่เรารักเป็นทุกข์จากความเจ็บป่วยอันเกิดมาจากเรานั่นแหละ เพราะคงไม่มีใครที่อยากให้คนที่เรารัก ครอบครัวที่เรารัก สังคมที่เรารักผูกพันต้องเดือดร้อนเพราะเรา

เมื่อรู้โทษภัยของโรคนี้ว่ามันอันตรายแค่ไหน และเมื่อรู้ว่าตัวเราอยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยง เพราะการเดินทางไปประเทศที่สุ่มเสี่ยงมีโอกาสที่จะรับเชื้อมาและติดต่อผู้อื่นได้ ด้วยความรักที่มีให้กับคนที่เรารัก

แน่นอนว่าเราย่อมไม่เสี่ยงที่จะให้คนที่เรารักเจ็บป่วยเป็นทุกข์เพราะเรา เพียงแค่เรารักตัวเองด้วยการไม่ทำให้ตัวเองต้องทุกข์ใจเพิ่มขึ้น ด้วยการไม่เสี่ยงให้คนที่เรารักต้องเจ็บไข้เป็นทุกข์ เพราะถ้าตัวเราติดเชื้อแล้วส่งต่อเชื้อให้แก่ผู้อื่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยความประมาท เราจะเสียใจไม่สบายใจเป็นทุกข์ขนาดไหน จึงต้องเริ่มต้นรู้จักรักตนเอง ด้วยการไม่ทำให้คนอื่นทุกข์ แล้วเราก็จะไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์ในภายหลัง

ความรัก คือความปรารถนาให้คนที่เรารักเป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ ความรักแบบนี้ทำให้เรารับผิดชอบต่อตนเองและคนที่เรารัก รวมทั้งคนอื่น ๆ เพราะไม่ว่าใครต่างก็รักชีวิตของตนทั้งนั้น

ซีเคร็ต : ” ตอนนี้มีการบูลลี่คนในประเทศที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ควรแก้ปัญหาอย่างไร ”

พระมานพ มานิโต : กรณีเรื่องบูลลี่ พวกเราถูกบ่มเพาะความรักความเมตตากันมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล ประถม มัธยม คุณครูก็สอนให้แผ่เมตตา ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายไพเราะและลึกซึ้งมาก คือ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

เราล้วนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย เราร่วมชะตากรรมเดียวกัน เราล้วนต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณนี้ จนกว่าจะถึงนิพพานเหมือนกัน

หากเราในฐานะชาวพุทธระลึกอยู่เสมอด้วยใจที่เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล มีกรุณาต่อกัน ก็จะเป็นเกราะป้องกันให้เราไม่พลั้งเผลอไปเบียดเบียน ดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือล้อเลียนเล่นปมผู้อื่น ในทางตรงกันข้ามเราต่างก็จะเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในกันและกัน ยอมรับความเป็น อย่างที่เขาเป็น โดยไม่มีอคติ ไม่มีมานะทิฐิ

ท่านอาจารย์พุทธทาสได้เคยกล่าวไว้ว่า “จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า เขาเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายของเรา เขามีสิทธิ์แห่งมนุษยชนเท่ากันกับเราสำหรับจะอยู่ในโลกนี้ “

 

พระอาจารย์ผู้ตอบปัญหาธรรม : พระมานพ มานิโต แห่ง วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ภาพ : www.pexels.com


บทความน่าสนใจ 

สมเด็จพระสังฆราชประทานปัจจัย 2 ล้านบาท จัดซื้อหน้ากากอนามัยแจกพระสงฆ์ป้องกันโควิด-19

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

พุทธวิธีเสริมสุขภาพกายและใจ  

การมีชีวิตอยู่อย่างไม่กลัว โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

keyboard_arrow_up