จากโบสถ์สู่สังคม อาจารย์ไลฟ์ – วาระ มีชูธน กูรูด้านความรัก

อาจารย์ไลฟ์
อาจารย์ไลฟ์

จากโบสถ์สู่สังคม อาจารย์ไลฟ์วาระ มีชูธน กูรูด้านความรัก

Secret ชวนมารู้จักกับ อาจารย์ไลฟ์ – วาระ มีชูธน กูรูด้านความรัก ผู้ให้คำปรึกษาคู่รักในงาน Staying in Love ของบริษัทธุรกิจเพื่อสังคม LIFEiS ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นกูรูด้านความรัก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้หวานแหวว และการผ่านพ้นวิกฤตที่เลวร้ายมาได้ในแต่ละครั้งคือ ความศรัทธา

 

ทำไมถึงเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านความรัก

” ก่อนหน้านี้ผมเป็นครูสอนที่โรงเรียนนานาชาติถึง 15 ปี เป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยมหิดล และอาชีพสุดท้ายของผมคือ ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ ผมลาออกจากงานประจำมาเป็นศิษยาภิบาล เพื่อใช้เวลาทั้งหมดที่มีทุ่มเทให้กับงานศาสนา ผมมองย้อนกลับไปในตอนที่ผมกับภรรยากำลังจะแต่งงาน เราทั้งสองต้องเข้าอบรมเรื่องการครองคู่ก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงาน ซึ่งเป็นธรรมเนียมของคริสเตียน เพื่อให้คู่รักแน่ใจว่าจะครองรักกันในฐานะสามีและภรรยาได้ตลอดไป โดยมีผู้ให้คำปรึกษาตลอดการอบรมคือศิษยาภิบาล ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากสำหรับคู่รัก เป็นการตอกย้ำให้แน่ใจว่าเราทั้งสองจะครองรักร่วมกันอย่างมั่นคง และในวันนี้ผมได้มาเป็นศิษยาภิบาล ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านความรักแก่คู่รัก และหน้าที่อื่นที่ต้องสนองงานศาสนา ซึ่งผมพยายามหนีหน้าที่นี้มาโดยตลอด แต่พระองค์ก็กำหนดผมไว้แล้วว่าผมต้องเป็นศิษยาภิบาล ”

 

ทำไมถึงหนีการเป็นศิษยาภิบาล

” คุณพ่อคุณแม่ของผมเป็นศิษยาภิบาล ท่านจะเดินทางไปสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ที่ยากไร้ในจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางครั้งละ 7 ชั่วโมงต่อวัน ผมเห็นภาพของท่านทั้งสองทุ่มเททั้งกายและใจให้กับงานรับใช้ศาสนามาตั้งแต่เด็ก บ้านของเราอยู่ที่เมืองทองธานี คุณพ่อก็จะเดินออกไปนอกบ้าน แล้วถามเด็ก ๆ แถวนั้นว่า ‘อยากเรียนภาษาอังกฤษไหม เดี๋ยวสอนให้เอาไหม’ แล้วท่านก็สอนเด็ก ๆ อยู่ข้างถนน ใคร ๆ ก็คิดว่าผมโตขึ้นต้องเป็นศิษยาภิบาลเหมือนคุณพ่อคุณแม่ กลายเป็นความกดดันที่ผมได้รับ ทำให้ผมต่อต้าน เพราะไม่อยากเป็นเหมือนท่าน ผมกลายเป็นเด็กเกเร ตีรันฟันแทง เล่นฟุตบอลที่โรงเรียนจนดึกทุกวัน เรียนหนังสือไม่เอาถ่านเลย ไม่ยอมทำการบ้าน สุดท้ายโรงเรียนก็เชิญออก คุณพ่อต้องขอร้องจนได้กลับมาเรียนอีกครั้ง แล้วได้ไปเรียนอยู่ห้องเด็กเรียนหนังสือไม่เก่ง ”

 

 อาจารย์ไลฟ์

0

ผ่านอุปสรรคอะไรในชีวิตมาบ้าง

” เวลาที่เผชิญกับอุปสรรคหรือปัญหา สิ่งเดียวที่เป็นกำลังใจให้ผมมาตลอดคือ พระเจ้า ผมได้รับทุนไปเรียนไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับพี่ชายและน้องสาว ผมมีความสุขมากและตั้งใจเรียนจนกระทั่งเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย แล้วข่าวร้ายก็มาเยือนเมื่อทุนที่ผมได้รับไม่เพียงพอที่จะเรียนต่อ ผู้ปกครองชาวสหรัฐที่ดูแลผมระหว่างเรียนอยู่ที่นี่แนะนำให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Kentucky Mountain Bible College มหาวิทยาลัยแห่งนี้เน้นเรื่องคริสต์ศาสนา ผมจึงเลือกเรียนด้านการสื่อสาร เพราะพยายามให้ห่างจากเรื่องศาสนามากที่สุด

” ตอนนั้นต้องอดทนมาก ครั้งหนึ่งผมมีเงินไม่พอหยอดเครื่องซักผ้า วันนั้นผมเหลือกางเกงในแค่ตัวเดียว ซึ่งไม่มีเสื้อจะใส่แล้ว ถ้าไม่ซักวันนี้ พรุ่งนี้คงไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปเรียน ผมก็อธิษฐานและภาวนา อยู่ ๆ ที่ตู้จดหมายก็มีซองที่ไม่จ่าหน้าซองและไม่มีที่อยู่ใส่เหรียญไว้พอดีค่าซักผ้าเลย อีกเหตุการณ์หนึ่งผมประสบอุบัติเหตุขณะเล่นบาสเกตบอล จนข้อเท้าหัก ผมโทรไปหาคุณแม่เพื่อขอเงินซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ท่านบอกให้ผมภาวนาและอธิษฐานเอา ผมก็ทำตาม วันต่อมาอาจารย์ที่ผมสนิทท่านก็ยกรองเท้ากีฬาให้ผมคู่หนึ่ง ซึ่งใส่ได้พอดีเลย

” ขณะที่ผมกับพี่ชายและน้องสาวกำลังประสบกับปัญหาการเงิน พี่ชายได้พบกับคุณป้าคนหนึ่งโดยบังเอิญ ทั้งสองสนทนากันจนทราบว่าพี่ชายผมเป็นคนไทย เธอพูดว่า ‘ฉันรู้จักคนไทยคนหนึ่งชื่อว่า นันทชัย’ ซึ่งก็คือคุณพ่อของพวกเรา เมื่อเธอทราบว่าพี่ชายเป็นลูกของคนที่เธอเคยรู้จักเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เธอยินดีช่วยเรื่องการศึกษาจนพวกเราเรียนจบปริญญาระดับสูง ด้วยคำสัญญา 2 ข้อที่เราต้องปฏิบัติตามคือ  1.ห้ามแต่งงานกับผู้หญิงชาวต่างชาติ  2.ให้กลับมาช่วยเหลือคนไทย ทราบภายหลังว่าเธอคือ Willouise B. Luce ภรรยาของเจ้าของธุรกิจ Bluebird school bus รถเมล์คันสีเหลืองที่วิ่งทั่วสหรัฐอเมริกา ผมจึงมีโอกาสเรียนต่อจนจบปริญญาตรี และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านคริสเตียนศึกษาทันทีที่ Asbury Theological Seminary ”

 

 กดหมายเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

keyboard_arrow_up