น้องปิ่น แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวน้อยที่ต้องจากบ้านเกิดมาสู้ชีวิตในเมืองหลวง

สู้ชีวิตในเมืองหลวง
สู้ชีวิตในเมืองหลวง

น้องปิ่น แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวน้อยที่ต้องจากบ้านเกิดมา สู้ชีวิตในเมืองหลวง

น้องปิ่น เด็กหญิงจากขอนแก่นที่เข้ามา สู้ชีวิตในเมืองหลวง ทำงานขายก๋วยเตี๋ยวและข้าวราดแกงไปพร้อมกับการเรียนหนังสือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กหญิงต้องออกจากบ้านเกิดมาอยู่กรุงเทพฯเป็นเวลา 4 ปี เรื่องของน้องปิ่นที่ต้องเข้ามาสู้ชีวิตในมหานครแห่งนี้มาจากบทความของคุณเก็บตะวันที่ได้สนทนากับน้อง ซีเคร็ตเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับ และมีข้อคิด เชื่อว่าเรื่องดี ๆ ที่กินใจเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวซีเคร็ตได้ไม่มากก็น้อย

ท่ามกลางแสงสีของเมืองหลวงในย่านพระโขนง ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็น ที่มีโต๊ะนั่งไม่กี่โต๊ะสำหรับให้คนที่สัญจรไปมาได้แวะกินเมื่อท้องหิว เด็กหญิงวัย 14 ปี ชื่อ “ฌัชณรี ทองศรี ” หรือชื่อเล่นว่า “ปิ่น”  น้องปิ่นต้องจากบ้านเกิดแดนอิสาน จังหวัดขอนแก่น มาอยู่กรุงเทพเพื่อเรียนหนังสือ ตอนนี้ก็กับคุณยายอมาเป็นปีที่ 4 แล้ว คุณยายพยายามสอนให้น้องปิ่นทำเป็นทุกอย่าง เพราะในวันข้างหน้าที่คุณยายไม่อยู่แล้ว น้องปิ่นจะได้ยืนบนลำแข้งของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีความขยันขันแข็ง ตื่นนอนตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อเป็นลูกมือช่วยคุณยายจ่ายของและเตรียมของขายก๋วยเตี๋ยว จนทันร้านเปิด 8 โมงเช้า แล้วขายไปจนถึง 2 ทุ่ม และช่วยคุณยายขายข้าวราดแกงต่อจนถึง 5 ทุ่ม

ชีวิตของเด็กหญิงวนเวียนอยู่กับการช่วยที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยวและข้าวราดแกง น้องปิ่นออกจากโรงเรียนหลังจากจบประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ก็ไม่ทอดทิ้งการศึกษา เพราะยังไปสมัครเรียนแบบการศึกษานอกห้องเรียน (กศน.)

คุณเก็บตะวัน สัมภาษณ์น้องปิ่นได้อย่างเห็นภาพ ทำให้เราเหมือนได้เข้าไปร่วมอยู่ในการสนทนาด้วย ภาพน้ำตาที่ไหลนองหน้าของเด็กหญิงซึ่งเก็บกดทุกอย่างไว้ เหมือนได้ทลายออกมา เมื่อพูดถึงเรื่องที่บ้านเกิดซึ่งชวนให้สะกิดใจ

คุณเก็บตะวันถามน้องปิ่นว่า “ทำไมไม่กลับบ้าน ไม่คิดถึงบ้านเหรอ”

น้องปิ่นตอบว่า “หนูยังกลับไม่ได้”

คุณเก็บตะวันถามต่ออีกว่า “ทำไมถึงทำอะไรมากมายขนาดนี้ได้ เหนื่อยไหม”

น้องตอบมาว่า “หนูต้องอดทน”

จบการสนทนาน้องปิ่นก็ร้องไห้

คุณเก็บตะวันเริ่มเปิดประโยคสนทนาต่อไปว่า “แกมันโคตรเก่งเลยว่ะปิ่น” น้องยิ่งร้องไห้หนัก “ฉันชมแกนะ ” น้องปิ่นยิ้มทั้งน้ำตา “ตั้งแต่หนูเกิดมายังไม่มีใครชมหนูเลย”

คุณตะวันถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิง นับว่าคำชมของเขาเป็นคำชมแรกในชีวิตของเธอเลยทีเดียว การสนทนาก็มาจบที่ “กลับบ้านบ้างนะ ไม่ต้องรอให้เรียนจบหรือประสบความสำเร็จก็ได้ แกมีคนรออยู่” ไม่ทันไรน้องปิ่นก็ร้องโฮหนักกว่าเดิม สิ่งที่คุณเก็บตะวันทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์คือถึงเวลาที่น้องต้องวางบ้างแล้ว

นอกจากนั้นคุณเก็บตะวันยังให้ข้อคิดเตือนใจอีกว่า

“คนที่ทิ้งบ้านมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วยังไม่กล้ากลับบ้านไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนก็ตาม เราอยากบอกกับพวกเขาเหล่านั้นว่า ถ้ามีโอกาสก็กลับบ้านบ้างนะ ไปอยู่บ้านดี ๆ กลับไปมองคนในครอบครัวเราดี ๆ กลับไปดูแลเขา เพราะบางทีความสุข และเชื้อเพลิงแห่งการสู้ชีวิตที่แท้จริงของคนที่รอเราอยู่ที่บ้าน ก็คงเพียงแค่ได้เจอหน้าเจอเราเท่านั้นแหละ “

หวังว่าเรื่องที่ซีเคร็ตยกมาเล่านี้จะทำให้ผู้อ่านเกิดความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทุกคนมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เราสามารถมอบความรักและความเมตตาที่มีต่อกันได้อย่างเท่าเทียม

สำหรับผู้ที่อยากลิ้มรสฝีมือแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวน้อยคนนี้ ร้านก๋วยเตี๋ยวของน้องตั้งอยู่หน้า สน.พระโขนง ผ่านไปบริเวณนั้นแวะอุดหนุนกันได้

 

ที่มา

www.wongnai.com

ภาพ

www.tnews.co.th


บทความน่าสนใจ

เคซ วอลเดซ เด็กดี ผู้มีหัวใจของการเป็นผู้ให้

น้องสุวิทย์ เด็กดีศรีระยอง ผู้ไม่ผิดศีลข้อที่สอง

น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง

keyboard_arrow_up