หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย

หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย ดอกไม้เหล็กผู้ใช้กำลังใจเป็นยารักษาตนเองและเพื่อนร่วมทุกข์

หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย
หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย

หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย ดอกไม้เหล็กผู้ใช้กำลังใจเป็นยารักษาตนเองและเพื่อนร่วมทุกข์

แพทย์หญิงคนหนึ่งได้เปิดเพจชื่อว่า ” หมอเมย์สู้มะเร็งระยะสุดท้าย ” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้กับโรคมะเร็งกระเพาะอาหารของเธอ ซึ่งกำลังใจสำคัญของเธอคือเพื่อนร่วมทุกข์ที่แวะเวียนมาคอมเม้นท์และส่งข้อความในอินบ็อกซ์รวมถึงครอบครัวของเธอด้วย

วันที่ 27 ธันวาคม 2561 เป็นวันที่ดิฉันหมอเมย์ หรือแพทย์หญิงทักษอร เล้าวงค์ ซึ่งกำลังมีความสุขกับงานผ่าตัดอันเป็นที่รัก อาจารย์ชายชัญ ได้ต่อสายตรงมาถึงเมย์ว่า ” ผลแล็บของเมย์ไม่ค่อยดีเลยนะคะ อยากให้เข้ามาเจออาจารย์ที่โรงพยาบาลหน่อย”  เมย์จึงถามท่านกลับไปว่า “เมย์เป็นอะไรหรอคะอาจารย์”  ท่านตอบกลับมาว่าผลการตรวจพบว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองในชิ้นเนื้อตรงคอที่ตัดไปตรวจ คำตอบของอาจารย์ชายชัญทำเราอึ้งไปเลยค่ะ แต่เมย์ก็ผ่าตัดคนไข้ต่อจนเสร็จ ต้องขอบคุณคนไข้ที่เข้าใจ และยังให้กำลังใจเราด้วยอีกต่างหาก

 

 

ทำไมเมย์จึงนำชิ้นเนื้อตรงคอไปตรวจ ตอนนั้นเมย์มีอาการไอนาน 1 สัปดาห์กว่า ๆ แต่ไม่มีไข้ เราไอจนเริ่มหายใจไม่สุด จึงตัดสินใจไปตรวจ x-ray ที่หน้าอก พบว่ามีจุดเล็ก ๆ เลยคาดว่าอาจจะเป็นวัณโรค จึงไป CT scan ปอดซ้ำ ผลออกมาคือพบจุดเล็ก ๆ อยู่เต็มปอด กำลังสงสัยอยู่ว่าเราป่วยเป็นวัณโรค หรือมะเร็งกันแน่ ตอนนั้นมีแนวโน้มว่าจะไปทางวัณโรค แต่ทว่าอาจารย์ชายชัญให้เราลองตัดเอาต่อมน้ำเหลืองที่คอไปตรวจ และก็เจาะเลือดส่งผลค่ามะเร็งต่าง ๆ ไปด้วยเลย นั่นแหละค่ะผลออกมาว่าเราเป็นมะเร็จ “signet ring cell poorly diff ” พอเราผ่าตัดคนไข้เสร็จก็ขึ้นไปพบลูกและสามี ทุกคนร้องไห้เมื่อทราบเรื่องป่วยของเรา แต่สำหรับเราแล้วคิดว่าเราต้องหายจากโรคนี้ แรงบันดาลใจก็มาจากลูกทั้งสองที่ยังน่ารัก เราจะเป็นอะไรตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด

จากนั้นโทร.หาคุณพ่อซึ่งท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอร์มิค เชียงใหม่ ทันทีที่ท่านทราบ ท่านบินลงมาหาเมย์ที่กรุงเทพฯ และพาเราไปรักษาที่เชียงใหม่

เมื่อมองย้อนกลับไปดูว่าเราป่วยตั้งแต่เมื่อไร ต้องเท้าความว่า เราป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารมาก่อนและเป็นอยู่เรื่อย ๆ แต่อาการก็ดีขึ้นทุกครั้งหลังทานยา ตอนนั้นเราก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่เป็นสารก่อมะเร็ง เพราะคิดว่ามะเร็งเป็นเรื่องไกลตัว คงไม่มีวันเกิดขึ้นกับเราแน่นอน

ตอนที่เราท้องลูกคนที่สอง มีอาการอ้วกเป็นเลือดไหลไม่หยุด จนเกิดอาการช็อค ขณะนั้นอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ จึงคาดว่าเราคงเป็นมะเร็งมาตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพราะมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างของเรา

 

 

หลังจากลูกชายลืมตาดูโลก เราก็เลี้ยงเขาด้วยนมจากอกของเรา ไม่สามารถพักเต้าเพื่อรักษา H.pylori ได้ ตอนนั้นร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน คืออาการล้า และแรงน้อยลง ทำให้เราต้องดื่มกาแฟทุกวันเพื่อให้มีแรง แต่ก็ไม่ได้คิดถึงเจ้าเนื้อร้ายอยู่ดี ไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นสัญญาณบอกโรคร้าย เพราะโดยปกติแล้วแม่ลูกอ่อนก็มีอาการล้าแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากส่องกล้องดูตั้งแต่อายุครรภ์ 3 เดือนแรกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือต้องสู้เท่านั้น 

คนรอบข้างและครอบครัวทำให้เมย์มองโลกในแง่บวก พี่ตั้ม สามีของเมย์ก็เตือนสติเมย์ว่า “ต้องคิดบวกเข้าไว้ อนาคตมีหวังเสมอ”  ถ้าเมย์เครียดจนบางครั้งนอนไม่หลับก็จะทำสมาธิ ซึ่งช่วยได้มาก

เมย์อยากให้ทุกคนที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ตอนนี้ ลองหันมามองโลกด้วยมุมที่ช้าลง มีความสุขเก็บเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วจะย้อนคิดได้ว่าความสุขหามาได้ไม่ยาก แค่ใส่ใจกับความทุกข์ให้น้อยลง ความสุขก็จะล้นทวี แค่บอกรักคนรอบข้างก็ทำให้เรามีความสุขได้ขึ้นมามากจริง ๆ

หมอเมย์ หรือ แพทย์หญิงทักษอร เล้าวงค์ ยังคงถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นหมอ และให้กำลังใจกับเพื่อนร่วมทุกข์ที่แวะเวียนเข้ามาคอมเม้นท์และทักมาหลังไมค์มาบอกเล่าความทุกข์และประสบการณ์ในฐานะผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคร้ายต่าง ๆ  ในแต่ละสเตตัสของหมอเมย์ ทำให้เราเห็นว่าเธอคือผู้เยียวยาทั้งตัวเองและผู้อื่น

บทความน่าสนใจ

“แม่นุ่น” คุณแม่สู้มะเร็ง จากไปแล้ว หลังจากสู้กับโรคร้ายยาวนานถึง 5 ปี

คุณพิม-พิมพ์มาดา แชร์ความสดใสและวิธีการใช้ชีวิตหลังรับมือกับโรคร้าย 

คีอานู รีฟส์ พระเอกใจบุญ แอบบริจาคเงินล้านอย่างลับ ๆ ให้โรงพยาบาลเด็กมาหลายปีแล้ว

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทางพ้นทุกข์ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจ

keyboard_arrow_up