โอปปาติกะ

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมโอปปาติกะส่วนใหญ่ไม่ปรากฎกาย

โอปปาติกะ
โอปปาติกะ

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมโอปปาติกะส่วนใหญ่ไม่ปรากฎกาย

โอปปาติกะ คือสิ่งมีชีวิตที่กายมนุษย์โดยทั่วไปมองไม่เห็น อาศัยอยู่ใน 4 สถานที่ใหญ่ ๆ คือ อยู่ปนกับมนุษย์ อยู่เหนือโลกขึ้นไป อยู่ต่ำกว่าโลกลงไป และอยู่ ระหว่าง 3 กาแล็กซีที่อยู่ใกล้กัน โดยโอปปาติกะนี้จัดเป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีจำนวนมากที่สุด

ผีคือโอปปาติกะประเภทที่อยู่ปะปน กับมนุษย์ โดยอาจจะเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาในระดับล่างที่ อยู่ปะปนกับมนุษย์ ซึ่งเป็นฝ่ายสุข หรือเปรต ซึ่งเป็นฝ่ายทุกข์ ซึ่งโอปปาติกะกลุ่มนี้จะมีลักษณะภพซ้อนภพกับโลกมนุษย์ หรือ อาจเทียบเคียงได้กับคลื่นวิทยุที่มีอยู่ในอากาศเหมือนกัน แต่ความถี่ ต่างกัน มาดูกันว่า ทำไมโอปปะกาติกะส่วนใหญ่จึงไม่ปรากฏกายให้มนุษย์เห็น

 

 

เหตุผลในปายาสิราชัญญสูตร

ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งชื่อว่า ปายาสิราชัญญสูตร1 กล่าวถึงบทสนทนาระหว่างพระเจ้าปายาสิ ผู้ครองนครเสตัพยะ แห่ง แคว้นโกศล กับพระกุมารกัสสปะ พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา โดยพระเจ้าปายาสิทรงแสดงความเห็นที่พระองค์ได้เคยไปสนทนากับ นักบวชอื่น แล้วปรากฏว่านักบวชเหล่านั้นไม่สามารถโต้แย้งความเห็น ของพระองค์ลงได้

ความเห็นของพระเจ้าปายาสินั้นคือ “โลกหลังจากความตาย ไม่มี โอปปาติกะไม่มี ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี” โดยพระองค์ ทรงให้เหตุผลสนับสนุนอยู่หลายประการด้วยกัน

แต่พระกุมารกัสสปะท่านก็ได้อธิบายหักล้างในทุกเหตุผลของ พระเจ้าปายาสินั้นลงได้ ซึ่งใจความสำคัญก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม กับพระเจ้าปายาสิ คือ “โลกหลังความตายนั้นมีอยู่ โอปปาติกะมี ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี”

สุดท้ายพระเจ้าปายาสิจึงจำนนด้วยเหตุผลที่มาหักล้างนั้น และเกิดความเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น ที่พึ่งในที่สุด

ความตอนหนึ่งในการสนทนานั้นคือ พระเจ้าปายาสิได้ทรง ถามขึ้นมาว่า ถ้าโอปปาติกะมีจริง แล้วทำไมไม่มาปรากฏกายให้ มนุษย์เห็น

พระกุมารกัสสปะท่านได้ตอบกลับโดยใช้เหตุผลต่าง ๆ หลาย ประการเข้ามาประกอบ ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า มีเหตุผลที่โอปปาติกะ ไม่มาปรากฏกายให้เห็นอยู่ 3 เหตุผลใหญ่ คือ ไม่ปรากฏเพราะ มาไม่ได้ ไม่ปรากฏเพราะไม่อยากมา และไม่ปรากฏเพราะเลยเวลา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

ไม่ปรากฏเพราะมาไม่ได้

พระเจ้าปายาสิกล่าวกับพระกุมารกัสสปะใจความหนึ่งว่า เคย มีบุคคลที่พระองค์รู้จัก ซึ่งเห็นว่าเป็นคนประพฤติชั่ว ซึ่งตามหลัก ศาสนาแล้ว เมื่อตายไปก็น่าจะต้องตกนรก แล้วพอคนคนนั้นใกล้จะตาย พระองค์ก็ไปขอร้องว่า ถ้าตายแล้วตกนรกจริงก็ให้กลับมา บอกด้วย แต่ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่กลับมาบอก ดังนั้นพระองค์ จึงทรงเชื่อได้ว่า โลกหลังความตายไม่มี โอปปาติกะไม่มี ผลของ กรรมดีกรรมชั่วไม่มี

พระกุมารกัสสปะได้ตอบพระเจ้าปายาสิไปว่า บุคคลที่ตาย แล้วไปตกนรกนั้นกลับมาไม่ได้ เพราะมี “นายนิรยบาล” คือผู้คุมใน นรกไม่ให้กลับมา แล้วท่านจึงถามกลับไปยังพระเจ้าปายาสิว่า หาก มีนักโทษประหารซึ่งกำลังจะถูกประหาร แต่นักโทษนั้นขอเพชฌฆาต กลับบ้านไปร่ำลาญาติพี่น้อง เพชฌฆาตจะอนุญาตให้ไปหรือไม่ ซึ่ง พระเจ้าปายาสิก็ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่าไม่อนุญาต

พระกุมารกัสสปะจึงกล่าวสรุปว่า ด้วยเรื่องราวคำบอกเล่า ของพระองค์นี้กลับเป็นเครื่องยืนยันว่า โลกหลังความตายมีจริง โอปปาติกะมีจริง ผลของกรรมดีกรรมชั่วมีจริง

สรุปตามเหตุผลของพระกุมารกัสสปะซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วได้ว่า โอปปาติกะฝ่ายทุกข์ คือ ชาวนรกนี้ ไม่สามารถกลับมา ปรากฏกายให้มนุษย์เห็น เพราะไม่สามารถกลับมาได้

 

ไม่ปรากฏเพราะไม่อยากมา

หลังจากที่พระเจ้าปายาสิจำนนต่อเหตุผลของพระกุมาร กัสสปะ เรื่องที่ทำไมผู้ตายแล้วตกนรกถึงไม่กลับมาปรากฏกายให้ พระองค์เห็น แม้ว่าจะขอไว้ก่อนตายแล้วว่าให้มาปรากฏ พระองค์ ก็ยังมิได้ทรงยอมทิ้งทิฏฐิของตน ยังมีบทสนทนาโต้ตอบกับพระ- กุมารกัสสปะอีกหลายข้อ ซึ่งข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทำไม โอปปาติกะจึงไม่ปรากฏกายนี้คือ พระองค์ได้ทรงเล่าว่า เคยมีคน ที่ทำความดีมาตลอดชีวิต ซึ่งตามหลักศาสนาแล้ว ตายไปน่าจะไป เกิดบนสวรรค์ เมื่อบุคคลนั้นใกล้ตาย พระองค์ก็ไปขอว่า เมื่อตาย แล้วไปเกิดในสวรรค์ก็ให้กลับมาบอกพระองค์ด้วย แต่ก็ไม่มีผู้ใด กลับมาแม้แต่คนเดียว พระองค์จึงทรงเชื่อว่า โลกหลังความตาย ไม่มี โอปปาติกะไม่มี ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี

พระกุมารกัสสปะได้ตอบพระเจ้าปายาสิไปว่า บุคคลที่ตาย แล้วขึ้นสวรรค์ไปนั้น ไม่กลับมายังโลกมนุษย์ เพราะเมื่อไปเกิดใน สวรรค์แล้ว กายของบุคคลนั้นเป็นกายทิพย์ ซึ่งละเอียด ประณีต มีกลิ่นหอม แล้วเมื่อเทียบกับกลิ่นกายของมนุษย์แล้ว กายมนุษย์ กลายเป็นมีกลิ่นเหม็นมากจนกระทั่งไม่อยากเข้าใกล้มนุษย์อีกเลย เปรียบเหมือนบุคคลที่เคยตกลงไปในหลุมอุจจาระอยู่นาน เมื่อถูก ช่วยให้ขึ้นมาจากหลุมอุจจาระนั้นได้แล้ว ได้มาอาบน้ำชำระร่างกายอย่างดี ประพรมด้วยน้ำหอม ใส่เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยแล้ว การจะให้ลงไปในหลุมอุจจาระอีก บุคคลนั้นคงจะเข็ดและปฏิเสธ ที่จะลงไป

นั่นคือ ตามเหตุการณ์ที่พระเจ้าปายาสิยกมากลับเป็นเครื่อง ยืนยันว่า โลกหลังความตายมีอยู่ โอปปาติกะมี ผลของกรรมดี กรรมชั่วมี

 

 

ไม่ปรากฏเพราะเลยเวลา

พระกุมารกัสสปะยังได้อธิบายต่อไปอีกว่า อีกเหตุผลหนึ่ง ที่แม้ว่าชาวสวรรค์นั้นยินยอมที่จะทนกลิ่นเหม็นของมนุษย์เพื่อมา ปรากฏให้มนุษย์เห็น แต่ก็จะมีปัญหาในเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันของ แต่ละสถานที่ โดยท่านได้ยกตัวอย่างชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ว่ามีเวลา ที่ยาวนานกว่าของมนุษย์ โดย 100 ปีมนุษย์จะเท่ากับ 1 วัน 1 คืน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ดังนั้นหากเพียงแค่ชาวดาวดึงส์คิดว่าจะลงไปหามนุษย์คนที่ เคยรู้จักกันตอนที่ตนเองยังไม่ตาย แต่ขอพักเพียงแค่สองคืนสาม คืนบนสวรรค์ก่อน เพียงเท่านั้นเมื่อลงมายังแดนมนุษย์ก็จะพบว่า บุคคลที่เคยรู้จักนั้นได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เพราะบนโลกมนุษย์ เวลาได้ต่างไปแล้วเป็นร้อยปี

ด้วยเหตุผลนี้จึงควรกลับกันกับที่พระเจ้าปายาสิเชื่อ นั่นคือ ความจริงแล้วโลกหลังความตายนั้นมีอยู่ โอปปาติกะมี ผลของ กรรมดีกรรมชั่วมี

 

ข้อมูลจากหนังสือ ผีมีจริง?

สั่งซื้อออนไลน์ คลิก


บทความน่าสนใจ

ภูมินทร์ งามสูงเนิน เฉียดตายจนกลายเป็นคนเห็นผี

เผยคาถาที่แม่ชีสวดให้ผีพิกุลในละครเรื่อง ปี่แก้วนางหงส์ ที่แท้คือคาถาศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ดู่

วันที่คนตาบอดมองเห็นวิญญาณ เรื่องจริงของ วิกกี้ อัมมิเปจ

ผลแห่งกรรม เรื่องลึกลับจากลูกศิษย์ เจน ญาณทิพย์

ผีมีจริงไหม การปรากฏกายของผีในทางพระพุทธศาสนา

keyboard_arrow_up