วิชัย จงประสิทธิ์พร

จิตวิญญาณบุญชู…ที่เวียดนาม – วิชัย จงประสิทธิ์พร

วิชัย จงประสิทธิ์พร
วิชัย จงประสิทธิ์พร

—-1—-

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมยังเป็นเด็กเล็กนัก ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง ““บุญชูผู้น่ารัก”” อันเป็นภาคแรกของ “”บุญชู”” (ตอนนี้“บุญชู” มีถึงภาค 9 แล้ว ก็คงพอคาดเดาอายุของผู้เขียนได้!) ฉากที่ประทับใจมากเป็นฉากธรรมดาทั่วไป เป็นมุกตลกผ่าน ๆ และดูเหมือนจะไร้สาระเสียด้วยซ้ำ แต่คนก็ฮากันทั้งโรง และที่สำคัญสารบางอย่างที่อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้สร้าง ““บุญชู”” ต้องการจะบอกในหนังเรื่องนี้ ได้ฝังอยู่ในตัวของเด็กชายเอก – วิชัยโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นสำนวนของทันตแพทย์สม สุจีรา ก็ต้องเรียกว่า “”ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก””

ฉากนั้นเป็นตอนที่ “”บุญชู บ้านโข้ง”” หนุ่มสุพรรณฯเข้ามาเมืองกรุงครั้งแรก แล้วตะแกข้ามถนนไม่เป็น ได้แต่เงอะ ๆ งะ ๆ อยู่ริมฟุตปาธ รถราในเมืองกรุงก็อย่างที่รู้ว่าแล่นฉวัดเฉวียนไปมาไม่เกรงใจใคร หนุ่มบุญชูเกิดอาการกลัว ในขณะเดียวกันก็ต้องข้ามไปอีกฝั่งเพื่อทำธุระให้ได้ ร้อนถึงหนุ่มอีสานคนขับรถตุ๊ก ๆ คันหนึ่งแกขับเข้ามาจอดรับบุญชู บุญชูก็งง ๆ แต่ก็ก้าวขึ้นรถไป แล้วรถตุ๊ก ๆ คันนั้นก็พาบุญชูข้ามมาถึงถนนอีกฝั่งหนึ่งจนได้ จำได้ว่าคนดูส่วนใหญ่ซึ่งคงเป็นคนกรุงฮากันลั่นทั้งโรง คงเพราะเป็นภาพแปลกตาที่รถตุ๊ก ๆ คันหนึ่งขับในระยะเวลาและระยะทางอันแสนสั้น เพียงแค่จากฝั่งถนนหนึ่งไปยังอีกฝั่ง

พอบุญชูข้ามถนนได้ก็ถามคนขับรถตุ๊ก ๆ ว่า “ค่ารถเท่าไหร่””

คนขับตอบว่า “”โอ๊ย! ไม่คิดตังค์หรอกจ้ะ คนบ้านนอกเหมือนกัน””

จำได้ว่าจากที่กำลังฮา ๆ อยู่ น้ำตาก็ไหลออกจากตาผมโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่กำลังหัวเราะกับมุกของอาบัณฑิตอยู่นั่นเอง ผมกลับต้องมาเสียน้ำตาเพราะซาบซึ้งในน้ำใจที่มนุษย์มอบให้กันในฉากดังกล่าว ถ้าตัดคำว่า ““บ้านนอก”” ออกไป ก็จะเหลือแต่คำว่า ““คนเหมือนกัน”” หรือ “”คนหัวอกเดียวกัน”” ถ้าพูดในมุมพุทธศาสนาก็คือ ““เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน”” นั่นเอง

น่าแปลก…ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรผมก็ยังจำฉากนี้ได้ดี

วิชัย จงประสิทธิ์พร

 

—-2—-

กาลเวลาผ่านไปน่าจะชน ๆ ยี่สิบปี ผมมีโอกาสไปเที่ยวประเทศเวียดนามที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา ผมเดินทางไปคนเดียว ทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องเลย เรียกว่ากระแดะเป็น “”แบ็กแพ็คเกอร์” ”ว่าอย่างนั้นเถอะ

แต่ด้วยความที่ภาษาไม่ได้เรื่องหรือเพราะอะไรก็ตามแต่ ผมได้พบประสบการณ์อันน่าประทับใจ

ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก ““รอนดา เบิร์น”” และชาวคณะ เดอะซีเคร็ต ของเธอ ผมจึงยังไม่มีโอกาสรับรู้ทฤษฎีทำนองว่า ““ใช้ใน (ใจ) กำหนดนอก ให้ข้างนอกรับใช้ข้างใน”” หรือเหมือนประโยคแรกในหนังสือของเธอ

“”อยู่เหนือ ดังอยู่ใต้

ภายใน ดุจภายนอก””

เมื่อผมไม่รู้ เวลาผมประสบพบเจอกับเรื่องลบ ๆ ระหว่างการเดินทาง ผมก็เริ่มหงุดหงิด พอผมเริ่มหงุดหงิด ผมก็รู้สึกลบกับตัวเองมากขึ้นทุกที และแน่นอนว่า เจ้าความรู้สึกนี้ “”ดึงดูด”” เหตุการณ์ลบ ๆ มาหาผมเป็นตับ เห็นจริงดังคำไทยโบราณที่ว่า ““เกลียดอะไรได้อย่างนั้น”” เพราะผมเจอจนอ่วมทีเดียว

ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าไปที่ฝั่งชายแดนเวียดนามติดกับประเทศลาว (ผมดันนั่งรถข้ามไปทางประเทศลาว ขอแนะนำว่า ใครที่เป็นสตรีและมีครรภ์อยู่ห้ามใช้เส้นทางนี้โดยเด็ดขาด เพราะอาจแท้งได้!) เมื่อก้าวลงรถที่หน้าด่านลาวบาว เมืองชายแดนเวียดนามที่ติดกับลาว เหตุการณ์ลบ ๆ ก็เรียงหน้าเข้ามาทดสอบแบ็กแพ็คเกอร์ปากห้อยที่พูดกับใครไม่รู้เรื่องอย่างผมทันที…

ปัญหาแรกยังแก้ไม่เสร็จ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาทดสอบเราอีก ประหนึ่งว่าผมเป็นพระเอกซีรี่ส์เกาหลีที่ต้องมีฉากชีวิตดราม่าโหด ๆ ให้ต้องผจญก่อนที่จะสมหวังในตอนสุดท้ายของเรื่อง แต่กว่าผมจะสมหวังเหมือนพระเอกหนังก็เล่นเอาอ่วมอรทัยเลยครับ นับตั้งแต่ ลาวบาว เว้ จนถึง ฮอยอัน แวะพักฮอยอันสามวันสองคืน ผมเจอฉากชีวิตโหดมาก แทบจะเอาโคมไฟกระดาษสุดโรแมนติกที่วางขายอยู่ริมแม่น้ำทูโบน สัญลักษณ์ของเมืองฮอยอัน มาทำเป็นโคมไฟส่งวิญญาณตัวเองสู่สรวงสวรรค์ (หมายถึงว่า…ถ้าผมได้ไปสวรรค์นะ!)

แต่เหตุการณ์ที่หนักหนาสำหรับผมนี่เอง ที่ทำให้ได้พบเจอกับ ““เขา”” ในเมืองต่อไป……

“เมืองดานัง””

วิชัย จงประสิทธิ์พร

 

—-3—-

จะว่าไปแล้ว ถ้ามองในภาพกว้าง ไอ้การคิดราคาสินค้าไม่ตรงตามจริง การกดขี่ข่มเหงนักท่องเที่ยวตาดำๆ (สำหรับผมก็ต้องเติม“ปากห้อย ๆ” ไปด้วย!) ก็เป็นเรื่องราวที่มีอยู่แทบทุกที่ เพื่อให้ชาวแบ็กแพ็คเกอร์ได้ผจญภัยอย่างสนุกสนานในการเดินทางท่องโลก

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเจอจริง ๆ ผมกลับสนุกไม่ออกน่ะสิครับ ยิ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้ทฤษฎี “”ในกำหนดนอก”” ผมเลยยิ่งมืดครบแปดด้าน จะระบายกับใครก็ไม่ได้ เพราะดันไปคนเดียว ความร้อนอัดอั้นอยู่ในตัว โปรแกรมการเดินทางก็ไม่เอื้อให้กลับ ผมยอมรับเลยว่า นาทีนั้นความรู้สึกข้างในแย่มาก

จนผมได้พบกับเขา ““คุณเฟื้อก”” เจ้าของร้านกาแฟแห่งเมืองดานัง

วิชัย จงประสิทธิ์พร

วันนั้นผมกำลังจะขึ้นรถไฟจากดานังไปฮานอย ผมอุตส่าห์สำรวจที่ตั้งของสถานีรถไฟกันพลาดตามประสาคนฉลาด แต่กว่ารถไฟจะออกตั้งห้าโมงเย็น ผมเห็นว่าอีกนาน เลยแวะไปกินกาแฟที่ร้านคุณเฟื้อกใกล้ ๆ สถานีรถไฟ หลังจากทักทายกันตามประสา (มือ!) ของลูกค้าต่างชาติกับเจ้าของร้าน คุณเฟื้อกก็เกิดอยากเห็นตั๋วรถไฟของผมขึ้นมา ผมจึงหยิบให้ดู ตอนนั้นแหละผมถึงได้รู้ว่า ““ผมดูเวลาผิด!!””

“มันตีห้าต่างหาก! ไม่ใช่ห้าโมงเย็น รถไฟมันออกไปตั้งนานแล้ว””

ผมบอกตัวเองในใจหลังจากที่ได้รู้ความจริงจากคุณเฟื้อก เอาละสิ เรื่องใหญ่แล้ว ผมเหวอไปหมด ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร คุณเฟื้อกแนะนำว่าให้ลองไปคุยกับทางสถานีรถไฟอีกที เขาสอนผมให้พูดอย่างดิบดี (หมายถึงวิธีการพูด) ว่า

“”เป็นความผิดของเราเองนะ เปลี่ยนได้ไหม ถ้าไม่ได้ ขอซื้อตั๋วใบใหม่ครึ่งราคาได้ไหม””

ผมรีบกลับไปที่ช่องขายตั๋วของสถานีรถไฟ และได้คำตอบว่า ““เปลี่ยนตั๋วไม่ได้และผมต้องซื้อตั๋วใหม่ในราคาเท่าเดิม””

ผมเดินคอตกกลับมาที่ร้านคุณเฟื้อก เพื่อหยิบเงินบาทไปแลกเป็นเงินด็อง พอคุณเฟื้อกทราบเรื่อง เขาจัดแจงบอกผมว่า

““ต้องไปแลกเงินที่ร้านขายทองนะ จึงจะได้ราคาตรงกับความเป็นจริง ห้ามไปแลกที่อื่น อาจจะโดนเขาโกง””

ท่าทาง สีหน้า และแววตาของคุณเฟื้อกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทนผมมาก เขาเป็นเจ้าของประเทศที่ยังเป็นห่วงว่าคนต่างชาติอย่างผมจะโดนโกงโดนหลอก ประโยคบอกเล่าธรรมดา ๆ ของคุณเฟื้อกนี้มีหลากอารมณ์หลายมิติเหลือเกิน ที่สำคัญที่สุด นี่คือประโยคที่แสดงออกถึงความ ““เอื้ออาทร”” จากน้ำใสใจจริงของคุณเฟื้อก

ระหว่างที่ผมเดินไปแลกเงินในวันนั้น คงมีชาวเวียดนามในเมืองดานังหลายคนแปลกใจว่า

“ไอ้กะเหรี่ยงน้อยคนนี้มันเป็นอะไร ทำไมมันถึงเดินไปร้องไห้ไป””

ความรู้สึกเดียวกันกับหนัง ““บุญชู”” ที่ผมได้ดูสมัยก่อนเลยครับ “”ความเชื่อมั่น ศรัทธา ความดีงามในตัวมนุษย์”” มีอยู่จริง ๆ และไม่เคยจางหายไปไหน และที่สำคัญ ““สิ่งนี้”” ไม่ได้มีแต่ในจอภาพยนตร์ ““สิ่งนี้”” มีให้ผมได้สัมผัสจริง ๆ เป็นของจริงในชีวิตจริงของผม

สาเหตุที่ผมซาบซึ้งจนถึงกับเดินร้องไห้อย่างไม่อายแมวที่ไหนก็เพราะว่า…ผมได้สัมผัส ““สิ่งนี้”” ในจังหวะที่เกือบ ๆ จะสิ้นหวัง สิ้นศรัทธาในความดีงามของมนุษย์อยู่พอดี

ฟ้าส่งเขามาทันเวลา…“”คุณเฟื้อก”” ชายชาวเวียดนามที่ทำให้ผมเห็นด้านดีงามของมนุษย ์ ผมมีความหวังเต็มเปี่ยมว่า ““เราจะมีกันและกัน เพราะเราเป็นดั่งกันและกัน”” อย่างที่ท่านติช นัท ฮันห์ นักบวชชาวเวียดนามกล่าวไว้ และเราจะดำเนินชีวิตอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไปบนโลกกลม ๆ ใบนี้

ผมมั่นใจว่า ““จิตวิญญาณบุญชู”” ที่หมายถึงมิตรภาพและความดีงามของมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะในหนัง

เพราะที่แน่ ๆ ““จิตวิญญาณบุญชู”” สำหรับผมมีอยู่จริงที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม อยู่กับชายที่ชื่อว่า…“”คุณเฟื้อก”” คนนี้

( วิชัย จงประสิทธิ์พร)

ที่มา  คอลัมน์  Unforgettable  นิตยสาร  Secret

เรื่องและภาพ  วิชัย จงประสิทธิ์พร, @ake_vichai

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส “วันนี้ฉันคือ ผู้ปรารถนานิพพาน”

ปวีณา ชารีฟสกุล…เลือกเข้าวัดในวันที่สุขใจ

keyboard_arrow_up