หลุยส์ แซมเปอรินี

หลุยส์ แซมเปอรินี “ผู้ที่รอดชีวิตได้เพราะการให้อภัย”

หลุยส์ แซมเปอรินี
หลุยส์ แซมเปอรินี

คนที่เคยรู้จัก หลุยส์  แซมเปอรินี (Louis Zamperini) ตอนเด็ก ๆ มักคิดว‹า เขาจะต้Œองโตขึ้นมาเป็นอันธพาลแน่ ๆ‹ เพราะหลุยส์เป็นšเด็กที่เกเรมาก ชอบทะเลาะวิวาท และขี้ขโมย

แต่หลุยส์ก็ไม่ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้อย่างที่ใครหลายคนคิดไว้ เพราะพี่ชายได้ชักจูงให้เขาหันไปใช้พลังกับการ “วิ่ง” แทน ในปี ค.ศ. 1936 หลุยส์สามารถผ่านการคัดตัวเข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เขาร่วมลงแข่งขันในรายการวิ่ง 5,000 เมตร และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 8 แม้จะไม่ได้ชัยชนะ แต่การเร่งสปีดอย่างรวดเร็วปานพายุในช่วง 56 วินาทีสุดท้ายได้ทำให้หลุยส์กลายเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หลุยส์ แซมเปอรินี

ที่จริงแล้ว หลุยส์น่าจะคว้าเหรียญทองโอลิมปกิครั้งต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา ทว่าโอลิมปิกปี 1940 กลับถูกยกเลิกเนื่องจากสงคราม หลุยส์ต้องผันตัวเองจากนักวิ่งอาชีพไปเป็นนักบินประจำเครื่องบินทิ้งระเบิด และปฏิบัติการในพื้นที่แถบเกาะฮาวาย

หลุยส์ แซมเปอรินี

วันที่ 27 พฤษภาคม 1943 เครื่องบิน B-24 ที่หลุยส์ประจำการอยู่เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องและตกลงในมหาสมุทร

หลุยส์เล่าว่า เขาสำลักน้ำทะเลที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมัน ควันไฟ และเลือดของตัวเองอย่างแรง มันทำให้เขาทรมานมาก ทว่าเขาก็สามารถพาตัวเองออกมาจากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ได้สำเร็จ และยังช่วยชีวิต กัปตันรัสเซล ฟิลลิป และ ฟรานซิส แมคนามารา พลปืนประจำท้ายเครื่องบินไว้ได้ หลุยส์คว้าตัวคนทั้งคู่ไว้และดึงขึ้นแพยางกู้ชีพ ในขณะที่เพื่อนนักบินอีก 10 นายต้องเสียชีวิต

ทั้งสามใช้ชีวิตอยู่บนแพที่ลอยไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ชะตากรรม นอกจากจะหิวโหยและกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลาแล้ว พวกเขายังต้องคอยระวังฝูงฉลามที่พยายามโจมตีแพยางเป็นระยะ ๆ ด้วย

ในวันที่ 33 ของการลอยทะเล ฟรานซิสซึ่งบาดเจ็บหนักที่สุดก็เสียชีวิต

14 วันถัดมา หลุยส์และฟิลลิปมาขึ้นฝั่งที่เกาะมาแชล ตอนนั้นหลุยส์น้ำหนักลดลงกว่า 35 กิโลกรัม ทั้งคู่ตกเป็นเชลยของทหารญี่ปุ่นและถูกย้ายไปควบคุมตัวในค่ายกักกันหลาย ๆ แห่ง ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกเขาก็ต้องทำงานหนัก ไม่เคยได้กินอาหารจนอิ่ม และถูกลงโทษอย่างทารุณเสมอ

เมื่อสงครามยุติ หลุยส์และฟิลลิปได้กลับบ้านในฐานะวีรบุรุษ อีกไม่ถึงปีต่อมา หลุยส์พบรักและได้แต่งงาน ที่จริงแล้วเขาน่าจะเป็นผู้ชายที่มีความสุข แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

หลุยส์ แซมเปอรินี

เวลานั้น หลุยส์ไม่สามารถสงบใจได้เลย ตลอดเวลาที่ตื่นเขาคิดแต่อยากจะแก้แค้น และเมื่อนอนหลับ เขาก็จะฝันร้าย ไม่นานนักหลุยส์กลายเป็นคนติดเหล้าและถูกภรรยาขอหย่า

ทว่าก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ แรงใจที่ไม่เคยหมดได้ผลักดันให้หลุยส์สมัครเข้าร่วมฟังการเทศนาของ สาธุคุณบิลลี่ แกรมห์ นักเทศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ท่านมักจะจัดงานเทศนาในสถานที่ที่จุผู้ฟังได้คราวละมาก ๆ การเทศน์ครั้งหนึ่งกินเวลานานหลายวัน โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญคือ สอนให้คนเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร ขอให้พยายามก้าวไปข้างหน้าสู่ชีวิตที่ดีงาม

หลังจากได้ฟังเทศน์ หลุยส์ก็ตระหนักว่า ความสุขของเขาต้องเริ่มต้นจากการให้อภัย

ปี 1950 เขาได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อเยี่ยมทหารญี่ปุ่นที่ตกเป็นเชลย หลายคนในจำนวนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยซ้อมเขาในช่วงสงคราม หลุยส์ไปเพียงเพื่อจะบอกว่าเขาได้ให้อภัยทุกคนแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เบนเข็มมาเป็นนักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และใช้ชีวิตอีกหลายสิบปีต่อมาเพื่อช่วยผู้คนที่เป็นทุกข์เพราะจิตใจของตนเอง

ในปี 2014 หลุยส์เสียชีวิตด้วยโรคนิวโมเนียที่บ้านพักในแอลเอด้วยวัย 97 ปี

ณ วันนี้ คนทั่วไปอาจจำไม่ได้ว่าหลุยส์เคยเป็นนักวิ่งอัจฉริยะ และไม่ได้รู้จักเขาในฐานะทหารผู้กล้าที่รอดตายจากสงคราม แต่เราจะรู้จัก “หลุยส์ แซมเปอรินี”…ชายที่ออกหนังสือเรื่อง Unbroken* ที่เขียนขึ้นจากประวัติของเขา…ในฐานะ “ผู้ที่รอดชีวิตได้เพราะการให้อภัย”

* Unbroken ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็นสารคดีที่ดีที่สุดประจำปี 2010 และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2014

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Violet

ภาพ  google, wikipedia

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

แม้เสียขาสองข้าง คุณตาก็ไม่เคยหยุดปลูกป่าเพื่อให้กลับมาเขียวอีกครั้ง

keyboard_arrow_up