พอสซั่ม

พอสซั่ม สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์หายใจ

พอสซั่ม
พอสซั่ม

มนุษย์มักทำตัวยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ และมักหลงคิดไปว่ามนุษย์เท่านั้นที่มีลมหายใจและมีสิทธิ์ตัดสินหรือตัดสิทธิ์การมีลมหายใจของต้นไม้ พืช สัตว์ และแม้มนุษย์ด้วยกันเอง

ในประเทศนิวซีแลนด์ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์ นอกจากภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดแล้ว ภัยที่เป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งชาวกีวีเอ่ยถึงด้วยความชิงชังรังเกียจนักหนา หากเจอที่ไหนเป็นต้องไล่ล่าเข่นฆ่าให้สูญพันธุ์ เห็นจะไม่มีสัตว์หน้าไหนมีกรรมเกินเจ้า “พอสซั่ม” (possum)

ตามประวัตินั้น ในปี 1980 พอสซั่มได้รับการเชื้อเชิญจากออสเตรเลียแดนจิงโจ้ให้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ดินแดนแห่งนกกีวีในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ โดยขนของมันนำมาใช้ในการทำเครื่องกันหนาว แต่การแพร่พันธ์ุของพอสซั่มเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทำให้จำนวนของพอสซั่มมีมากกว่าจำนวนประชากรนิวซีแลนด์ทั้งประเทศหลายเท่า ส่งผลให้สัตว์เศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ต้องการกลับกลายป็นส่วนเกินที่ต้องกำจัดไปในที่สุด

ที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ยามค่ำคืนมักมีแขกยามวิกาลมาเยี่ยมเยียนตามกุฏิต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเหนือทุ่งกว้าง ใครไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเจ้าสัตว์กลางคืนที่ละม้ายคล้ายสัตว์หลาย ๆ ชนิดผสมกัน ก็ลองดูภาพประกอบจากวิกิพีเดียได้

หน้าของพอสซั่มจะแหลม ๆ ตาโต ๆ แบบเดียวกับตัวนางอายบ้านเรา ถึงหน้าตาจะดูขี้เหร่ แต่ตามตัวมีขนปุกปุยนุ่มนิ่มน่ารักเหมือนกระต่าย และมีนิสัยชอบปีนป่ายบนต้นไม้เหมือนหมีโคอาลา ที่เท้าซึ่งค่อนข้างยาว มีเล็บแหลมเพื่อเกาะเกี่ยวตามกิ่งก้านต้นไม้ ก่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงคนเดิน

ในเวลากลางคืน หากใครไม่ชินกับเสียงฝีเท้าพอสซั่ม ก็อาจตกใจกลัวได้ แต่ฉันเองชินแล้วกับเสียงตึงตังบนหลังคาหลังเที่ยงคืน เพราะมักจะมีพอสซั่มแม่ลูกสองตัวมาเยี่ยมตอนกลางดึกเพื่อขออาหาร ที่รู้ว่าเป็นแม่ลูกกันก็เพราะตัวลูกขี่อยู่บนหลังตัวแม่ บางคืนมีพายุฝน ตัวแม่ซึ่งดูอุ้ยอ้ายกว่ามักเข้ามาหลบฝนเงียบ ๆ อย่างเจียมตัว บางเช้าที่อุณหภูมิติดลบ เจ้าตัวลูกก็มาแอบอยู่ในถังใส่ของ ฉันรู้ดีว่าเมืองนี้เขาห้ามให้อาหารพอสซั่ม ด้วยเกรงว่าจะแพร่พันธุ์ุได้ดีหากกินอิ่มหมีพีมันแล้ว แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแอบเอาผลไม้ที่เหลือจากพระมาหยิบยื่นให้สองแม่ลูกด้วยความเวทนา เพราะคิดว่าเราก็หัวอกเดียวกันในความเป็นแม่ที่ไม่อยากให้ลูกหิว

มีเรื่องน่าขำมากคือ คืนหนึ่งขณะกำลังกินแอ๊ปเปิ้ล คุณแม่พอสซั่มผายลมไปด้วยกินไปด้วยหน้าตาเฉย เสียงเหมือนคนผายลมตอนท้องว่างไม่มีผิด ฉันถึงกับยิ้มออกมาคนเดียว จะมีใครสักกี่คนกันที่เคยได้ยินพอสซั่ม “ตด” บางครั้งฉันทำความสะอาดกุฏิ เห็นของเสียขนาดเล็กเป็นเม็ดรี ๆ แข็ง ๆ ที่คุณเธอฝากรักไว้อยู่ที่พื้น พอใช้กระดาษหยิบไปทิ้ง ก็พบว่ามีมูกเลือดติดอยู่ ทำให้ฉันนึกอนาถใจว่า โถ…สัตว์ก็ท้องผูกหรือเป็นริดสีดวงได้ไม่ต่างจากเรา ในความเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าสัตว์หรือคนก็ล้วนกิน นอน ขับถ่าย ผายลมเหมือน ๆ กัน

พอสซั่ม
Image by csbonawitz from Pixabay

เวลาเดินจงกรมตามทางเดินมืด ๆ ในป่า ฉันมักได้ยินเสียงประหลาด ๆ ของเจ้าพอสซั่มที่ขู่ใส่กันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในการหาอาหาร (ครั้งหนึ่งฉันเคยเห็นเจ้าลูกชายตัวดีแย่งกล้วยจากปากแม่ของมันหน้าตาเฉย) เจ้าพวกนี้มีชื่อเสียงด้านการกินไม่เลือก กินทั้งพืชพันธุ์พื้นเมืองในป่า ทำลายทั้งต้นไม้และผลิตผลทางการเกษตร และนี่คือสาเหตุที่พอสซั่มถูกตัดสินให้เป็นเหมือนวัชพืช ซึ่งหากเป็นวัชพืชที่รกทางก็ต้องถูกถอนทิ้ง แต่ในเมื่อเป็นสัตว์ที่รกใจก็ต้องถูกวางยาเบื่อตามมาตรฐานการจัดการของมนุษย์

ในวัดป่าโพธิญาณาราม วัดสาขาที่เวลลิงตัน แม้เขตอภัยทานก็ไม่อาจช่วยชีวิตเจ้าสัตว์โชคร้ายนี้ได้ ทางการต้องขออนุญาตเข้ามาวางยาพอสซั่ม…สัตว์ซึ่งอาจเคยเกิดเป็นมนุษย์และก่อกรรมทำเข็ญด้วยการคอร์รัปชันชนิด “กินไม่เลือก” หากวัดไม่อนุญาต ก็จะถูกฟ้องร้องตามกฎหมาย ชะตากรรมของสัตว์ประเภทนี้จึงถูกมนุษย์ตัดสิทธิ์การมีชีวิตด้วยการเข่นฆ่ายกตระกูล แต่สิ่งที่สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็คือ ซากที่ไร้ลมหายใจของพอสซั่มกลับมีคุณค่า มีราคายิ่ง เมื่อขนปุกปุยสีน้ำตาลอ่อน ๆ ปนเทาของพวกเขาได้กลายมาเป็นเสื้อกันหนาว หมวก ผ้าพันคอราคาแพงในร้านขายของที่ระลึก

ฉะนั้น หากใครได้รับของฝากจากออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์เป็นถุงมือถุงเท้าอุ่น ๆ จากขนพอสซั่ม ก็น่าสะท้อนใจว่าชีวิตพวกเขาไร้คุณค่าแน่หรือ เมื่อขนที่เขาทิ้งไว้กลับมีราคาแพงลิบลิ่ว การตัดสินจากมุมมองเพียงด้านเดียวไม่น่าจะยุติธรรม และเมื่อมองจากมุมของคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการมีชีวิตอยู่ของพอสซั่ม ฉันกลับรู้สึกขอบคุณเพื่อนในยามค่ำคืนผู้สอนให้ฉันเข้าถึงความเมตตากรุณาที่แท้จริงและความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต ฉันขอภาวนาให้สัตว์ที่ต้องหาอยู่หากินท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บและพายุฝนพ้นทุกข์ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์คนละซีกโลกมองสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวกันด้วยมุมมองที่ต่างกันอย่างลิบลับตามแต่ข้อมูลที่ถูกป้อน

นักนิเวศวิทยาหรือนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมน่าจะมีคำตอบสำหรับวิธีการจัดการและวิธีป้องกันการขยายพันธุ์ของพอสซั่ม ซึ่งเกื้อกูลต่อลมหายใจของพวกเขา มากกว่าการทำลายชีวิตซึ่งขัดต่อคติชาวพุทธ

อย่างน้อยชีวิตสัตว์โลกที่เป็นไปตามกรรมเหล่านี้ก็ยังให้ประโยชน์แก่มนุษย์ผู้คิดถึงแต่ตัวเองว่า “เสียผลประโยชน์”

พอสซั่มไม่ต่างกับมนุษย์ตรงชอบเลือกกินของอร่อย ๆ และสัตว์ก็ไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้ว่าต้นไม้ใบผลแบบไหนที่เป็นของต้องห้าม แต่จะเอร็ดอร่อยแค่ไหน สัตว์ก็กินด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด และกินแค่พออิ่ม โดยไม่มีเจตนาจะกักตุนอาหารด้วยความความโลภแอบแฝง

ทว่ามนุษย์ผู้ “กินไม่เลือก” หนำซ้ำเมื่อตายไป ก็ไม่ได้ทิ้งขน ผม เล็บ ฟัน หนังให้เป็นประโยชน์กับโลกใบนี้นี่สิ น่าจะอายพอสซั่ม และน่าเสียดายที่สุดท้าย…ลมหายใจก็หมดไปอย่างไร้ค่า

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  silajira

Image by daynaw3990 from Pixabay

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

5 วิธีกำจัดสารพัดสัตว์ตัวร้ายแบบ ไม่ผิดศีล

ทุกการฆ่าล้วนเป็นบาป บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี

keyboard_arrow_up