จิตดวงสุดท้าย

การเดินทางของจิตดวงสุดท้าย

จิตดวงสุดท้าย
จิตดวงสุดท้าย

ทุกข์ใดของแม่ไม่เท่าทุกข์เพราะลูกตาย (จิตดวงสุดท้าย)

ความตายของลูกไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ล้วนโหดร้ายเกินใจแม่จะรับได้

เรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงจากปากของแม่ผู้สูญเสียลูกด้วยสาเหตุการตายที่เหลือเชื่อ และยากเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ง่าย ๆ

แม่ผู้นี้เป็นแม่ชีในพุทธศาสนา ท่านเป็นชาวนิวซีแลนด์และได้บวชมาเป็นพรรษาที่ยี่สิบแล้ว ท่านมีชื่อทางธรรมว่า Ani Kunzang เป็นภาษาทิเบตตามประเพณีการบวชแบบมหายาน แม่ชีเล่าว่า ก่อนปวารณาใช้ชีวิตนักบวช แม่ชีมีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ลูกชายแม่ชีชื่อ ““ไบรอน”” อายุ 27 ปี เป็นลูกชายคนเดียวในบรรดาลูกห้าคน นอกนั้นเป็นลูกสาว ลูกคนนี้แม่ชีรักมาก ความผูกพันระหว่างแม่ชีกับลูกชายมีความพิเศษลึกซึ้งกว่าลูกคนอื่น ๆ ตอนที่ลูกยังเล็ก แม่ชีใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มที่บ้านนอกที่เกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ สมัยนั้นบ้านแม่ชีไม่มีไฟฟ้าใช้ ค่ำลงแม่ชีก็เล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ไบรอนเป็นลูกช่างสงสัยมักถามคำถามเวลาเล่านิทานให้ฟังเสมอ ความผูกพันระหว่างแม่และลูกเหนียวแน่น เพราะไม่ถูกเกมคอมพิวเตอร์แย่งเวลาในครอบครัวเหมือนการเลี้ยงลูกสมัยนี้

จิตดวงสุดท้าย

ไบรอนมีโรคประจำตัวอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หาย คือ โรคนอนละเมอ มีครั้งหนึ่งแม่ชีจำได้ว่า หลังจากที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ทั่วทั้งฟาร์มมืดมิด ตกดึกแม่ชีตื่นขึ้นมามองไม่เห็นลูก (ปกติแม่ชีจะตื่นกลางดึกเป็นประจำเพื่อออกมาดูว่าไบรอนเดินละเมอออกนอกห้องหรือเปล่า) แม่ชีตกใจรีบปลุกสามีขึ้นมาจุดตะเกียงออกเดินตามหาลูก ตอนนั้นไบรอนอายุได้เจ็ดขวบ แม่ชีและสามีออกเดินตามหาไบรอนทั่วฟาร์ม ในที่สุดก็ไปพบลูกนอนหลับสนิทอยู่บนกองฟางข้างบ้านนั่นเอง

เวลาผ่านไปยี่สิบปี โรคนี้เป็น ๆ หาย ๆ รักษาเท่าไรก็ไม่หายขาดจนแม่ชีทำใจว่า ถ้าลูกหมดกรรม ลูกคงหาย แต่ถ้าลูกหมดบุญและเกิดอันตรายใด ๆ ที่แม่ชีไม่อาจตามไปคุ้มครองได้ก็คงต้องทำใจ แม้จะเตรียมใจเผื่อไว้แล้ว แต่ขณะที่ไบรอนทำงานอยู่ที่อเมริกา ปีที่เขาอายุครบ 27 ปี และกำหนดไว้ว่าอีกเพียงสามสัปดาห์จะได้กลับมาเห็นหน้าแม่ โศกนาฏกรรมที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หัวอกแม่ชีเจ็บแปลบราวกับถูกศรอาบยาพิษเสียบเข้าที่ขั้วหัวใจเมื่อได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจากทางไกลข้ามทวีปว่า

“”แม่ชี Kunzang ครับ แม่ชีทำใจนะครับ ไบรอนประสบอุบัติเหตุตกจากอพาร์ตเม้นท์ที่พักชั้น 22 เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้!”” เสียงเพื่อนร่วมอพาร์ตเม้นท์ของลูกชายที่โทรศัพท์ทางไกลมาส่งข่าวก้องกลับไปกลับมาในโสตประสาท ภาพลูกชายตัวน้อยอายุเจ็ดขวบนอนหลับใหลอยู่บนกองฟาง ผมสีทองหยิกหย็อยเป็นประกายในแสงจันทร์ผุดขึ้นในความทรงจำทันที

เพื่อนที่โทรศัพท์มาแจ้งข่าวเล่าให้ฟังว่า ไบรอนลุกขึ้นเดินไปที่บานหน้าต่างซึ่งเปิดแง้มไว้ เขาคงคิดว่ากำลังจะเดินออกนอกประตู หน้าต่างกระจกถูกผลักให้เปิดกว้าง (หน้าต่างอพาร์ตเม้นท์แห่งนี้มีลักษณะเป็นกระจกบานใหญ่และมีความกว้างยาวเท่ากับประตู) ด้วยความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ไบรอนได้ก้าวเท้าออกไปสู่อากาศที่ว่างเปล่า ร่างของเขาร่อนลงจากยอดตึกราวใบไม้หลุดจากขั้ว เร็วจนบอกไม่ได้ว่าดวงจิตดับลงก่อนหรือทันทีที่ร่างสัมผัสพื้นเบื้องล่าง

แม่ชีเชื่อว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตายแน่นอน เพราะไบรอนเพิ่งโทรศัพท์มาหาแม่ชีก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน เขาพูดกับแม่ว่า ““ถึงแม้แม่จะเป็นแม่ชี แต่ผมอยากกอดแม่ที่สุดถ้าแม่อนุญาต แล้วเจอกันอีกสามวันนะครับ รักแม่มากที่สุด”” นั่นคือเสียงสุดท้ายของลูกที่ยังก้องกังวานอยู่ในใจ

““เรื่องจริงหรือฝันไป”” แม่ชีถามตัวเอง แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานนับสิบปี แต่แม่ชียังจำอาการชาที่หัวใจได้ เช้านั้นแม่ชีรับฟังข่าวร้ายด้วยจิตที่แม้ฝึกให้ตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา ก็ยังอดไหวกระเพื่อมอย่างรุนแรงไม่ได้ ความทุกข์โทมนัสกระแทกจิตอย่างกะทันหัน

“ทำไมต้องเป็นลูกเรา”” จิตตั้งคำถาม

““แล้วทำไมจะเป็นลูกเราไม่ได้เล่า”” สติให้คำตอบ

หลังจากปรับทุกข์กับครูบาอาจารย์ แม่ชีก็ค่อย ๆ ฝึกทำใจ สิ่งที่แม่ชีห่วงกังวลที่สุดคือ การเดินทางสู่ภพภูมิหน้าของลูกโดยไม่มีโอกาสได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวอาจจะพาลูกไปสู่ภพภูมิที่ไม่พึงปรารถนา ลามะหรือพระทิเบตผู้มีญาณหยั่งรู้วาระจิต ได้ช่วยคลายทุกข์ให้เบาบางจากใจแม่ชีด้วยการบอกให้รู้ว่า ภวังค์จิตสุดท้ายของลูกชายนั้น ลูกคิดถึงแม่ และเพราะแม่เป็นผู้ทรงศีล แวบเดียวที่จิตเกาะติดกับบุญของแม่ ส่งผลอันเป็นกุศลให้ลูกสู่สุคติภูมิพ้นอบาย ด้วยเหตุนี้ แม่ชีจึงอธิษฐานจิตขอบวชจนตายเพื่อส่งบุญให้ลูก นี่แหละอานิสงส์ของศีล

เหตุที่หยิบยกเรื่องจริงที่ฟังดูเหลือเชื่อขึ้นมาเล่าสู่กันฟังนี้ ก็เพื่อให้ผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องจิตดวงสุดท้าย หรือวาดภาพการเดินทางของจิตสู่ภพภูมิใหม่ไม่ออกว่า จิตสุดท้ายจะไปสู่สุคติหรือทุคติได้อย่างไร จะได้พอนึกภาพออกราง ๆ แม้ตัวเราจะไม่ใช่ผู้เดินทางเองในวันนี้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าทั้งเราและผู้เป็นที่รักของเราจะต้องละทิ้งชีวิตนี้สู่ภพภูมิใหม่อย่างแน่นอน…นี่คือคติของชาวพุทธ แล้วใครล่ะจะนำพาเราเดินทาง ถ้าไม่พึ่งจิตที่ฝึกสติดีแล้วเป็นที่พึ่ง

ในกรณีลูกชายของแม่ชี ซึ่งจิตสละละร่างโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวประหนึ่งตายในฝันนี้ จิตยังไปสู่สุคติได้ด้วยกุศลของแม่ ตามคำของท่านลามะ…ครูของแม่ชีซึ่งเป็นนักบวชผู้เคร่งศีล ท่านรู้วาระจิตและคงจะไม่พูดเพียงเพื่อปลอบใจแม่ชี นี่แสดงให้เห็นว่า ความผูกพันที่ลูกมีต่อแม่นั้นแนบแน่นนัก

ภาพสุดท้ายของไบรอนที่ติดอยู่ในความทรงจำของแม่ชีก่อนฝาโลงจะเลื่อนปิดไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด ใบหน้าของลูกชายสงบอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากระบายรอยยิ้มอ่อน ๆ ดูผ่อนคลายคล้ายคนนอนหลับฝันดี น่าแปลกที่ไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมาน

ฉะนั้นท่านใดที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว วิธีที่ท่านจะส่งบุญทางไกลให้แก่ผู้ที่อยู่ในอีกภพภูมิหนึ่ง คือรักษาศีลห้าเป็นนิจ ถือศีลแปดตามกาล เช่นวันพระ ผู้ล่วงลับย่อมได้รับอานิสงส์แห่งศีลแน่นอน ที่เหนือกว่าศีล คือสมาธิภาวนา หากท่านปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะส่งบุญข้ามภพข้ามชาติ ยังจะก่อให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยดับทุกข์ที่ใจได้สนิท

แม่ชี Ani Kunzang ขอฝากถึงชาวพุทธในเมืองไทยว่า อย่าประมาท ความตายไม่เลือกกาลเวลา สถานที่ และลำดับก่อนหลัง หากคิดว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เวลาทุกข์มาเยือน ทุกข์ก็ไม่มีเวลาเตือนเราล่วงหน้าเหมือนกัน

อกาลิโก (ไม่อ้างกาลเวลา เป็นจริงตลอดกาล) ปฏิบัติที่ใจเห็นผลได้ที่ใจ ทั้งทุกข์และธรรม…

(จิตดวงสุดท้าย)

คว้างคว้างใบไม้ปลิว…ละลิ่วหล่นลงสู่ดิน…ไม่ยลและไม่ยิน สรรพเสียงสำเนียงใด

ท่ามกลางทะเลทุกข์ ลูกยังมีที่พักใจ หลับเถิด หลับสบาย หลับอยู่ในกระแสบุญ

(จิตดวงสุดท้าย)

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Sila_Jira

ภาพ  Sila_Jira, Photo by Kaique Rocha from Pexels

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

“หรือเป็นเพราะ…จิตสุดท้าย”

keyboard_arrow_up