สมเด็จย่า

หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่องสมเด็จย่า

สมเด็จย่า
สมเด็จย่า

หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่อง สมเด็จย่า

เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “ สมเด็จย่า ” ซีเคร็ตจึงนำเรื่องประทับใจเกี่ยวกับสมเด็จย่าที่ทรงมีความสนพระราชหฤทัยศึกษาและปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม  หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้เล่าให้พระนรินทร์ สุภากาโรฟัง และพระอาจารย์ได้นำเรื่องนี้มาถ่ายทอดต่อเพื่อให้พวกเราได้ทราบถึงพระจริยวัตรอันงดงามในทางธรรมของสมเด็จย่าว่า

หลวงพ่อ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) ท่านมักนำธรรมและความดีของสมเด็จย่ามาเทศน์เป็นตัวอย่างให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่มาฟังธรรม และมีผู้มาสอบถามหลวงพ่อถึงการปฏิบัติธรรมของสมเด็จย่า เมื่อครั้งทรงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นมีพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) เป็นพระอาจารย์ผู้ถวายพระกรรมฐาน เนื่องจากหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมได้มีโอกาสร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ท่านพระมหาสุภาพ เขมรํสี เจ้าคณะ 5 และท่านพระมหาไสว ญาณวีโร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ได้เข้าขอสัมภาษณ์หลวงพ่อจรัญ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

"<yoastmark
ภาพจาก https://th.hellomagazine.com

 

สมเด็จย่าทรงเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุเป็นเวลาเท่าไร ?

“พระองค์ทรงเข้าปฏิบัติและประทับอยู่เป็นเวลา 15 วัน ในระหว่างการปฏิบัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) เสด็จทรงเยี่ยมเป็นประจำ” 

 

ครั้งนั้น พระเดชพระคุณฯ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เข้าปฏิบัติอยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่ ?

 “ผมไปปฏิบัติก่อนแล้ว คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ก็อยู่ไปเรื่อย ๆ , 1 เดือนผมยังไม่ได้ฟังเทศน์ลำดับญาณเลย”

 

คำว่า “หนอ” เป็นของพม่าใช่หรือไม่ คนไทยจึงไม่นิยมปฏิบัติ ?

“เรื่องนี้มีคนถามมาก ท่านเจ้าคุณอุดมวิชชาญาณ (โชดก ญาณสิทธิ์) อธิบายว่า คำว่า “หนอ” ไม่ใช่ของพม่า เป็นคำของพระพุทธเจ้า และชาวมคธรัฐใช้พูดกันเรียกว่า “วต” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อญฺญา สิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” หรือดังที่พระยสกุลบุตรกล่าวว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ “หนอ” เป็นภาษาไทย แปลมาจากบาลีว่า วต เป็นภาษาธรรม

” สมเด็จพระศรีนครินทราฯ ทรงถามว่าไม่ใช้หนอได้ไหม กำหนดเพียงพอง-ยุบอย่างเดียว หรือใช้พุท-โธได้ไหม ท่านเจ้าคุณอาจารย์ (โชดก ญาณสิทธิ์) อธิบายว่า หนอ หรือ วต สามารถตัดกิเลสได้ เพราะเป็นการยึดเหนี่ยวใจให้อยู่กับสติ จึงใส่หนอไว้ ถ้าไม่ใส่หนอไว้จิตมันไม่ค่อยอยู่ มันจะวิ่งออกไปข้างนอกมากมาย หมายความว่าเพื่อต้องการให้จิตช้าลง ถ้าไม่มี  “หนอ” แล้วกำหนดไม่ได้ มคธที่ว่าหนอนี้ไม่ได้ความ พอทำได้แล้วราคาวิเศษหลายล้านจริง ๆ

” ผมรับรองได้ “หนอ” นี่แหละเป็นการกระตุ้นเตือนให้จิตเข้าไปผนวกบวกกับจิตได้ง่าย ถ้ากำหนดแต่เพียง พอง-ยุบ มีแต่จะทำให้จิตใจร้อนรน “หนอ” เป็นการล้างจิตให้เยือกเย็น โดยมีสติสัมปชัญญะเป็นการดึงจิตให้อยู่กับที่ได้ “

 

สมเด็จย่า
ภาพจาก https://th.hellomagazine.com

 

การปฏิบัติของสมเด็จย่า ได้ผลเป็นประการใด ? 

 ” การเดินจงกรมนี้ กระผมได้คติมาจากหลวงพ่อในป่า การเดินจงกรมโดยภาวนาว่า  “พุท-โธ” อย่างนี้ท่านกล่าวว่า เอาพระพุทธเจ้าไปภาวนาไว้ที่เท้าได้อย่างไร  “พุท-โธ” ต้องอยู่ที่จิต เท้าย่าง เท้าเหยียบ มีสติในการเดิน ทำไมเอาพระพุทโธเหยียบที่เท้า ตรงนี้ต้องไปช่วยกันแก้เสีย ที่นี้สมเด็จย่าทรงเล่าว่า เดินจงกรมตั้งแต่ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินได้ทุกระยะ เลื่อนระยะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่เลื่อนให้วันนี้ ระยะที่ 1 ขวา ย่าง หนอ ซ้าย ย่าง หนอ พรุ่งนี้ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องเพิ่มระยะให้ตามสภาวะของญาณ

” เวลาส่งอารมณ์ ท่านเจ้าคุณอุดมวิชชาญาณ (โชดก ญาณสิทธิ์) ถวายพระพรว่า การกำหนดพอง-ยุบเป็นอย่างไร พระองค์ทรงเล่าว่า จิตกำหนดพองหนอมันหายไป จิตตั้งใหม่กำหนด ยุบ-หนอ ขณะได้ยินเสียงสติรู้ เสียงมันอยู่ที่โน่น หูมันอยู่ที่นี่ เวลาเดินขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ดีเหลือเกิน พอเดินไปหวิวโซเซ พอตั้งหลักปุ๊บเดินได้ตรงชัดมาก พระองค์ทรงเล่าเอง ผมจดไว้ และพระองค์ทรงได้สดับเทศน์ลำดับญาณด้วยในโบสถ์วัดมหาธาตุซึ่งมีพระพิมลธรรม (อาสภามหาเถระ) เป็นองค์ประธาน “

 

พระเดชพระคุณฯ มีโอกาสได้สนทนากับสมเด็จย่าเป็นการส่วนตัวหรือไม่ ?

“ไม่มี แต่ฟังอย่างเดียว ในการสนทนาระหว่างสมเด็จย่ากับท่านเจ้าคุณอาจารย์นั้น ยังมีพระครูประกาศสมาธิคุณอีกรูปหนึ่งที่เข้าฟังด้วย”

 

สมเด็จย่า
ภาพจาก https://goodlifeupdate.com

0

มีบางท่านกล่าวว่า ญาณไม่มี แม้แต่ประโยค 9 ก็กล่าว พระเดชพระคุณฯ มีความเห็นอย่างไร ?

 “คำว่า “ญาณ” ตัวนี้ แปลว่า รู้รอบ รู้ซึ้งในจิตใจเองอย่างแจ้งชัด ของจริงทุกสิ่งเป็นพระไตรลักษณ์  “ญาณ” ต้องรู้จริง รู้แจ้ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้เหตุการณ์ รู้ข้างขึ้น ข้างแรม รู้เด็ก รู้ผู้ใหญ่ รู้กาลเทศะ รู้บุญ รู้บาป รู้คุณ รู้โทษ รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ จึงเรียกว่า “ญาณ” ถ้านั่งแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ผล เดี๋ยวเกิดอันนี้ขึ้นได้ผลแล้ว เหมือนท่านมหานั่ง ไม่มีใครมาสอน ปวดก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี แปลว่าครูไม่มา นั่งสบาย หลับสบาย ชื่นใจบ้าง เย็นใจบ้าง นั้นแหละ ถ้าครูมาสอนต้องเรียนเลย ปวดหนอที่ว่าญาณหอบเสื่อมันมีตำราที่ไหน หอบหนีไปเอง นั่งกำหนด พองหนอ กลุ้มใจ มารมาแล้ว มารไม่มี บารมีไม่เกิด มารมาแล้วต้องสู้ แต่สู้มารไม่ได้ หนีเลย” 

 

ท่านผู้หญิงดิฐการภักดีมีความประสงค์ที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิปัสสนากับสมเด็จย่า อย่างที่พระคุณท่านได้กล่าวไปนี้ ?

“ผมเป็นพยานได้ พระองค์ปฏิบัติจนได้ฟังเทศน์ลำดับญาณวันสุดท้าย ท่านเจ้าคุณอาจารย์บอกว่า ขอถวายพระพร ธรรมวิเศษเกิดขึ้นแล้ว ขอให้ธรรมวิเศษเกิดขึ้นภายใน 5 นาที 10 นาที ก่อนที่จะเป็นอย่างนี้หลังจากสอบอารมณ์ ท่านเจ้าคุณอาจารย์หันมาบอกกระผมว่า “เธอจำไว้ สมเด็จย่าได้เข้าถึงญาณที่ 15 จวนจะเข้าถึงญาณที่ 16 แล้ว” คืออย่างนี้ ถวายพระพร ขอพระองค์อย่างได้บรรทม ให้เดินจงกรม 2 ชั่วโมง นั่ง  2 ชั่วโมง เดินระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 6 อย่างละ 30 นาที ขณะนั้นผมนั่งฟังอยู่เวลาบ่าย 3 โมง สอบอารมณ์วันต่อมา พระองค์ทรงเล่าว่า “วันนี้วูบไปไม่รู้สึก ข้างในรู้หมดเลยมีอะไรบ้างมันจะไหวติงอย่างไร ข้างนอกไม่รู้ไม่ได้ยิน” พระองค์ท่านทรงเดินจงกรมแล้ว อธิษฐานนั่งกำหนดภายใน 3 ชั่วโมง ผมรู้ว่าไปนั่งอยู่ที่ตรงไหน พอครบ 3 ชั่วโมงค่อย ๆ ออก ลืมตาแล้วก็ยังดึงมือไม่ออกลืมตาเฉย ๆ สักพักใหญ่จึงคลายมือออกมาแล้วกราบพระอาจารย์ 3 หน แล้วพนมมือพูดกับอาจารย์ท่านเจ้าคุณอาจารย์บอกว่า “คนถึงธรรมอ่อนน้อมไปหมดเลย เห็นไหม…” 

 

ที่มา :

www.amphawan.net

ภาพ :

https://goodlifeupdate.com

https://th.hellomagazine.com


บทความน่าสนใจ

สมเด็จย่ากับความสนพระราชหฤทัยเผยแผ่ธรรมะเป็นธรรมทาน – Secret

 

keyboard_arrow_up