คลายเครียดจากการทำงาน

คลายเครียดจากการทำงานด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล

คลายเครียดจากการทำงาน
คลายเครียดจากการทำงาน

คลายเครียดจากการทำงาน ด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล

ถ้าสถานที่ที่สร้างความเครียดให้เราเป็นสถานที่ทำงานก็ควรหากิจกรรมที่จะพาเราออกไปจากความเครียดนั้น ลองหันมาเจริญสติกันดูบ้างก็ไม่เลวเลยค่ะ การเจริญสติใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นที่หาสถานที่ให้วุ่นวายนัก เจริญสติแค่เวลาสั้น ๆ ก็ช่วยให้คุณ คลายเครียดจากการทำงาน ได้แล้ว

ที่อยากให้ทุกคนลองทำคือ การเจริญสติ หรือการทำสมาธิ เวลาเราโกรธใคร หรืออยากกำจัดคนนั้นทิ้งเสีย เช่น เพื่อนร่วมงาน การทำสมาธิเป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุด เป็นทางสายกลาง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน เราจะจดจ่ออยู่กับการเฝ้าดู สังเกตความคิดและความรู้สึก รวมไปถึงการกำหนดจิตด้วยการหายใจเข้าและออก มันช่วยให้เราใจสงบนิ่ง และมีความผ่อนคลาย

ถ้าไม่มีเวลาทำสมาธินาน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ก็ลองหันมาสังเกตตัวเราเองก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ พิจารณาการก้าวย่างของขา การแกว่งแขน การกระพริบตา หรือการกระตุ้นของกล้ามเนื้อตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น หรือกิจวัตรอื่นในชีวิตประจำวันก็ทำได้ เช่น การสักแต่ว่ารู้ ขณะที่กำลังล้างมืออยู่ก็รู้ว่าล้างมือ หรือสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด สามารถนำวิธีการเจริญสติมาใช้กับการออกกำลังกายได้ (สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งลองศึกษาการเจริญสติไปพร้อมกับการวิ่งได้ที่นี่ค่ะ >>> มา วิ่งสมาธิ กันเถอะ เพื่อการมีสติและสุขภาพที่ดี)

ถามว่าการที่เราเครียดกับงานมา การเจริญสติจะช่วยให้งานของเราเสร็จราวกับปาฏิหาริย์เลยไหม คงต้องขอตอบว่า “ไม่ค่ะ” แต่อย่างน้อยการเจริญสติก็เป็นวิธีที่ทำให้เราเกิดปัญญา ดังหลักธรรมเรื่อง ไตรสิกขา ปัญญาและสมาธิ เกิดขึ้นพร้อมกันกับศีล เมื่อมีสมาธิ ย่อมมีปัญญาตามมาอย่างแน่นอน ปัญญาเกิดขึ้นย่อมขจัดข้อสงสัยต่าง ๆ และพาเราไปหาคำตอบหรือทางออกของปัญหาได้ไม่ยาก

 

คลายเครียดจากการทำงาน
ภาพจาก www.pexels.com

 

ศีลจะบ่งการให้เราเข้าใจว่าควรทำอย่างไรให้เราไม่ทำบาปหรืออกุศล เมื่อจิตสงบด้วยสมาธิแล้วย่อมพาเราไปสู่หนทางที่เป็นกุศล ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าจิตที่เกิดจากโทสะ (ความโกรธ) เช่น การโกรธเพื่อนร่วมงานที่ชอบโยงความผิดมาให้เราคนเดียว เราก็จะเกิดปัญญาขึ้น แล้วเราก็จะเข้าใจเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่า เพราะความกลัวของเพื่อนคนนั้นที่ไม่อยากให้ตนเองต้องเดือดร้อนเลยต้องเอาตัวรอดด้วยการโยงความผิดมาที่เรา การที่เขาทำแบบนี้กับเราอาจมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง ความคิดแบบนี้จะทำให้ความคิดของเราตอนแรกที่เป็นความคิดเชิงลบเปลี่ยนเป็นความคิดเชิงบวก ที่มีผลให้เราสบายใจ และทำให้เราอยู่บนเส้นทางของการเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ (ความคิดชอบ)

การเจริญสติที่ดี คือไม่ควรกดทับความรู้สึกที่เราคิด หรือรู้สึกอยู่ในขณะกำลังเจริญสติ เช่น ฉันโกรธเขามากเลย เขาใส่ความฉัน หาว่าเราทำงานไม่เต็มที่ ทั้งที่เราทำงานอย่างสุดความสามารถแล้ว ปล่อยความรู้สึกเหล่านั้นให้วิ่งอยู่ในใจของเราในขณะยังกำหนดลมหายใจเข้า-ออก แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่คิดหรือรู้สึกที่วิ่งวนอยู่ในความคิดของเราไม่นานก็จะหายไป แต่มีบ้างที่เราเผลอคิดถึงแล้วมันกลับก็มาอีกครั้ง ความรู้สึกทุกข์ก็กลับมาอีก

พอทราบอย่างนี้แล้วหลายคนอาจตั้งคำถามว่า “นั้นการเจริญสติก็เป็นการแก้เครียดที่ไม่ถาวรสิ” แต่เชื่อมั่นได้เลยว่าการจัดการกับความทุกข์ หรือความเครียดจากการทำงานในออฟฟิศ ด้วยการเจริญสติ อย่างน้อยก็เป็นการนำเรามาอยู่ในหนทางแห่งกุศล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นบุญ เราจะได้ไม่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น และมีความสุขที่จะเกิดจากทางธรรมมากขึ้น

 

ที่มา : บำบัดความเครียด โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ภาพ :

www.pexels.com


บทความน่าสนใจ

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของ Google พัฒนาบุคลากรด้วยการเจริญสติ

ออกกำลังกายอย่างมีสติ : เมื่อสามารถเจริญสติได้ในขณะทำสิ่งที่ชอบ

การเจริญสติที่ทำให้เกิดปัญญา โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

เรือนจำเคนยาใช้การเจริญสติ ช่วยลดความรุนแรงและเชื่อมสัมพันธ์ผู้คุมกับผู้ต้องขัง

keyboard_arrow_up