นิพพานที่ได้เห็น

“นิพพานที่ได้เห็น” ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมจากแดนไกล

Alternative Textaccount_circle
event
นิพพานที่ได้เห็น
นิพพานที่ได้เห็น

ประสบการณ์ที่จะแบ่งปันวันนี้เป็นประสบการณ์สดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับฉันเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากสดใหม่แล้ว ฉันยังอยากจะเก็บสิ่งที่ฉันเพิ่งได้สัมผัสมาใส่กระปุกฝากทุก ๆ ชีวิตในโลกหากปอดฉันใหญ่เท่ากับป่าทั้งป่า

เธอคงพอจะเดาได้แล้วสิว่าของฝากแสนพิเศษที่ไร้คำบรรยายที่ฉันพูดถึงคืออะไร หากยังนึกไม่ออก ฉันขอให้เธอหยุดอ่านที่บรรทัดนี้ หยุดนิ่ง แล้วจินตนาการว่าเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าสนในเมืองหนาว รอบข้างมีละอองไอหมอกที่เย็นสนิท มองไปทางไหนก็เห็นแต่กอต้นเฟินสีเขียวสดท่ามกลางสายหมอก แหงนหน้าขึ้นฟ้าก็เห็นต้นสนสูงตระหง่านและยอดสนรางเลือน ที่นี่ไม่มีใคร มีแต่เธอและสรรพชีวิตในธรรมชาติซึ่งกำลังมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น ลมอันเย็นชื้นที่เธอกำลังสูดเข้าทางปลายจมูกได้ระบายลงสู่ปอด เป็นความสดชื่นและเย็นฉ่ำของลมหายใจที่ปอดของเธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน…นี่แหละของฝากจากฉันถึงเธอ…ลมหายใจจากป่าสน

ฉันมาปฏิบัติธรรมและดูแลรับใช้สังฆะเล็ก ๆ ที่มีพระสงฆ์จากเมืองไทยและพระชาวบราซิลเพียงสองรูปที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ชีวิตที่ถูกจำกัดด้วยตารางเวลาและกิจกรรมอันเรียบง่าย ทำให้ฉันมีเวลาในแต่ละวันเหลือพอที่จะอยู่กับความจริงของชีวิต หลังจากถวายอาหารเพล ฉันออกกำลังด้วยการเดินเจริญสติ ความวิเวกของสถานที่ทำให้ฉันพบว่า ชีวิตที่นี่ใกล้ชิดธรรมชาติจนไม่ยากนักที่จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับท้องฟ้า ก้อนเมฆ พระอาทิตย์ ฝูงนก และไก่ป่าที่ขานรับรุ่งอรุณในยามเช้ารวมไปถึงพระจันทร์กับดวงดาวที่ส่องแสงในยามกลางคืนเป็นเพื่อนสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำ เช่น กระต่ายป่าและตัวพอสซัม ซึ่งพากันกระโดดโลดเต้นอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้

เช้านี้แปลกกว่าทุกวันตรงที่เมื่อฉันตื่นนอนและเปิดประตูกุฏิออกมา พระจันทร์ที่เคยส่องแสงทักทายฉันกลับหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก เมื่อเสร็จจากภาระหน้าที่ฉันก็ออกเดินเช่นทุกวัน ต่างกันแต่วันนี้ฉันต้องใส่เสื้อหนาว หมวก ถุงมือ และถุงเท้าเต็มที่ แม้จะเป็นตอนบ่าย แต่เทือกเขาทั้งเทือกและทุ่งหญ้ายังถูกปกคลุมด้วยสายหมอก ฉันออกเดินเจริญสติไปยังสถานที่พิเศษในหุบเขาที่ฉันหมายใจว่าจะไปให้ถึงในสักวันก่อนอำลาวิมุตติ

สถานที่นี้ฉันขอแอบตั้งชื่อในใจว่า “หุบเขาทะเลหมอก” และของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ตรงหน้าฉันขอเรียกว่า “นิพพานที่เห็นได้ด้วยตา” อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าฉันโอ้อวดอุตริว่าตัวเองบรรลุธรรม เพราะฉันทำได้ก็แค่นิพพานชั่วขณะตามที่พระท่านมักเอ่ยถึงในหนังสือธรรมะ เพื่อให้คนมีกำลังใจในการปฏิบัติเท่านั้น

“นิพพาน” ในที่นี้คือภาพที่กล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอไม่อาจบันทึกองค์ประกอบที่รวมกันเป็นรูปธรรมของคำว่า “นิพพาน” ที่ฉันกำลังสัมผัสด้วยสายตานี้ได้

นิพพานที่ได้เห็น
Photo by Jay Mantri on Unsplash

…ความงามสงบนิ่งของกิ่งก้านต้นสนและใบเฟิน ความชุ่มชื้นฉ่ำเย็นของละอองฝอยจากไอหมอกท่ามกลางอุณหภูมิที่พอเหมาะ ทำให้รู้สึกคล้ายธรรมชาติจัดฉากให้ฉันเข้าไปอยู่ในภาพวาดของศิลปินเอกหรืออยู่ในมิวสิควิดีโอประกอบบทเพลงสมาธิ เพียงแต่ในความเงียบสงัดมีเสียงเปาะแปะของหยดน้ำค้างกระทบกับกิ่งสน และเสียงนกป่าแทนเสียงดนตรี หากจะบอกว่าคำบรรยายทั้งหมดของคำว่า “นิพพาน” อยู่ “ที่นี่และตรงนี้” ก็คงไม่ผิด เพราะความสงบ นิ่ง เย็น คือรูปธรรมที่สะท้อนความสงบเย็นภายในอันเป็นนามธรรมได้อย่างชัดเจน

เมื่อฉันเป็นสิ่งมีชีวิตอีกสิ่งหนึ่งที่ก้าวเข้าไปสู่ “หุบเขาทะเลหมอก” ฉันรู้แต่ว่าฉันได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นมิตรยิ่งจากสรรพชีวิตรอบกายที่กำลังหายใจแลกเปลี่ยนอากาศบริสุทธิ์กับฉันอยู่ คำสอน “interbeing” หรือดั่งกันและกัน ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ คือความรู้สึกของฉันขณะนั้น ไม่แบ่งแยก ไม่ตัดสินว่านี่คือฉัน นั่นคือเธอ ฉันสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของลมหายใจจากธรรมชาติ และความน้อยนิดไร้ตัวตนจากลมหายใจของฉัน

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากนิพพานตรงหน้าเพื่อน้อมใจสู่นิพพานภายในก็คือคำสอนของหลวงพ่อชาที่ว่า “ทุกข์เพราะคิดผิด” ความปล่อยวางอันเกิดจากการน้อมรับความ “ไม่แน่นอน” ของทุกสิ่งตามที่เป็น…เป็นเช่นนี้เอง

ไร้ชอบ ไร้ชัง ทั้งสุขและทุกข์

ต้นสนทุกต้น ใบเฟินทุกใบ ไม่หวั่นไหวต่อความหนาวเย็นของน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามกิ่งก้าน ทั้งยังไม่สลัดใบหนีน้ำค้างแข็งในวันที่อุณหภูมิติดลบ หรือโกรธเกรี้ยวในวันที่แดดแผดเผา ใยแมงมุมที่โอบอุ้มละอองไอหมอกเป็นเม็ดกลมพราวใสไม่หวนอาลัยสายหมอกเมื่อแดดอุ่นส่องผ่าน “เบาบางแต่หนักแน่น” น่าจะเป็นสภาพความบริสุทธิ์ของจิตที่สัมผัสทุก ๆ อารมณ์อย่างบางเบา…และไม่ยึดติด

ภาพนิพพานตรงหน้า เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ฉันจะหมั่นน้อมเข้ามาให้ใจได้สัมผัสความเย็นในแบบที่หมดตัวอักษรจะบรรยายและหมดความสามารถที่จะถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือให้ใครได้อ่าน รู้แต่ว่าการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “หุบเขาทะเลหมอก” แม้เพียงชั่วขณะ ทำให้ฉันพอจะวาดภาพในใจออกว่า จิตที่เป็นอิสระจากสิ่งร้อยรัดและพร้อมจะต้อนรับทุก ๆ อาการเคลื่อนไหวของจิต ทั้งความอิ่มเอมและความโหยหา ด้วยความสงบเย็นคงจะเป็นจิตที่สะท้อนภาพจาก “นิพพาน” ที่ฉันได้เห็นตรงหน้านี่เอง

ก่อนจะนั่งลงเขียนเรื่องนี้ ฉันได้มีโอกาสขึ้นไปที่นั่นอีกครั้งเพื่ออำลา หมอกลงจัดเหมือนเดิม ต่างกันแต่ครั้งนี้ฉันมีชาร้อนหอมกรุ่นติดมือไปพร้อมกับนัตบาร์ (ถั่วบด) แมคาเดเมียผสมแครนเบอร์รี่

ไม่มีสิ่งใดจะแลกกับความรู้สึก “พอดี” และพอใจในปัจจุบันขณะได้อีกแล้ว…

แม้เธอจะไม่ได้อยู่กับฉันที่นี่ แต่เธอก็สามารถเห็นนิพพานในสายหมอกได้ในทุก ๆ ที่ที่ใจเธออยู่กับทุกสิ่งตรงหน้า…ตามความเป็นจริง

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  silajira

keyboard_arrow_up