พลังของจิต

เปลี่ยนลูกให้รักเรียน ด้วยพลังของจิตแห่งความเป็นแม่

พลังของจิต
พลังของจิต

ส่วนตัวเชื่อมานานแล้วค่ะว่า พลังของจิต มีอยู่จริง

พลังที่ว่าก็คือความจริงที่ออกมาจากจิตจากใจ ซึ่งมันก็ได้พิสูจน์อีกครั้งเมื่อรุ่นพี่ที่สนิทกันมาปรึกษาว่า ลูกชายวัย 5 ขวบเข้าเรียนอนุบาล 1 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโรงเรียนจากบริบาลที่เก่ามาเรียนอนุบาลในโรงเรียนใหม่ แต่มีปัญหาคือ น้องไม่ยอมเรียน ไม่ยอมระบายสี ไม่กินข้าวกลางวัน เอาแต่เล่นอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่บริบาลที่โรงเรียนเก่า แกก็ไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้เลย

ฉันแนะนำให้รุ่นพี่ลองหาโอกาสพูดคุยกับน้อง บอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนหนังสือให้น้องฟัง และไม่ลืมที่จะย้ำไปว่า ทุก ๆ คำที่พูด ขอให้พูดออกมาจากใจและเป็นเรื่องจริงเท่านั้น

ผ่านไป 1 วัน รุ่นพี่ก็มาส่งข่าวมาว่าได้พูดไปแล้ว แต่น้องก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม ฉันจึงถามไปว่า พี่พูดว่ายังไงบ้าง

รุ่นพี่ : พี่ก็บอกว่า น้องโต (ชื่อของลูกชายเธอค่ะ) น้องต้องขยันเรียนนะ อย่าเอาแต่เล่น ไม่งั้นหม่าม้าจะอายคนอื่นเขา

ฉัน : พี่คะ หากพี่พูดว่าพี่อายคนอื่นเพราะการกระทำของน้อง นั่นเท่ากับว่าพี่คิด พูด และทำทุกอย่างก็เพื่อตัวพี่เอง พี่แค่เอาน้องมาเป็นเครื่องมือในการแต่งเติมภาพลักษณ์ในวงสังคม มันเป็นการทำเพื่อตัวพี่เอง ไม่ใช่เพื่อตัวน้อง กลับกันหากการไม่เรียนหนังสือคือค่านิยมที่สังคมยอมรับว่าดี พี่ก็คงไม่ตำหนิน้องที่น้องไม่เรียน เพราะมันทำให้พี่ได้รับการชื่นชมจากสังคม ทั้ง ๆ ที่น้องจะกลายเป็นคนไม่รู้หนังสือ อย่างนั้นใช่ไหมคะ

รุ่นพี่ : จริงด้วย นี่ที่ผ่านมาก็แสดงว่าพี่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่หลงเข้าใจผิดคิดว่าทำเพื่อลูก หวังดีกับลูกใช่ไหมเนี่ย (หน้าตาเธอสลดลง ก่อนจะถามฉันใหม่ว่า) แล้วพี่ต้องพูดยังไงล่ะถึงจะช่วยลูกพี่ได้

ฉัน : พี่คะ บุญคือความสบาย เราจะรู้สึกโล่งโปร่งเบา เพราะฉะนั้นหากพี่จะพูดกับน้องก็ควรจะเป็นเวลาที่ใจของพี่รู้สึกโล่ง ๆ เบาสบาย แล้วถ้าเป็นไปได้ น้องเองก็ควรอยู่ในสภาวะที่สบาย ๆ นิ่ง ๆ ด้วย นั่นก็เท่ากับว่าพี่และน้องอยู่ในสภาวะของความเป็นบุญ จากนั้นพี่ก็เริ่มต้นบอกเล่าความรู้สึกรักที่มาจากหัวใจของพี่ ซึ่งเป็นหัวใจแห่งความเมตตาของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก และทำเพื่อ “ให้” ไม่ใช่เพื่อ “เอา” จากนั้นพี่ก็พูดความจริงที่ตรงกับใจ เช่น แม่รักลูกนะ แม่กับพ่อพยายามหาเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ โตขึ้นลูกจะได้มีความรู้ไปทำงาน ลูกจะได้มีเงินกินข้าว ใช้ชีวิต ต่อไปแม่กับพ่อก็มีแต่จะแก่ลง ก็คงส่งเสียลูกไม่ไหว ลูกตั้งใจเรียนนะครับ จะได้มีความรู้ ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ลำบาก และกินข้าวด้วย ลูกของแม่จะได้โตไว ๆ แล้วแม่ก็จะได้หายห่วงลูกนะครับ ประมาณนี้ค่ะพี่ พูดความจริงที่มาจากหัวใจจริง ๆ เอาลูกพี่เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่พูดเพื่อตัวพี่อย่างที่เคยพูด

รุ่นพี่ : แล้วพูดยาว ๆ ขนาดนั้น เด็ก 5 ขวบจะฟังเข้าใจเหรอ

ฉัน : แกจะเข้าใจแค่ไหนไม่ใช่ประเด็นหรอกค่ะ แต่หากพี่ขยันหว่านเมล็ดพันธุ์ดี ๆ เพาะลงไปในหัวใจของแก ในวันที่หัวใจดวงนี้ยังเป็นของพี่ พี่ก็ควรจะรีบทำ เพราะต่อไปเมื่อแกค่อย ๆ โตขึ้น คุณครู เพื่อน และสังคม จะเข้ามาแชร์พื้นที่ในหัวใจดวงนี้ไปจากพี่อย่างแน่นอนค่ะ แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงมันจะสายเกินไป เพราะแกจะเริ่มฟังคนอื่นมากกว่าฟังพี่ไปเสียแล้ว อย่าลืมสิคะ ตอนเราเด็ก ๆ เวลาพ่อแม่คุยอะไรกันยาว ๆ แม้เราไม่ได้ตั้งใจฟัง เราก็ยังพอจะจำอะไรได้คลับคล้ายคลับคลา แล้วเราก็มักจะเอาคำพูดหรือการกระทำของพ่อกับแม่ที่เราจำได้มาใช้จริงไหมล่ะคะ

บ่าย ๆ ของอีกวัน ฉันได้รับโทรศัพท์จากรุ่นพี่คนนี้ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจระคนอัศจรรย์ใจ ปลายสายเล่าให้ฉันฟังว่าเมื่อคืนได้พูดกับน้องตอนก่อนเข้านอน

“เราแม่ลูกนอนกอดกันบนเตียง น้องก็นอนนิ่ง ๆ พี่พูดตามคำแนะนำทั้งหมดค่ะ และไม่ลืมบอกรักแกข้าง ๆ หูด้วย พี่พูดไปจากความรู้สึกรักที่มาจากหัวใจจริง ๆ แค่นึกถึงน้ำตายังซึม ๆ เลยค่ะ

“เช้ามาพี่ก็ไปส่งน้องที่โรงเรียนตามปกติ บ่ายโมงกว่า ๆ คุณครูประจำชั้นของน้องก็โทร.มาหาพี่ แล้วถามพี่ว่า คุณแม่ทำอะไรคะ ทำไมเช้านี้น้องถึงได้วาดรูป เรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ กินข้าว แล้วก็ร่าเริง จนคุณครูสงสัยเลยต้องรีบโทร.มานี่ละค่ะ”

รุ่นพี่ขอบอกขอบใจฉันเป็นการใหญ่ และเชื่อแล้วว่า พลังของจิต นั้นมหัศจรรย์จริง ๆ สามารถเปลี่ยนลูกชายของเธอได้ภายในช่วงเวลาแค่ข้ามคืน และฉันเองก็เชื่อเช่นนั้น

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ต้นพุทธ ณศยา

Photo by Paige Cody on Unsplash

บทความน่าสนใจ

keyboard_arrow_up